Iron Man ตัวจริง – Elon Musk

ถ้าพูดถึงบุคคลในแวดวงเทคโนโลยีที่ต้องจับตามองตอนนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Elon Musk ที่ในโลกโซเชียลหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาคือ “Real Life Iron Man” เพราะนอกจากได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบคาแรคเตอร์ของ Tony Stark ในภาพยนต์ซุปเปอร์ฮีโร่แล้ว เขายังมีความฉลาดหลักแหลมรอบด้านทั้งฟิสิกส์ เศรษฐศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และธุรกิจ แถมยังมีความทะเยอทะยานที่สูงจนลิ่วแบบไม่ธรรมดาที่คล้ายกับตัวละครตัวนั้นอีกด้วย สูงถึงขั้นว่าเขาตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัท SpaceX เพื่อให้มนุษย์เดินทางไปกลับดาวอังคารได้ภายใน 50 – 100 ปีข้างหน้า

เด็กๆรุ่นต่อไปอาจจะมีโอกาสจองตั๋ว “โลก-ดาวอังคาร” แทน “เชียงใหม่-กรุงเทพฯ” แล้วล่ะครับ

ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติของ Elon Musk ตั้งแต่เด็ก อาจจะพอเห็นภาพว่าผู้ชายคนนี้ทำไมถึงได้กลายเป็นบุคคลที่นิตยสาร Times จัดให้เป็นหนึ่งในร้อยบุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลกในปี 2013 และประมาณการมูลค่าสุทธิ (net worth) ของเขาอยู่ที่หนึ่งหมื่นสามพันล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่ออายุได้ 10 ขวบเขาเริ่มสนใจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สองปีต่อมาเขาสร้างเกมส์ชื่อ Blastar แล้วขายมันให้กับนิตยสาร “PC and Office Technology” ด้วยราคาประมาณ $500 เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสร์และฟิสิกส์ ในปี 1995 เขาเริ่มเรียนปริญญาเอกสาขา Energy Physics ที่ Stanford แต่หลังจากนั้นเพียงสองวันเขาก็ลาออกมาสร้างบริษัทของตัวเองชื่อว่า “Zip2” เพื่อสร้างไกด์เมืองแบบออนไลน์สำหรับหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ๆอย่าง The New York Times และ The Chicago Tribune จนกระทั่งในปี 1999 Zip2 ถูกซื้อโดย Compaq และตัวเขาเองได้เงินทั้งหมด 22 ล้านเหรียญสหรัฐ

เขาให้เหตุผลการลาออกจาก Standford แค่เพียงว่า “อินเตอร์เนทกำลังมา และผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของมัน” เมื่อความฉลาดบวกรวมความกล้ายกกำลังด้วยความทะเยอทะยาน ผลลัพธ์ของสมการคือ Elon Musk

เขากลายเป็นมหาเศรษฐีทั้งที่อายุยังไม่ขึ้นเลขสามด้วยซ้ำ คนปกติทั่วไปอาจจะเกษียญ เอาเงินลงทุนกินดอกเบี้ยแล้วก็เดินทางรอบโลกใช้ชีวิตแบบมีความสุขไปตลอดชีวิต แต่เราไม่สามารถเอาตรรกะแบบนั้นมาใช้กับเขาได้ เพราะหลังจากนั้นเขาก็สร้าง X.com ที่ต่อมากลายเป็น Paypal และในปี 2002 ถูกซื้อไปโดย eBay ด้วยเงินถึงหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญสหรัฐ และเขาถือหุ้นบริษัทมากกว่า 11% ในปีเดียวกันเขาสร้างบริษัทที่สามชื่อ SpaceX โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างระบบขนส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคาร ภายในปี 2008 SpaceX กลายเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกที่ขนส่งของไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ แล้วในปีนี้จรวด Falcon 9 ก็สร้างชื่อให้ SpaceX อีกครั้งเพราะมันถูกสร้างมาจากวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เมื่อยิงมันขึ้นแล้วลงจอดได้สำเร็จ (ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง) เทคโนโลยีชิ้นนี้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ในการเดินทางในอวกาศ เพราะมันจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการยิงจรวดออกนอกโลกนั้นถูกลงมากเลยทีเดียว

แต่ยังไม่หมดนะ ในปี 2015 เขาร่วมก่อตั้งบริษัท OpenAI องค์การไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อพัฒนา Artificial Intelligence ให้มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากที่สุด ต่อมาในปี 2017 เขาลงทุนในบริษัทชื่อ Neuralink ที่พัฒนาชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคที่ใช้ฝังในสมองมนุษย์ อุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยทำให้เพิ่มศักยภาพของมนุษย์ให้เทียบเคียงกับ AI ได้ในอนาคต โดยตรงนี้เป็นการเน้นย้ำแนวคิดของเขาเกี่ยวกับ AI ว่าต้องมีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเขาเคยพูดเอาไว้ว่าสิ่งหนึ่งที่สามารถคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้ก็คือ AI นี้แหละ

อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญมากไม่แพ้กันคือพลังงานสะอาด ในปี 2016 Elon Musk ซื้อบริษัท SolarCIty เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น พอต้นปี 2017 บริษัท Tesla ของเขาเปิดตัวรถยนต์ซีดานรุ่น Model 3 รถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบที่สามารถขับได้ถึง 344 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และสามารถทำความเร็วจาก 0 ถึง 60 ภายในเวลาหกวินาที แต่สิ่งที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคงเป็นราคา เพราะมันเริ่มต้นเพียงล้านต้นๆเท่านั้น ซึ่งตรงนี้จะทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่ยาก

แต่ Elon Musk ไม่ใช่คนแรกที่ฝันอยากเดินทางไปอวกาศ เขาไม่ใช่คนแรกที่คิดค้นพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า หรือแม้แต่ผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นคือความกล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่ยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์หลักแนวคิดและเพื่อเทคโนโลยีที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีสที่มีเป้าหมายให้ประเทศต่างๆ 197 ประเทศ ร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกลงโดยสมัครใจ เพื่อต่อสู้ภาวะโลกร้อน

วันเดียวกันนั้น Elon Musk ประกาศถอนตัวออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาของรัฐบาล Donald Trump โดยทวีตเอาไว้ว่า

“Am departing presidential councils. Climate change is real. Leaving Paris is not good for America or the world.”

โลกของเราอาจจะไม่มี Iron Man แต่ยังดีที่เรามี Elon Musk อย่างน้อยจากจุดยืน ความเชื่อ และความสามารถของเขา โลกในอนาคตของเราก็ยังพอมีแสงสว่างให้เห็นบ้าง แม้ไม่มากมายเท่าไหร่นัก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *