การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม : สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม

การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม : สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม

เคยมีคนตั้งคำถามไหมครับ อาคารเก่าๆที่เห็นในเมืองฟ้าอมรนี่ มันถูกสร้างขึ้นสมัยใด หรือแนวคิดในการสร้างมาจากไหน
ผมคนหนึ่งหละ เคยตั้งคำถาม…

และแล้ว คำถามว่า ‘ ตึกนี้สร้างสมัยใด มีแนวคิดมาจากไหน ’ ได้เจอคำตอบจากหนังสือเล่มนี้ ‘ การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม : สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม ’ โดย อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ อาจารย์เขียนดังนี้

‘เริ่มต้นจากความเชื่อพื้นฐานเรื่องความหมายแฝงอยู่ในงานสถาปัตยกรรมซึ่งทำหน้าที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความหมายในงานสถาปัตยกรรมแบ่งได้ ๒ ระดับ ๑.ระดับประโยชน์ใช้สอย ๒.ระดับวัฒนธรรม จากแนวคิดนี้นำมาปรับใช้ในการอธิบายและทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทย ในแง่ที่เป็นสัญญลักษณ์ทางสังคมและการเมือง มองสถาปัตยกรรมอย่างสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับพัฒนาการทางความคิดของผู้คนและสังคมที่เปลี่ยนไป งานสถาปัตยกรรมนอกจากจะมีประโยชน์ในแง่ที่อยู่ ที่กินที่นอนที่ทำงานแล้ว ยังทำหน้าที่ ‘กระจก’ สะท้อนเรื่องราว ความคิด ความเชื่อ ตลอดจน อุดมคติของผู้คนและสังคมอย่างไม่ตั้งใจ’

หนังสือเล่มนี้ทำให้ทุกอย่างที่เคยเห็น เคยได้ยินมาไม่เหมือนเดิม อาจารย์ชาตรี เขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยคำอธิบายที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องเรียนสถาปัตย์ก็รู้เรื่อง มีข้อมูลที่ไม่เคยเห็นหรือได้ยิน รวมถึงภาพประกอบที่ตื่นตาตื่นใจ ระหว่างอ่าน ต้องอุทานว่า ‘เห้ย มีแบบนี้ด้วยหรือ(วะ)’

เอาหละ มาเดินดูตึกเก่ากัน อาจารย์ให้กุญแจไขเข้าตึกไว้ ๓ ดอกในการอ่านหนังสือเล่มนี้ ดอกแรก สยามสมัย ดอกที่๒ ไทยประยุกต์ ดอกที่ ๓ ชาตินิยม หยิบกุญแจดอกแรกแล้วไขเข้าตึกเลยครับ

ตึกสยามสมัย เมื่อเข้ามาในตึก ทุกคนจะนั่งยานย้อนเวลากลับไปในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่๓ สืบต่อรัชกาลที่ ๔ ด้วยเป็นช่วงเวลาที่ความคิด ทัศนคติ ความเชื่อของสังคมและผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากเดิม จากความคิด ทัศนคติของคนไทยจะผูกติดกับความเชื่อเรื่องไตรภูมิกถา ที่นำมาจากพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งอาณาจักรสุโขทัย สู่การเปลี่ยนแปลงเมื่อการเข้ามาของชาติตะวันตกในช่วงรัชกาลที่ ๓ และ รัชกาลที่ ๔ เกิดแนวคิดเรื่องเหตุเรื่องผลเข้ามาเกี่ยวข้อง จนสั่นคลอนความเชื่อไตรภูมิ ความคิดเดิมที่มีมา จิตรกรเอกในช่วงนี้คือ ท่าน ‘ ขรัวอินโช่ง ’ ที่เขียนภาพแบบตะวันตก

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่๕ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย หลังจากเสด็จประพาสยุโรปหลายๆประเทศ เมื่อกลับสู่นิวัติ
พระนคร มีการจ้างช่างชาติตะวันตกเข้ามาทำงาน มีการสร้างถนน สร้างอาคารต่างๆขึ้นมากมาย ตัวอาคารหลายหลังมีความเป็นชาติตะวันตก เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังสราญรมย์ กระทรวงกลาโหม

ส่วนตัว มีอาคาร ๒ หลังที่ ‘น่าทึ่ง’ ชอบเป็นส่วนตัวคือ อาคารหลังแรก ‘ พระอุโบสถวัดราชบพิธ ’ เป็นลูกผสมระหว่างตะวันตกกับแบบไทยจารีตเดิม สร้างแบบไหน ลงตัวอย่างไร อ่านได้ในหนังสือเล่มนี้

อาคารอีกหลัง ไม่น่าเชื่อว่า สิ่งที่เห็นภายนอกกลับสอดแทรกการปฏิรูปการปกครองได้อย่างแนบเนียน นั่นคือ
วัดเบญจมบพิตร ก่อนหน้าร.๕ ขึ้นครองราชย์ การปกครองที่เดิมให้แต่ละท้องที่ปกครองตัวเองส่งส่วยเข้าส่วนกลาง เริ่มมีการกระด้างกระเดื่องเกิดการขัดขืน รัชกาลที่ ๕ จึงเปลี่ยนมาใช้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณญาสิทธิราชย์ดึงอำนาจเข้าส่วนกลางทั้งหมด สิ่งนี้ถูกสะท้อนในการออกแบบสร้าง ‘ วัดเบญจมบพิตร ’ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ศาสนาถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองจนได้ มีรายละเอียดสนุกๆมากมายหาอ่านได้ ตอนนี้ หยิบกุญแจไขเข้าตึกที่๒ ‘ ไทยประยุกต์ ’ ได้แล้วครับ

เมื่อไขเข้ามาในตึกหลังที่ ๒ ‘ ไทยประยุกต์ ’ จะเห็นตัวอาคารหลายหลังเลิศหรูอลังการแบบตะวันตก แต่บรรยากาศบ้านเมืองในช่วงนั้นตรงกันข้าม ดูเหงาๆ แห้งแล้ง เป็นผลจากจากวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ ๑ เพิ่งจบลง ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ประกอบความเสื่อมถอยในตัวระบอบการปกครองแบบสมบูรณญาสิทธิราชย์ เกิดความขัดแย้งภายในมากมายในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ สถานะกษัตริย์แม้จะยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ แต่การวิพากษ์วิจารณ์เริ่มมากขึ้น ดังจากคำให้การของกลุ่มผู้ก่อกบฏ ร.ศ.๑๓๐ ตอนหนึ่งว่า

“เขาพอใจที่คิดเปลี่ยนแปลงประเพณีการปกครอง เพราะการเล่นโขนเล่นละครเสียเองของพระประมุขแห่งชาตินั้นไม่มีประโยชน์อันใดแก่ชาติเลย มีแต่จะเสื่อมเสียพระเกียรติยศ มีผลกระทบกระเทือนถึงชาติ ถึงประชาชนคนไทยอีกด้วย”

ช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ การก่อสร้างอาคารต่างๆเป็นแบบไทยประยุกต์ เป็นการผสมผสานแนวคิดตะวันตกเข้ากับจารีตประเพณีแบบไทย มีที่มาจากแนวคิด ราชานิยม จะด้วยเหตุผลใด หน้าตาเป็นแบบไหน ยังเหลือสิ่งก่อสร้างแบบนี้ไหม อยากรู้อยากเห็น หนังสือเล่มนี้มีคำตอบครับ

ล่วงรัชสมัยรัชกาลที่ ๗ เศรษฐกิจย่ำแย่ดิ่งลงสุดๆ สิ่งก่อสร้างถูกสร้างขึ้นน้อยมาก ที่น้อยก็ถูกสร้างอย่างประหยัด
จะมีก็แค่สะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับพระปฐมราชานุสรณ์เท่านั้นที่ใช้งบประมาณมาก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๕๐ ปี ในหนังสือเขียนเล่าถึงการสร้างสิ่งก่อสร้างทั้งสองว่า รัชกาลที่ ๗ ทรงใคร่ครวญมากแค่ไหน อีกอาคารหนึ่งที่สร้างในวาระนี่ก็คือ ศาลาเฉลิมกรุง

กระแสปัญหาเศรษฐกิจ และการปกครองได้ลุกลามใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนที่สุดก็ระเบิด ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หยิบกุญแจดอกสุดท้ายออกมาครับ กุญแจดอกนี้จะพาเราก้าวเข้าสู่ยุคของชาตินิยมเต็มตัว

เมื่อเข้าสู่ตึกที่ ๓ ‘ ชาตินิยม ’ จะเห็นว่าอาคารหลายหลังลดความเลิศหรุอลังการงานสร้างลง เป็นตึกเรียบๆแข็งๆ ไม่มีลวดลายประดับมากมายเหมือนยุคสมัยก่อนหน้า ตอนนี้ชาติไทยได้ผู้นำชื่อ ‘ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ’ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ว่ากันว่าผู้นำท่านนี้ มีความต้องการที่ล้มล้างบารมีของสถาบันกษัตริย์ เพิ่มบารมีให้กับคณะราษฎร์และตัวเอง จึงให้สิ่งก่อสร้างทรงเรียบๆแข็งๆ ที่เห็นชัดๆคือ อาคารไปรษณีย์กลางบางรักที่เป็นแท่งเหลี่ยมไม่มีลวดลาย ตัวครุฑบนยอดตึก จะแข็งแรงบึกบึนเห็นกล้ามเนื้อชัดเจน ยุคก่อนครุฑจะอ่อนช้อยมีลวดลาย , อาคารโรงถ่ายศรีกรุง ปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) ได้นำมาจำลองสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทยอยู่ศาลายา , ศาลาเฉลิมไทยที่ทุบทิ้งไปนั่นก็ใช่ , อาคารศาลฎีกาหลังเก่าก่อนโดนทุบ , อาคารตึกแถวบนถนนราชดำเนิน เหล่านี้คือสิ่งก่อสร้างตามแนวคิดท่านผู้นำ

ส่วนตัวจึงมองว่า ไม่เห็นด้วยกับการทุบทิ้งอาคารศาลฎีกา เพราะเป็นอาคารประวัติศาสตร์ อาคารในละแวกนั้นบอกเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาของตัวเองได้อย่างดี

แม้จะอยู่ในยุคที่สิ่งก่อสร้างต้องเรียบง่าย กลับมีสิ่งก่อสร้างที่ผสานความเรียบง่ายเข้ากับความอ่อนช้อยได้อย่างลงตัว เรียก ‘ สถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีต ’ เช่น อาคารถาวรวัตถุวัดมหาธาตุ , หอประชุมจุฬาลงกรณ์ พระศรีมหาธาตุเจดีย์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ,ซุ้มประตูสวัสดิโสภา ที่ว่ากันว่าเป็นซุ้มประตูที่สะท้อนสถาปัตยกรรมไทยเครี่องคอนกรีตที่สวยงามและลงตัวที่สุดชิ้นหนึ่ง มีอาคารอีกหลายหลังที่เข้าข่ายสถาปัตยกรรมแบบนี้ อยากเห็นต้องอ่านครับ

เมื่อตามอ่านการเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมในหนังสือเล่มนี้จบ จะรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ‘ อาคาร๑หลัง ไม่ใช่แค่อิฐเรียงต่อกัน ฉาบปูน แต่คือหนังสือ ๑เล่มที่บอกเล่าเรื่องราวในยุคสมัยของมันได้อย่างดี

ด้วยจำนวนหน้าที่หนาเกือบ๕๐๐หน้า เนื้อหาบอกเล่าประวัติศาสตร์หลายร้อยปี ทำให้บางคนคิดว่าต้องมีศัพท์วิชาการอ่านแล้ว งงงวยแน่ รวมแล้วไม่น่าเชิญชวนให้อ่าน ต้องบอกว่า ‘พลาดการอ่านประวัติศาสตร์ที่สนุก ชวนค้นหาปริศนาตามซอกตึกเสียแล้ว เอาว่า อ่านเล่มนี้จบ ความคิดเรื่องการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไป การเดินดูตึกในเมืองฟ้าอมรจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป’

———

การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม : สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม
ผู้เขียน ชาตรี ประกิตนนทการ
สำนักพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *