จิโซ

 

    ขณะกำลังพลิกหน้านิตยสารท่องเที่ยวไปมาแก้เบื่อ ช่วงเข้าเวรห้องฉุกเฉินในคืนเนิบนาบกลางฤดูหนาวแบบนี้ ภาพเล็กๆ หลายภาพซึ่งเป็นวิวทิวทัศน์ที่ถูกถ่ายมาจากทั่วทุกมุมของเมืองนารา มีภาพหนึ่งในนั้นที่ทำเอาฉันต้องสะดุดสายตา มันเป็นรูปของเทวรูปหินผูกผ้าสีแดงดูเก่าซีด ใบหน้าที่สลักขึ้นดูคล้ายกำลังอมยิ้ม รูปสลักหินทำให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นอีกครั้ง

   เทวรูปหินรูปร่างคล้ายพระธุดงค์ที่เรียกันว่าจิโซ ตั้งเรียงรายกันอยู่ข้างถนนดินแคบๆ ที่ข้างกำแพงบ้านฉัน เพื่อนที่เคยมาเที่ยวเล่นที่บ้านต่างชื่นชอบและมักมาไหว้ขอพรกันเป็นประจำ แต่สำหรับตัวฉันเอง กลับไม่กล้าแม้จะเดินผ่านซอยข้างบ้านนี้สักเท่าไหร่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คงเพราะภาพสยองในพลบค่ำวันนั้นเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน

   วันนั้นฉันเดินกลับจากโรงเรียนเพียงลำพัง เพราะกว่าจะเสร็จจากการซ้อมว่ายน้ำหลังเลิกเรียนของชมรมก็ปาเข้าไปเกือบทุ่มแล้ว ถนนหนทางเริ่มเงียบสงัด เพราะแถบชนบทเช่นนี้ พอพลบค่ำแล้ว ทุกคนก็จะเข้าบ้านทานอาหารกันแล้วจึงพักผ่อน ไม่มีร้านรวงอะไรเปิดจนดึกดื่นเหมือนสมัยนี้

   ฉันแทบจะเป็นคนเดียวในตอนนั้นที่เดินอยู่บนถนนที่ทอดยาวไปตามทุ่งนาข้างทาง แสงสีส้มกำลังจะลับขอบฟ้า ก้าวสั้นๆ ก่อนหน้า ตอนนี้เปลี่ยนเป็นก้าวยาวขึ้นและเร่งจังหวะขึ้น เส้นทางที่ใกล้ที่สุดคือถนนดินที่ทอดยาวผ่ากลางทุ่งนาเว้งวาง มันมุ่งตรงไปสิ้นสุดยังซอยแคบๆ ที่ตัดกับถนนกลางหมู่บ้าน และซอยนั้นอยู่ติดข้างบ้านของฉันพอดิบพอดี ฉันจึงตัดสินใจใช้ทางนี้เพื่อให้ถึงบ้านทันก่อนจะมืด

  ด้านหลังบ้านของฉันที่ถนนดินตัดผ่านนั้น เป็นบ้านเก่าที่ซ่อนอยู่ในสวนแบบญี่ปุ่นขนาดใหญ่ หากในช่วงกลางวันอาจพอมองลอดผ่านรั้วต้นไม้เข้าไปด้านในได้บ้าง เราจะเห็นสวนบอนไซที่พริ้วไหวสวยงาม กับหินรูปร่างแปลกตาขนาดใหญ่ ลานกว้างประดับด้วยกรวดทรายดูโปร่งโล่งสงบแบบสวนเซน

   แม่เคยเล่าให้ฟังว่าที่นั่นเป็นบ้านของตระกูลซามูไรเก่าแก่ ที่ตอนนี้เหลือเพียงคุณป้าคนหนึ่งกับลูกชายของแกที่อาศัยอยู่ แต่นานหลายปีแล้วที่ไม่มีใครได้คุยหรือพบเจอคุณป้ากับลูกเลย มีบ้างที่เคยเจอคุณป้ามาหาซื้ออาหารมังสาวิรัตเพื่อตุนไว้ตลอดช่วงฤดูหนาวที่ยากลำบาก

   ซึ่งตอนนี้ฉันกำลังเดินผ่านรั้วบ้านหลังใหญ่ที่ว่า ก็อดไม่ได้ที่จะมองลอดข้ามรั้วไปด้านใน แสงสว่างที่บางเบานั้นทำให้เห็นเพียงเงามืดทึมของก้อนหินที่เรียงรายสลับกับต้นไม้ รูปร่างเงาลางๆ กลับช่างน่ากลัวเมื่อมองผ่านความมืดเข้าไป

  ขณะที่เร่งเดินผ่านมีเสียงแปลกๆ ดังแทรกเสียงฝีเท้าของฉันเองขึ้นมา เป็นเสียงครืดคราดจนรู้สึกเสียวฟัน เสียงที่ว่าดังขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับว่าฉันกำลังเข้าใกล้ต้นตอเสียงเข้าไปทีละน้อย

   อีกราวสิบกว่าเมตรเห็นจะได้ ฉันจำได้ว่ามีตุ๊กตาจิโซเรียงรายทอดไปตามแนวรั้วอยู่ตรงนั้น เสียงที่ว่าก็น่าจะมาจากที่เดียวกัน ฉันจึงค่อยชะลอฝีเท้าลงและเพ่งเข้าในในความมืดสลัว

   บางอย่างตรงนั้นมีสีขาวจางๆ ซึ่งพอมองออกเมื่อตัดกับความมืดสลัวตรงหน้า มันกำลังขยุกขยิกอยู่ข้างรูปปั้นจิโซ พอเพ่งมากขึ้นก็พอจะมองเห็นรูปร่างคร่าวๆ ซึ่งสิ่งที่ฉันบอกกับตัวเองในสมองตอนนั้นคือ

                       “ปีศาจกัปปะ”

   ด้วยท่านั่งยองกับลำตัวซีดเผือก ผมยาวรุงรังที่ปกหน้าตา กับแขนขาที่ยาวเก้งก้างที่กำลังเกาะกุมจิโซอยู่ ปากที่อ้ากว้างเห็นฟันสีขาวลางๆ กำลังขบกัดที่ส่วนหัวของจิโซพร้อมเสียงครืดที่เสียดแทงแก้วหูยิ่งกว่าเดิม

    ฉันกรีดร้องสุดเสียงกับภาพตรงหน้า แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ฉันมั่นใจว่าว่ามันไม่ใช่มนุษย์ปกติเป็นแน่ ฉันวิ่งย้อนกลับไปทางเดิม วิ่งแบบไม่คิดชีวิตตัดลงไปที่ทุ่งนาที่ตอนนี้มืดเกือบสนิทอย่างไม่เกรงกลัวอะไรอีก เพราะสติของฉันเตลิดไปไกลเกินกว่าจะควบคุมได้ ด้วยภาพที่น่าสะพรึงที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ ฉันได้แต่กรีดร้องและวิ่งไปยังแสงสว่างที่ใกล้ที่สุด ซึ่งน่าจะเป็นไฟถนนที่พอมองเห็นอยู่ริบๆ

  ในขณะที่นึกภาพในอดีตอยู่แม้ในตอนนี้ มือทั้งสองยังเปียกชื้นและสั่นเทิ้ม คอฉันแห้งผาก จนกลืนได้ลำบาก

    ฉันเคยพยายามเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง แต่เปล่าประโยชน์

   “หนูตาฝาดหรือเปล่าลูก ว่ายน้ำจนเหนื่อยละมัง เลยเบลอขาดนั้น”

คำตอบของแม่ก็ยังเป็นแบบที่แม่เป็นจริงๆ

 

                         ——————–

“คุณหมอโนฮาระ เชิญที่ห้องฉุกเฉินด่วนค่ะ” เสียงจากลำโพงในห้องพักแพทย์ปลุกฉันจากความทรงจำในอดีตขึ้นทันที

 

  ฉันรีบลุกแล้วจ้ำเท้าไปห้องฉุกเฉินในทันที เวลาทุกนาทีมีค่าสำหรับทุกชีวิตในภาวะวิกฤติเสมอ

   “คุณหมอ เคสนี่ เออ..เออ” พยาบาลอึกอักจนน่าสงสัย

   “เตียงไหนละ รีบบอกมาสิคะ”

   “เตียง 3 ที่ปิดม่านไว้ค่ะคุณหมอ เพิ่งเข้ามาด้วยอาการหัวใจเต้นผิดปกติ บวมน้ำอย่างรุนแรง ผู้ป่วยต่อต้านเลยต้องรัดตรึงไว้กับเตียง คุณหมอระวังด้วยนะคะ” พยาบาลยื่นแฟ้มผู้ป่วยให้ด้วยมือสั่นเทา

     ฉันอดสงสัยไม่ได้กับท่าทีที่ว่า แต่ก็เป็นธรรมดาที่ผู้ป่วยบางรายมีอาการต่อต้าน บ้างก็เอะอะเสียงดัง กร่นด่าคนที่เข้าใกล้อย่างบ้าคลั่ง พยาบาลส่วนใหญ่ก็อึดอัดกับผู้ป่วยแบบนี้เสมอ

    “เฮ้อ..” ฉันถอนหายใจกับภาพคนเมาอาละวาดที่คงจะเจอหลังม่านนั่น แต่ก็แปลกที่ไม่มีเสียงโวยวายเอะอะอะไรอย่างที่คิดไว้

  ฉันค่อยๆ รูดม่านเปิดออก

  “สวัสดีค่ะ ฉันหมอโนฮา..” ฉันสะดุกเฮือกจนพูดไม่จบคำ

    ร่างเปลือยเปล่ากำลังดิ้นทุรนทุรายบนเตียง ผิวหนังซีดขาวบางจนเห็นเส้นเลือดสีเขียวแตกแขนงไปทั่วตัว ส่วนท้องบวมเป่งคล้ายลูกโป่งใส่น้ำที่กำลังจะระเบิดในไม่ช้า แขนขาบวมคล้ายตุ๊กตามนุษย์ถูกอัดลมจนใกล้ปริแตก

   ฉันอ้าปากค้างอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้ตัว จนพยาบาลเข้ามาเขย่าแขนเรียก

   “คุณหมอคะ จะให้ทำไรเพิ่มอีกไหมคะ ตอนนี้กำลังพยายามเจาะเลือดผู้ป่วยอยู่ค่ะ แต่เส้นเลือดหดเล็กมาก อาจจะกำลังช๊อค”

   “เออ…เจาะเลือดค่ะ ตรวจซีบีซี.. บียูเอ็น ครีเอตินิน อิเลคโตรไลท์ กับ..กับ..การทำงานของตับด้วย หมอขอผลด่วนนะ แจ้งทางห้องแลปด้วย” ฉันยังตะกุกตะกักจากภาพตรงหน้า

“ได้ค่ะ จะรีบเจาะแล้วส่งด่วนค่ะ”

     ฉันพยายามมองร่างตรงหน้าอย่างละเอียด หน้าตาที่บิดเบี้ยวมีผมยาวรุงรังปกหน้าอยู่ครึ่งหนึ่ง ที่ปากเผยให้เห็นฟันหน้าที่ยื่นยาวออกมาจากริมฝีปากแต่สภาพหักบ้างแตกบ้างหลุดหายไปบางซี่ ดูราวกับรั้วไม้เก่าที่ล้มและผุพัง

    ฉันพยายามรวบรวมความกล้า สูดหายใจเข้าเต็มปอด

“คุณ คุณค่ะ ได้ยินหมอไหม”

“อย่าดิ้นเลย พยาบาลจะได้เจาะเลือดไปตรวจค่ะ หมอจะรักษาให้นะ อย่าขัดขืนเลยค่ะ”

    เปล่าประโยชน์ ร่างบวมเป่งกลับดิ้นไปมาอย่างไร้การควบคุม พยาบาลหลายคนเข้ามาช่วยกันจับแขนขาตรึงไว้

   “มานี่ หมอช่วย” ฉันเอามือจับที่ข้อมือซ้ายของเขา ผิวหนังที่จับยุบลงราวกับฟองน้ำ อาการบวมน้ำดูแย่กว่าที่ตาเห็นมากจริงๆ

  แต่ในทันทีที่ฉันสัมผัส ร่างตรงหน้ากลับค่อยๆ สงบลงและเริ่มนิ่ง ขยับเพียงการพยายามหายใจฝืนให้มีชีวิตต่อไป

  “รีบเจาะเลือด เตรียมชุดเจาะท้องด้วย คงต้องเอาน้ำออกจากช่องท้องเยอะเลยคะ” ฉันตะโกนสั่ง

   หลังจากคนไข้เริ่มสงบ เป็นโอกาสที่จะให้ยานอนหลับ เพื่อให้การจัดการและดูแลผู้ป่วยที่ก้าวร้าวนั้นง่ายขึ้น ซึ่งพอเขาหลับไป การวางแผนการรักษาจึงเริ่มขึ้นจริงๆ เสียที

                 ____________________

  “คุณหมอโนฮาระ ได้ยินว่าเจอเคสประหลาดเหรอครับ” หมอโอตะ แผนกอายุรกรรม พูดขึ้นขณะกดกาแฟจากเครื่องชงอัตโนมัติในห้องพักแพทย์

“ใช่ค่ะ เขาดูแปลกมาก อาการก็มีสาเหตุที่อาจเป็นไปได้หลายอย่าง แต่ฉันกลับรู้สึกแปลกๆ กับเคสนี้นะคะ” ฉันหยิบแฟ้มผู้ป่วยที่พยาบาลเพิ่งนำมาให้เมื่อครู่ขึ้นอ่าน

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะครับ ประหลาดกว่าผมคงไม่มีหรอก เชื่อสิ” เขายิ้มทะเล้นก่อนเดินออกห้องไป

“ตาบ้า” ฉันนึกยิ้มในใจ

  ฉันไล่อ่านประวัติคร่าวๆ พบว่ามีคนพบเขาหมดสติอยู่กลางถนนในหมู่บ้าน “มีคนพบผู้ป่วยนอนหมดสติอยู่ริมทางซอยสาม ถนนคิตายามะ” พยาบาลเขียนในส่วนประวัติผู้ป่วย

“ตายแล้ว หรือ…จะใช่อย่างที่คิด” ฉันเผลออุทานกับตัวเอง เมื่อเห็นข้อความดังกล่าว เพราะคิตายามะ ซอยสาม นั่นคือซอยข้างบ้านของฉันเอง และแน่นอน ชายที่นอนหายใจโรยรินบนเตียงในห้องฉุกเฉินก่อนหน้า คงเป็นสิ่งที่ฉันพบในคืนวันนั้นไม่ผิดแน่ เพียงแต่ตอนนี้ เขาดูตัวบวมโต ผมเผ้ารุงรังกว่าตอนน้้นมาก

    ฉันตกใจทีเดียว ที่ความกลัววัยเด็กกลับมาในรูปแบบที่เห็นกันใกล้ๆ แถมมาในสภาพคนป่วยที่ฉันต้องรักษาอีกด้วย โชคชะตาดูท่าจะเล่นตลกกับฉันเข้าแล้ว

  หลังเปิดดูผลตรวจอื่นๆ พบว่าการทำงานของไตแย่มาก จึงไม่น่าแปลกที่จะเห็นเขาบวมน้ำขั้นรุนแรงเช่นนั้น มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และผลเลือดที่ย่ำแย่ ซึ่งนั่นทำให้เขาซีดคล้ายซากศพก็ไม่ปาน

    การวางแผนการรักษาตอนนี้คงต้องจัดการอาการบวมน้ำและคอยติดตามการเต้นของหัวใจอย่างใกล้ชิด ฉันพยายามหาสาเหตุที่ทำให้เขาป่วยและอ่อนแอถึงขนาดนี้

“อาจเป็นเพราะโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง แต่ความดันโลหิตก็ไม่ได้สูงขนาดที่น่าวิกฤติ”

“หรือไตวายเฉียบพลันจากการติดเชื้อ ไม่สิ ผลตรวจปัสสาวะก็ดูปกติ”

   มีภาวะแร่ธาตุในเลือดไม่สมดุล มีระดับแคลเซียมในเลือดสูงมากทีเดียว คงต้องเริ่มจากตรงนี้ ฉันจึงสั่งตรวจระดับฮอร์โมนบางตัวเพิ่มเพื่อยืนยันสมมุติฐานที่เกี่ยวกับระดับแคลเซียมที่ผิดปกติ และหวังว่าจะช่วยให้เขาดีขึ้นได้ ตอนนี้คงต้องให้ยาขับปัสสาวะไปก่อน ฉันจึงเขียนคำสั่งลงในแฟ้มผู้ป่วยมือเป็นระวิง

“คุณหมอโนฮาระ เชิญที่หอผู้ป่วยวิกฤติค่ะ”  

สิ้นเสียงประกาศ ฉันรีบพุ่งตัวออกจากห้องพักในทันที

 

          ___________________________

 “แม่….แม่…..อ๊าก….ฮืออ…..แม่” เสียงครวญครางสลับกรีดร้องดังมาจากห้องไอซียู ฉันรีบเปิดประตูเข้าไป

   พยาบาลหลายคนกำลังพยายามกดเขาไว้ไม่ให้ดิ้น สายน้ำเกลือหลุดจนน้ำไหลเต็มพื้น พยาบาลบางคนโดนเหวี่ยงจนล้มลง อีกหลายคนเข้าไปจับที่ขาแล้วเอาเชือกมัดไว้อีกครั้ง

“มีใครตามญาติผู้ป่วยได้รึยังค่ะ”

“หมอค่ะ ไม่มีใครทราบเลยค่ะ ว่าผู้ป่วยอยู่ที่ไหน เป็นใคร ไม่มีหลักฐานอะไรเลยค่ะ” พยาบาลคนที่โดนเหวี่ยงจนล้มเอ่ยขึ้นพร้อมลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล

“เดี๋ยวหมอจะลองโทรหาตำรวจ ให้ช่วยตามหาญาติดู อาจจะต้องลองไปถามแถวย่านที่ผู้ป่วยหมดสติไป”

ฉันหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรหาตำรวจในทันที

 หลังจากให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่พบผู้ป่วย และที่ที่คาดว่าจะเป็นบ้านของชายคนนี้ ทางตำรวจก็ติดต่อมาในภายหลังว่า

“ญาติผู้ป่วยที่คาดว่าเป็นมารดาของชายคนนี้เสียชีวิตแล้วครับ พบศพนอนอยู่ในห้อง ถูกห่มผ้าไว้อย่างดี สภาพศพแห้งกรัง แต่ไม่เน่าเปื่อย สภาพการตายแบบธรรมชาติ และคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่เดือน”

   ฉันทรุดตัวลงเมื่อได้ทราบข้อมูลนั่นทางโทรศัพท์  น่าเวทนาชายคนนี้เหลือเกิน ที่เขาต้องออกมาหมดสติที่ข้างถนนนั่น อาจจะเกิดจากการขาดคนดูแลอย่างใกล้ชิดนี่เอง

 “โอเคไหมครับ มีอะไรคุยกับผมได้นะ เผื่อมีอะไรที่ช่วยได้ ท่าทางคุณดูไม่สบายใจเลยนะครับ” น้ำเสียงทุ่มปนอบอุ่นของหมอโอตะดังขึ้นจากด้านหลัง ทำฉันสะดุ้งเล็กน้อย

“เอ่อ พอดีได้ทราบข่าวว่าผู้ป่วยสูญเสียญาติ แถมยังป่วยแบบไม่ค่อยได้สติด้วย เลยคิดว่าจะดูแลเขายังไงดีค่ะ น่าสงสารเขานะคะ” ฉันถอนหายใจ

“ขอผมดูแฟ้มผู้ป่วยหน่อยสิครับ” หมอโอตะ ยื่นมือมาพร้อมรอยยิ้ม

“เดี๋ยวผมช่วยดูด้วย ช่วยกันนะครับ” เขารับแฟ้มไปอย่างเบามือ

“หมอโอตะค่ะ ฉันกำลังสงสัยเรื่องภาวะที่คนไข้มี กับสาเหตุที่น่าจะเป็น น่าแปลกที่ผลฮอร์โมนที่น่าจะเป็นต้นเหตุก็ปกติดี แต่ภาวะแคลเซียมในเลือดที่สูงมากกลับไม่สัมพันธ์กันเลย” ฉันเอ่ยขึ้นพร้อมส่ายหน้าเบาๆ

“ผลเลือด..ดูคนไข้เลือดจางนะครับ” หมอโอตะพลิกหน้าผลตรวจทางห้องปฎิบัติการอย่างพิเคราะห์

“ค่ะ แต่อาจเพราะผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการที่ไม่ดี”

“เห็นหมอเขียนไว้ในผลตรวจร่างกายว่า ผู้ป่วยฟันเสียหายรุนแรงเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ ฟันหน้าเสียหายอย่างหนัก ฟันบดก็แตกหลายซี่ อาจเป็นปัจจัยต่อภาวะทุพโภชนาการด้วยนะคะ”

“หมอติดต่อครอบครัวผู้ป่วยได้ด้วยเหรอครับ เห็นบันทึกว่าผู้ป่วยน่าจะเป็นมังสาวิรัติ”

 

“คือ…หมอโอตะค่ะ จะให้พูดยังไงดี” ฉันอึกอักที่จะพูดเรื่องในอดีตขึ้นมา แต่มันอาจช่วยเขาได้ก็เป็นได้ ฉันจึงคิดว่ามันสมควรพูดมากกว่าจะเก็บงำไว้

“คือ..ผู้ป่วยอยู่บ้านใกล้ๆ กันกับฉันเองค่ะ ฉันพอทราบมาว่าบ้านของเขาเป็นมังสาวิรัติที่เคร่งครัด และผู้ป่วยเองอาจมี…อาการทางจิตที่ไม่ปกติ” ฉันพูดตะกุกตะกักเพราะนึกถึงภาพคืนวันนั้น

“อาการทางจิต..โลหิตจาง..ฟันที่เสียหายมากจนผิดปกติ กับภาวะไฮเปอร์แคลซีเมีย….อืมมม คุณโนฮาระอย่าบอกนะครับ ว่าเขาชอบกินแบบว่า..กินของประหลาดๆ ที่ไม่น่าจะกินได้” หมอโอตะเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มแล้วมองตาโตมาที่ฉัน

“ทำไมหมอทราบ ฉันยังไม่ทันเล่า” ฉันโพล่งขึ้นเสียงดัง

“ผมพอจะเดาได้แล้ว จากผลเลือด กับประวัติที่หมดให้ ผมนึกถึงจีโอฟาเกีย (geophagia :การกินดิน โคลน ทราย) นะครับหมอ ผมว่าคนไข้มีอาการพิก้า (pica)”

หมอโอตะเอามือขวามาจับไหล่ฉันเขย่าเบาๆ อย่างตื่นเต้น

“เออ หมอค่ะ มือค่ะ มือหมอ” ฉันหน้าแดง ไม่แน่ใจว่าเพราะเห็นหน้าตาที่ตื่นเต้นของหมอโอตะ หรือที่เขาสัมผัสตัวฉันกันแน่

   “ตายละ ผมขอโทษนะครับหมอ ขออภัยจริงๆ ครับ” หมอโอตะรีบผละถอยหลังไป โค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมพร่ำคำขอโทษไม่หยุดปาก

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะค่ะ ที่ช่วยคิด นั่นสิ ฉันกลับลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย น่าประหลาดที่หมอคิดถึงเรื่องนี้ ฉันเคยเห็นคนไข้นั่งกัดกินก้อนหินจริงๆ ด้วย”

 “จริงเหรอครับ ไม่คิดว่าจะเดาถูกเลย น่าประหลาดมาก” หมอโอตะทำตาโตอีกแล้ว

“ใช่ค่ะ เขานั่งแทะจิโซที่ทำจากหินปูนที่ตั้งอยู่ข้างทาง ฉันเห็นเข้าก็กรี๊ดวิ่งหนีป่าราบเลย ฮา ฮา มิน่าแคลเซียมในเลือดถึงสูงถึงขนาดนั้นนะคะ” ฉันเผลอหัวเราะเมื่อนึกถึงภาพตัวเองในตอนนั้น

“คุณนี่ตลกจัง คุณโนฮาระ ยังอุตส่าห์หัวเราะได้ เป็นผมก็วิ่งครับถ้าเจอแบบนั้น”  เขายิ้มละมุนมาให้

“คนบ้า ฉันเขินนะเนี่ย” ฉันนึกในใจ

“งั้นฉันจะลองตรวจทางเดินอาหารให้ละเอียดว่ามีโอกาสอุดตันด้วยไหม ถ้าตอนนี้เขากินหินกินดินไม่ได้แล้ว น่าจะจัดการได้ไม่ยาก แล้วจะได้วางแผนการรักษาต่อได้ รวมถึงเตรียมปรึกษาจิตแพทย์ด้วยนะคะ ขอบคุณหมอโอตะมากนะคะ ที่ชี้ทางสว่างให้ สมเป็นอายุรกรรมมือหนึ่งของเราจริงๆ ค่ะ” ฉันหน้าแดงอีกครั้ง จึงรีบหยิบแฟ้มผู้ป่วยมากอดไว้เพื่อแก้เขิน

“ดีครับ ดีใจที่ได้ช่วยนะครับ จะดีกว่ามากถ้าหมอจะชวนผมไปดื่มกาแฟซักแก้ว ดีไหมครับ” เขาโน้มตัวลงมากระซิบใกล้ๆ

“เอออ..ได้สิค่ะ สบายมาก แต่หมอต้องเลี้ยงขนมนะ” ฉันหัวเราะเบาๆ ที่เอาคืนได้

“ได้สิครับ ผมรู้จักร้านเค้กอร่อยๆ ด้วยนะ แล้วจะนัดมานะครับ” เขาโค้งเบาๆ ก่อนเดินยิ้มออกห้องไป

“คนอะไร น่ารักชะมัด” ฉันเผลอยิ้มกว้าง ชนิดที่ว่าใครเห็นก็รู้ได้เลยว่าคิดอะไรอยู่

  ฉันจึงรีบเดินไปห้องไอซียู ความกลัวในอดีตพังทะลายลงไปหมดสิ้น เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ความหลังฝังใจกลับกลายเป็นกุญแจที่ต้องใช้เพื่อช่วยชีวิตของชายคนนั้นในยามนี้ ช่างเป็นเรื่องของโชคชะตาจริงๆ

  หรือว่าจะเป็น จิโซ ที่กำหนดให้ฉันได้พบเจอเหตุการณ์ในวันนั้น บางอย่างถูกลากและเชื่อมโยงกันจนเป็นเส้นต่อเนื่อง แม้ว่ามันจะวกวนจนยากจะคาดเดา แต่สุดท้ายมันก็ถูกเชื่อมต่อกันได้ราวกับฟ้าลิขิต

 

  ฉันคงไม่กลัวจิโซอีกต่อไปแล้ว และถ้ามีโอกาสได้กลับบ้านในเร็วๆ นี้ ฉันจะไปไหว้ท่านเสียหน่อย คงจะดี…

 

————————————————

Pica เป็นอาการที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมผิดปกติในการกินวัตถุต่างๆ ที่ไม่ใช่อาหารปกติ เช่น ดิน โลหะ แก้ว หิน เส้นผม หรือแม้แต่อุจจาระ

 อาการดังกล่าวมักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะโลหิตจาง ซึ่งมักส่งผลกับพฤติกรรมของการกินของประหลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกินพวก ดิน โคลน หิน ต่างๆ

 นับเป็นอาการทางจิตที่ควรได้รับการรักษา เพราะอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น การกินดินที่มีโลหะหนักเจือปน หรือการทานวัตถุที่มีความคมหรืออาจอันตรายต่อทางเดินอาหาร เช่น เศษแก้วหรือตะปู  หรืออาจติดเชื้อของการปนเปื้อนต่างๆ เช่นการทานอุจจาระซึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น

Latest posts by The Second (see all)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.