เศษแผลที่แปลกหน้า

 

“ไปหรือจะให้ฉันยิงเธอก่อน”
“พอได้แล้ว” เจค็อบพูด
ริชมอนด์ที่กำลังบีบแขนของภรรยาอยู่หันไปหาลูกชายอีกฟากห้อง เจค็อบยืนถือปืนจ่อหัวตัวเองนิ่งงัน
“ผมไม่ได้ขี้ขลาด” เด็กชายพูด
เจค็อบเหนี่ยวไกลั่นออกมาเพียงความว่างเปล่าและเสียงกริ๊ก กลิ่นของความกล้าหาญอบอวลไปทั้งบ้านของพวกเขาเป็นครั้งแรก*

 

วันเดือนปีจะทำให้เราเติบโตขึ้น

จนเรากล้าหาญพอที่จะจัดการกับเรื่องต่างๆได้อย่างง่ายๆ

แต่มันก็ไม่เคยง่ายกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะ…

-เรื่องในบ้าน

เพราะสำหรับเรื่องในบ้านแล้ว เราอาจจำเป็นต้องเป็นคนขี้ขลาดอยู่เสมอเพื่อยอมต่อคนที่ถนอมกล่อมสร้างเรามาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง คนเราจะให้ขี้ขลาดตลอดไปนั้นคงเป็นไปไม่ได้ บางครั้งคนขี้ขลาดก็อาจจะบ่มเพาะความกล้าหาญอย่างเงียบๆ จากกลิ่นตุๆ ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในบ้าน

เพื่อรอคอยสักวัน

วันที่จะกลับมาตอบโต้

Pieces of You เศษเสี้ยวของเธอ – หนังสือสิบเอ็ดเรื่องสั้นที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ระหว่างการเติบโตของผู้เขียนที่ผมรู้สึกว่า มันค่อนข้างนิ่งแห้ง และน่าเบื่อตลอดเวลาที่อ่าน จนกระทั่งมองเห็นจุดเชื่อมต่อบางอย่างในเรื่องราวเหล่านั้นตามกองเศษซากความทรงจำที่ถมเสียของตัวเองในอดีต

แปลก, ที่ความน่าเบื่อกลับเหมือนมีชีวิต

เราคงเคยได้ยินกันว่า -การเติบโตคือความเจ็บปวด- ซึ่งมนุษย์เราก็เติบโตกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เราโตขึ้นจากทุกๆ เข็มวินาทีที่ขยับ โตขึ้นจากทุกลมหายใจเข้าออก โตขึ้นจากเลือดทุกหยดที่ไหลเวียน หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ

เราไม่มีวันที่จะหยุดเติบโต เราจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะหยุดเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น

จะมีใครเห็นด้วยกับผมบ้างไหมอันนี้ก็คงตอบได้อยาก เพราะชีวิตใครก็ชีวิตมัน การเกิดมากันคนละเรื่องราวอาจไม่ได้การันตีได้ว่าทุกคนจะเหมือนกันเสียหมด แต่การเกิดมาในโลกแบบผมดูเหมือนว่าสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของการเติบโต คือการอยู่รวมกับคนที่มองเห็นแต่ข้อผิดพลาดในทุกๆ การกระทำของเรา

 

ความอ่อนต่อโลกของเหตุและผลมักติดแน่นอยู่ในตัวของเด็กเสมอ เราต่างก็เคยเออ ออกับอะไรได้ง่ายๆ รู้สึกผิดกับเรื่องที่ไม่ได้ผิด ติดอยู่กับบ่วงความอยากจะถูกต้องของผู้ใหญ่ ทั้งที่เราก็ไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง

ทำไมต้องขึ้นเสียงทั้งที่เราก็ไม่เคยกระทำกลับ
ทำไมต้องใช้คำพูดอะไรแบบนั้นเพื่อให้เราดูแย่ในความผิด
ทำไมถึงเข้าใจไปเองแบบนั้น ทั้งที่มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น                                                  ทำไมต้องใช้กำลังเพื่อหวังว่าจะจำจนไม่ทำอีก

เป็นไปได้ไหมว่าเรื่องบางเรื่องต้องการวัยวันของมัน
การบรรลุนิติภาวะอาจทำให้เราใช้มันเพื่อจะทำอะไรบางอย่าง
อย่างน้อยก็อาจจะมีคนยอมฟังเรามากขึ้น

แต่มันกลับไม่ใช่แบบนั้น

พารากราฟถูกจัดเรียงขึ้นใหม่ พวกเราต่างมาสู่จุดที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเหมือนกันหมด ทุกอย่างยังคงเดิมแถมยังทำร้ายพวกเราได้ร้ายแรงกว่าเดิมอีกเมื่อผมเริ่มสู้กลับด้วยเหตุผล จนผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีเพียงทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตของตนเองราบรื่นได้ นั้นก็คือ ไม่มีปากเสียง ทำตามใจ และซ่อนความรู้สึก

แต่ส่วนลึกถูกปลดเปลื้องและคลายตัวออกมาเป็นความอึดอัดจนล้นทะลักอย่างเงียบเชียบ

หรือทุกบ้านก็เป็นแบบนี้

เราเลี้ยงดูและเข้าใจว่าเป็นเพราะรัก แต่ภายในนั้นฉาบทาไว้ด้วยความเจ็บลึก

บางที,บ้านก็เป็นสถานที่ที่แปลกหน้าสำหรับเรา

“ทุกครั้งที่กูจอดตรงป้ายหยุด กูไม่ได้คิดถึงเส้นทางที่ผ่านมา” เขาพูด “กูแค่หวังว่า กูจะไม่ต้องหยุดตั้งแต่แรกเลย”*

ผมอ่อนไหวง่ายๆ และโดดเดี่ยวง่ายๆ จากการอ่านเนื้อหาในหน้าบางหน้าที่แฝงไปด้วยความเป็นนามธรรมเชิงเปรียบเทียบจากอดีตอันแสนไกลที่ไม่เคยหล่นหาย ไม่มีใครรู้หรอกว่าเนื้อหาบางส่วนจากหนังสืออาจขับเคลื่อนเราให้ออกไปจากจุดที่เราเคยคิดว่าเราเป็นหรือเคยเป็นได้มากแค่ไหน

ผมรู้ว่าหนังสือเห็นเงาของผมยามหลับตาลง

เศษเสี้ยวของผมอยู่ในหนังสือเล่มนี้

และผมคงยอมเป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

อย่างที่มีใครเคยบอก คนเราจะเครียดมากๆในตอนแก่และตายจากไป แต่หากเป็นแบบนี้ต่อไป คนที่ต้องไปก่อนคือเราแน่นอน – ผมคิด

มันจึงมีทางออกไม่กี่แบบที่ผมกล้าหาญพอที่จะเลือกให้กับตัวเองได้ อย่างน้อยก็เพื่อระงับความทรมานทางใจจากคนรอบข้าง ถึงแม้มันจะเป็นทางออกที่คนอื่นไม่อยากให้ทำ แต่หากมัวแต่ไปเลือกทางออกของคนอื่นที่เราไม่มีวันทำได้ก็คงปรางตายไม่ต่างกัน

ในโลกของคนบางคนความเข้าใจซึ่งกันและกันอาจพบกันได้ง่ายๆ

แต่ในโลกของผม การหยุดสร้างความทรงจำให้แก่กันไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายนั้นคงเป็นทางเลือกที่ทำให้เจ็บน้อยที่สุด มันคงคล้ายๆ กับการเเกะสะเก็ดแผลออก

จริงอยู่ว่ามันจะเหลือรอยแผลเป็น

 

แต่เราก็จะไม่กลับไปเป็นแผลที่เดิมอีก

 

_

หนังสือ : Pieces of You เศษเสี้ยวของเธอ
ผู้เขียน : Tablo
สำนักพิมพ์ : Chaichai Books

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ*

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *