Haruki Murakami — นักเขียนนวนิยายมืออาชีพ-


Haruki Murakami Novelist as a Profession
นักเขียนนวนิยายมืออาชีพ

สำนักพิมพ์ – กำมะหยี่

อาจเป็นการโอ้อวดขั้นสุดก็ได้ที่ท้ายเล่มของหนังสือของ ‘มูราคามิ’ ทุกเล่มเขียนว่า อยู่ดี ๆ ในขณะที่เขาดูเบสบอล ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากเขียนนวนิยาย มันก็ดันได้รางวัล และเขาก็เขียนมาต่อเนื่องสามสิบห้าปี และตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเขา ดูเหมือนเส้นทางวรรณกรรมของชายนักวิ่งคนนี้ช่างง่ายดายเหลือเกิน…

หนังสือกึ่งอัตชีวประวัติ กึ่งบทความถ่ายทอดวิธีการเขียนเล่มนี้ ถูกเขียนขึ้นมาโดยการเก็บรวบรวมมานานกว่า 5- 6 ปี (ตามคำบอกเล่าของเขาเอง) ซึ่งการถูกรวมมาด้วยความต่างกาล ต่างวาระนี่เอง ที่ทำให้เห็นว่า มูราคามิก็เป็นประหนึ่งคนธรรมดาสามัญที่บังเอิญมีอาชีพเป็น “นักเขียนนวนิยาย” หลายส่วนหลายท่อนของเขา ตีแผ่ความเป็น Loser ในตัวตนออกมาอย่างไม่อาย ไม่ได้รู้สึกว่าตนอยู่เหนือผู้อื่น บางส่วนบางตอน ก็ออกจะคล้ายโต้ตอบคำกล่าวหรือสบประมาทของสื่อหรือผู้คนในแวดวงวรรณกรรมด้วย ราวกับอัดอั้น และต้องการบอกให้ผู้อื่นรู้ว่า เขาคิดอะไรอยู่

 

 

เนื้อหาหนังสือแบ่งออกเป็น 12 ตอน โดยเริ่มจากบทที่ 1 ที่เล่าถึงคุณสมบัติของนักเขียนนวนิยาย ที่ดูเหมือนว่าจะง่ายแต่ที่จริงแล้วไม่ง่ายเลย การต่อสู้กับหน้ากระดาษขาว ๆ ว่างเปล่านั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด อีกทั้งการที่ต้องทนเสียงวิพากษ์ต่าง ๆ นานาจากคนในวงการ เช่นตอนที่เขาเขียน Underground ที่เป็นบทความ ก็ถูกโจมตีว่า “นี่ไม่ใช่ Non – Fiction” และเมื่อเขามีนิยายออกมาก็โดนกล่าวหาว่า “ไม่ใช่วรรณกรรมแบบญี่ปุ่น” เหล่านี้ หากคนธรรมดา ก็ยากที่จะมีจิตใจใฝ่เขียนมานานกว่าสามสิบห้าปี (มูราคามิเลือกใช้คำว่า “หน้าด้าน”)

ในบทที่ 2 ที่ชื่อว่า “ตอนเริ่มเป็นนักเขียนนวนิยาย” ส่วนนี้มีความเป็น อัตชีวประวัติ เพราะเป็นเรื่องราวของเขาที่บังเอิญเกิดแรงบันดาลใจอยากเขียนนิยายในบ่ายของวันที่นั่งเชียร์เบสบอลทีมโปรด การเริ่มเขียนโดยไม่สนโครงร่างหรือขนบแห่งวรรณกรรมตอนนั้นก็สร้างนวนิยายเรื่อง “Hear the wind sing” หรือ “สดับลมขับขาน” และก็เหมือนนิยายเล่มแรกของใครหลายคน คือมันถูกโยนทิ้งขยะ และถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยการคิดและเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ด้วยความที่ศัพท์ในหัวมีไม่มากมาย การเขียนจึงออกมาในรูปแบบกระชับ และง่าย ๆ เมื่อเขาเขียนจบก็นำมาถอดความใหม่เป็นภาษาญี่ปุ่น เมื่อตีพิมพ์เขาก็ได้รางวัลนักเขียนหน้าใหม่

บท 3 ก็ได้กล่าวต่อเนื่องถึงชีวิตเขาและรางวัลเจ้ากรรม โดยเมื่อ พินบอล 1973 ถูกตีพิมพ์ออกมา เขาก็ได้รับการคาดหมายให้เป็นตัวเต็งในรางวัล “อาคุตางาวะ” ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลใหญ่ของวงการวรรณกรรมญี่ปุ่น แต่เขาก็พลาดไปทั้ง 2 ปี จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เมื่อเขาไม่ได้รางวัล เขาก็ทำตัวเป็นขบถ โดยตีตัวออกห่างวงการงานเขียนญี่ปุ่น เขาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับรางวัลไว้หน้าสนใจ โดยใจความส่วนหนึ่งมีอยู่ว่า การได้รางวัลนั้นก็ดี ทำให้นักเขียนมีแรงใจ มีไฟ และลงมือทำงาน แต่หากมุ่งเน้นไปที่รางวัลแล้ว นักเขียนจะกลายเป็นผู้ที่ผลักดันให้รางวัลดัง และมีอิทธิพลต่อนักเขียน จนทำให้ลืมไปว่า ผลงานนั้นมีใจความหรือแก่นสารสื่ออะไร กลับกลายเป็นว่า นักเขียนโด่งดังเพราะรางวัลไปเสีย ต้องเป็นบุญเป็นคุณเกื้อหนุนผู้ให้รางวัลในคราวต่อ ๆ ไป

ในบทที่ 4 – 10 เริ่มเข้าสู่เนื้อหาแนวทางการเขียนของ มูราคามิเอง โดยเขาย้ำเสมอด้วยถ้อยอักษรที่อ่อนโยนว่า ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่เขาทำ ไม่อาจการันตีใด ๆ ได้ว่าหากปฏิบัติตามแล้วจะเกิดผลที่ดีในทุก ๆ คน เริ่มจากการเขียนที่มีความเป็น ออริจินอลลิตี (Originality) โดยให้นิยามของคำนี้ไว้อย่างน่าสนใจ –คงต้องไปอ่านกันเอง- จากนั้นก็พูดถึงเรื่อง จะเขียนอะไรดี ที่บอกว่าเนื้อเรื่องแต่ละเล่มที่เขาคิดมีที่มาจากอะไร การใช้เวลาที่มีทุ่มเทลงในงานอย่างมีวินัย มีตอนหนึ่งที่เขาเผยว่า เขาจะเขียนงานวันละ 2.5 หน้า A4 แม้ในวันที่เขียนลื่นหรือวันที่ตีบตัน เขาก็จะเขียนด้วยจำนวนหน้าที่เท่า ๆ กัน

นอกจากนั้นยังพูดถึงการออกกำลังกาย นักเขียนที่ดีนั้นต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า มูราคามิ นั้นลงแข่งวิ่งมาราธอนในทุก ๆ ปี และวิ่งทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมงเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยให้เหตุผลว่า ไม่ว่าอาชีพใด ๆ ก็ล้วนต้องประกอบไปด้วยความคิดที่ดีและร่างกายที่สมบูรณ์ วันหนึ่งหากคุณมีพล็อตเรื่องที่ดีที่สุดในโลกอยู่ในมือ แต่คุณมีอาการป่วย ปวดหัว แน่นอน คุณก็ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวนั้นออกมาได้

ตลอดการเล่า ก็จะพบการถ่อมตัวของ มูราคามิ อยู่เสมอ ทั้งการได้เก้าอี้ห่วย ๆ ในร้านอาหาร การไม่มีชีวิโลดโผนแบบนักเขียนในอุดมคติ เขามีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ออกพบผู้คนมากนัก นั่งหมกตัวในห้องคนเดียว สร้างเรื่องราวจากอากาศธาตุ ไม่เคยออกรบ ไม่เคยสู้กระทิง ยิงความป่าใดใด แต่กระนั้นก็ยังสร้างเรื่องราวออกมาได้อย่างสมจริง มีบทที่เขียนถึงการสร้างตัวละครในแบบเฉพาะ การให้กำเนิด และปล่อยให้ตัวละครทำหน้าที่ ชักจูงนักเขียนไปเอง นักเขียนมีหน้าที่วิ่งตามตัวละครนั้น ๆ และถ่ายทอดมันออกมา ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ตัวละครมีชีวิต มีมิติอย่างที่เห็นได้ในนวนิยายของเขาทุก ๆ เล่ม

มาถึงขั้นตอนการแก้ไข ด้วยที่ตัวเขาเป็นคนที่ไร้กรอบเกณฑ์เวลามาบังคับ ไม่มีเดดไลน์ เขาจึงสามารถแก้ไขงานเขียนของเขา เริ่มจากให้ภรรยาผู้เป็นเหมือน ตัวแทนของคนอ่านนิยายทั่วโลกของเขาอ่านก่อน แล้วติชม จากนั้นก็เริ่มแก้ ทิ่งไว้สักเดือน ก่อนมาอ่านแล้วแก้ จากนั้นก็ผูกใหม่เขียนใหม่ แก้ซ้ำในรายละเอียดที่เล็กลงเรื่อย ๆ เมื่อเสร็จสิ้นก็ส่ง บก. ให้อ่าน จากนั้นก็แก้อีกครั้ง และอีกครั้งจนกว่าจะพอใจ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวทั้งกลเม็ดวิธีการเขียนอื่น ๆ ตลอดจนเรื่องเล่าความขัดแย้งของเขาและวงการวรรณกรรมบ้านเกิด (ความย้อนแย้งอย่างหนึ่งที่เขากล่าวและน่าขำที่สุดคือ ในขณะที่วรรณกรรมอเมริกาบอกว่า นวนิยายของเขามีความเป็นญี่ปุ่นสูงมาก ๆ แต่ในบ้านเกิดกลับบอกว่า นี่มันนิยายที่เต็มไปด้วยกลิ่นของชีสและไม่ใช่งานของนักเขียนญี่ปุ่น) รวมถึงระบบการศึกษาของประเทศ จนกระทั่งการออกไปสู่วงการวรรณกรรมอเมริกาและขยายไปทั่วโลก ถูกเล่าอย่างสนุกสนานและอ่อนน้อมที่สุด

จนเมื่อหน้าสุดท้ายของหนังสือ ผมก็พบว่า คำกล่าวโอ้อวดในท้ายหนังสือของเขาทุกเล่มที่กล่าวเชิงว่า ฟ้าโยนความสามารถในการเขียนมาให้เขานั้น เป็นคำถ่อมตัวขั้นสุดต่างหาก เขาทำงานหนักและต่อสู่กับสิ่งที่เขาเป็น ความเป็นออรินอลลิตี้ของเขา สร้างแนวทางใหม่ ๆ ให้แก่วรรณกรรมโลก ไม่มีความสำเร็จใดได้มาง่ายดาย มีเพียงถ่อยคำที่หลบเลี่ยงการเล่าถึงความยากลำบากต่างหากที่ดูง่าย  ไม่ว่าคนอาชีพใด หากทุ่มเทกับงานอย่างที่มูราคามิทำกับงานของเขาแล้ว เชื่อได้ว่า คน ๆ นั้นย่อมประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนทำ ในทางที่ตนเดิน ในสิ่งที่ตนเชื่ออย่างแน่นอน

อ้อ มีคำเตือนอย่างหนึ่งเขียนไว้อย่างน่าสนใจในหน้าคำนำจากสำนักพิมพ์และคิดว่ามันเป็นความจริงคือ

 “การอ่านหนังสืออาจทำให้เป็นนักเขียนได้”

imonkey
23.11.17

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *