เขียนฝันด้วยชีวิต : เพราะชีวิตมีฝัน

 

เขียนฝันด้วยชีวิต
ผู้เขียน : ประชาคม ลุนาชัย
สำนักพิมพ์ : นานมีบุ๊ก

คนหนึ่งคนล้มลงได้มากแค่ไหน กับการพยายามไล่ตามความฝัน?

คำถามที่ค้างคาหลังหน้าสุดท้ายของ “เขียนฝันด้วยชีวิต” ถูกปิดลง

ผมไม่แน่ใจว่าจะมีสักกี่คนที่ล้มแล้วลุกขึ้นได้อีกครั้ง อีกครั้ง

และอีกครั้งกับความฝันเดิมที่มองไม่เห็นทางไป

 

1

หนังสือนวนิยายรางวัล เซเว่นบุ๊ก อวอร์ด ประจำปี 2550 ของ ‘ประชาคม ลุนาชัย’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของเขาเองนับตั้งแต่วันที่ก้าวออกจากบ้านมาตามความฝัน ชายที่เรียนไม่จบ แต่กลับโอบอุ้มความฝันที่จะเป็นนักเขียนไว้ จุดเริ่มจากการหนีความจริงอันโหดร้าย เข้าสู่การประโลมปลอบของแผ่นกระดาษและสวนอักษร แม้เมื่อเงยหน้ามาจะพบความโหดร้ายของชีวิตยืนรอท่าอยู่ แต่หากหัวใจมีความฝัน ความหวังก็บังเกิด

 

แต่เหมือนกับว่ายิ่งเดิน ยิ่งห่างจากเป้าหมาย เหมือนเลี้ยวทางผิดและกลับตัวไม่ได้ ต้องดั้นด้น มุดต่ำ ดำผุดดำว่าย หนุ่มน้อยโยนตัวเองเข้าหางานทุกอย่างเพื่อดำรงชีพ และดูเหมือนทุก ๆ งานที่เขาทำนั้นเป็นเส้นขนานกับความฝัน ทั้งงานเสมียนหาคนมาทำงาน ลูกจ้างร้านก๋วยเตี๋ยว เด็กเก็บขยะ คนงานไร่หอม ลูกเรือประมง รวมถึง รปภ. ผอมโซ เหล่านี้ล้วนเหมือนน้ำกรดกร่อนฝันมากกว่าแรงผลักดันของชีวิต แม้ในทุกอาชีพที่เขาทำ เขามักจะแบ่งเวลามาขีดเขียน ทั้งบทความกวี เรื่องสั้น และนิยาย แต่คล้ายสวรรค์เล่นตลก ในตอนจบของแต่ละตอน มักจะพรากชิ้นส่วนความฝันเขาไปด้วย

 

ความฝันที่สวยงามอาจหล่นหายในความจริง
แต่ความจริงที่โหดร้ายไม่มีทางหายไปไหน

 

2

เรื่องนี้ใช้วิธีการเล่าแบบเรื่องสั้น แต่ละตอนเกือบแยกขาดจากกัน มีเพียงแต่ตัวเอกที่เป็นเส้นใยผูกเกี่ยวกันไว้ โดยแก่นแกนที่นำเสนอคือกานตามหาความฝันในความจริง การกดขี่ทางสังคม ความเท่าเทียมแห่งการเข้าถึง การดีดดิ้นเอาชีวิตรอดของคนธรรมดาส่วนใหญ่ในแผ่นดินยุคสามสิบสี่สิบปีที่แล้ว สังคมเกษตรที่ไม่มั่นคงมาแต่ไหนแต่ไร ผู้คนทุกข์ยากจนต้องพลักพลากจากบ้านเรือน

 

สำนวนการเล่าเป็นแบบเก่า แต่ภาษาไม่เฉิ่มเชย เข้าถึงง่าย ฉายภาพความขัดสนได้ชัดเจนและบางช่วงตอนสะเทือนใจ ไม่ค่อยมีคำคมแสนเท่แบบแนวการเขียนในยุคปัจจุบัน แต่เป็นการค่อย ๆ เล่าจนผู้อ่านมองเห็นและรู้สึกตาม

 

 มีการใส่เรื่องสั้นซ้อนเรื่องสั้นเข้าไป และกลวิธีเปลี่ยนมุมมองจากบุคคลที่หนึ่ง เป็นบุคคลที่สาม ทำให้เรื่องมีมิติหลากหลาย และสะท้อนความเป็นนักเขียนของตัวเอกที่มักหยิบจับเรื่องราวรอบตัวมาเติมแต่งให้มีชีวิต แต่ทั้งเรื่องก็เป็นการเล่าแบบลำดับเวลาปกติ ไม่ซับซ้อน และเรื่องที่เกิดขึ้นแทรกอยู่เนือง ๆ ก็หายไป จบไป แบบไม่หวนคืน เป็นเพียงไม้ขีดไฟที่วาบมาแทรกความมืดของชีวิตตัวเอก ให้อบอุ่นประเดี๋ยวแล้วจากไป

 

 

3

ส่วนตัวชอบเรื่องราวและสำนวนแบบนี้ มีความเป็นนิยายที่เล่าแบบไทย วัฒนธรรม ความคิด ชนชั้นที่สะท้อนอยู่ในเรื่องมีสภาพสังคม สภาพความเป็นอยู่จริง ๆ ของคนในเมือง ชนบท ที่ปากกัดตีนถีบ

 

แม้เรื่องจะพยายามโยนปมความล้มเหลวใส่ในตอนท้ายของทุก ๆ ตอน จนทำให้ผู้อ่านรู้ว่าอย่างไรตัวเอกก็ต้องบาดเจ็บในตอนจบ แต่เรื่องเล่าก็เพลิดเพลิน ทรงพลังจนไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับซ้ำซากของแนวทาง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้เขียนใช้แนวทางแบบนี้ แม้จะเป็นการตอกย้ำถึงชะตากรรมที่รันทดของตัวเอกก็ตาม และด้วยความพยายามใส่เรื่องร้าย ๆ อันนี้ จึงทำให้เกิดการขัดแย้งกันเองของนิสัยตัวละครเช่น บางตอน ‘ผม’ ก็บอกผู้อ่านว่าตนเองใจเย็นที่สุดคนหนึ่ง แต่ในอีกตอน ก็พร้อมที่จะลุกขึ้นไปต่อยคนอื่นทั้ง ๆ เรื่องที่เกิด เป็นอุบัติเหตุ และอีกผ่านก็ยอมรับผิด จนกลายเป็นว่าชีวิตต้องตกระกำลำบากอีกหน

 

4

เรื่องเล่าของคนสำเร็จมักเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ต่างจากเรื่องเล่าล้มเหลวของคนล้มเหลว ‘เขียนฝันด้วยชีวิต’ ก็เป็นหนึ่งในเรื่องของคนสำเร็จที่ผ่านความยากลำบากอย่างโดดเดี่ยว ไร้ครอบครัวแม้กระทั่งคนรัก ที่ค่อย ๆ ก้าวไปที่ละนิด ขยับไปทีละหน่อยจนถึงความฝันที่ตนต้องการ (แม้มันเป็นจุดเริ่มต้นของอุปสรรคใหม่ก็ตาม) หากแต่ความเป็นจริง ความล้มเหลวเป็นสามัญของมนุษย์ มีเพียงยอกน้ำแข็งที่โผล่จากแก้วเบียร์เท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ อีกมากมายล้วนถูกกาลกลืนหายไป

 

หากแต่เรื่องเล่าเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นรองเท้าที่ย่ำเหยียบลงบนซากผู้พ่ายแพ้ แต่กลับเป็นดังบันไดหวังที่เพิ่มพลงให้ผู้แพ้ได้มีความคิดว่า

สักวัน “เราจะอยู่ตรงนั้น”

 


iMonkey
11.8.18

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.