The Journey of second line : Rain is Coming

The Journey of second line : บรรทัดที่ 2 ของชีวิต

ตอนที่ 8 : Rain is Coming

 

วันหนึ่ง ณ สนามหลวงสอง

บ้านอยู่บางซื่อ แทบไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปพุทธมณฑลสายสาม

สนามหลวงสองเป็นตลาดค้าปลีก-ส่ง มีพื้นที่กว้างขวางมาก ประเภทสินค้าหลากหลาย น่าจะมีขายสากกะเบือยันเรือรบ ให้เดินทุกตารางนิ้วคงต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวัน

เหตุผลเดียวที่มา คือ หาร้านขายโครงเหล็กขาโต๊ะแผงลอยไปใช้กับร้านของตัวเอง จริงๆ หาแถวจตุจักรหรือโบเบ๊เอาก็ได้ แต่ที่ต้องมาถึงนี่เพราะจากการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ไม่มีที่ไหนขายโครงเหล็กที่เป็นสีดำเลย ผมถึงต้องยอมลงทุนมาไกลถึงนี่

อธิบายเล็กน้อย ถ้าเดินตลาดนัดส่วนใหญ่จะเห็นแต่โครงเหล็กที่เป็นสีเงินวาวซึ่งมีราคาถูกและเป็นที่นิยมใช้กัน เพราะสามารถรองรับน้ำหนักของเครื่องประดับ เสื้อผ้า ฯลฯ ได้อย่างสบายๆ แต่ข้อเสียคือสนิมเกาะเร็วและค่อนข้างเปราะบาง ผิดกับโครงเหล็กสีดำด้านที่มีความทนสูงกว่า รวมถึงการรับน้ำหนักสิ่งของด้วย และแน่นอน ราคาที่ต่างกันอย่างชัดเจน (โครงสีเงินชุดหนึ่งประมาณ 400-500 บาท โครงสีดำอยู่ที่ราคา 900-1000 บาท)

เพราะเหตุนี้ ผมจึงตระเวนหาเหล็กสีดำเพื่อเอามารองรับน้ำหนักหนังสือมากกว่าจะเสี่ยงใช้โครงสีเงินที่เปราะบาง เพิ่มราคาอีกสักหน่อยเพื่อเพิ่มคุณภาพวัตถุ ถือว่าลงทุนระยะยาวเลยแล้วกัน

 

            ก่อนฤดูฝน

ไอร้อนสุดท้ายของปลายเดือนพฤษภาคมใกล้โบกมือลา อีกไม่กี่สัปดาห์จะขึ้นเดือนใหม่ ฤดูร้อนจบลงพร้อมๆ กับปฏิทินเดือนห้าที่ใกล้จะถูกฉีกออกจากหน้ากระดาษ เหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ดี เช่นกัน ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ตั้งแต่ต้นปี ร้านหนังสือของผมแบกะดินมาตลอด ก่อนเข้าหน้าฝนก็ต้องเตรียมพร้อมกันยกใหญ่ เริ่มต้นด้วยการยกของขึ้นสูงจากพื้นก่อน เพราะถ้าวางพื้น มีโอกาสสูงมากที่หนังสือจะเปียกฝน แม้จะคลุมมิดชิดแค่ไหน หากเจอวันลมแรงยังไงก็เอาไม่อยู่ อีกอย่าง ที่ตลาดยิปซีมีการระบายน้ำใกล้กับแผงขายของ ยังไงก็จะโดนละอองฝนกระเซ็นมาถึงหนังสืออยู่ดี

หาซื้อโต๊ะได้แล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องเตรียมคือผ้าคลุมร้าน เอาไว้กันฝนระลอกใหญ่ที่กระหน่ำลงมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว กล่องพลาสติกขนาดพอประมาณเอาให้แบกไหว ไว้กันน้ำให้หนังสือเล่มที่มีราคาเวลาฝนตก(อย่างน้อยของมีราคาควรปลอดภัยก่อน.. ในกรณีที่เก็บทั้งหมดไม่ทันจริงๆ)

การเตรียมตัวที่นี่หมายรวมถึง ‘การเอาตัวรอด’ ตลอดทั้งหน้าฝน เพราะเมื่อเข้าหน้าฝนจะทำให้ขายของได้น้อยลงโดยปริยาย ทั้งการตั้งร้านที่ไม่เป็นเวลา(ถ้าฝนตกก่อนตั้งร้าน ยังไงก็ต้องรอให้ฝนหยุดก่อน บางทีตั้งไปแล้วพักหนึ่ง ฝนค่อยตก ก็ต้องเก็บร้านอยู่ดี) และจำนวนคนเดินตลาดที่น้อยลง(กำลังจะออกจากบ้าน มองออกหน้าต่างเห็นฟ้าครึ้มมัว ใครอยากจะก้าวขาออกจากประตู – หรือเวลาเลิกงานที่คนจะได้เดินเที่ยวเล่นก่อนกลับบ้าน เจอฟ้าหม่นแบบนี้คงอยากกลับบ้านมากกว่าจะไปตลาดกลางแจ้ง) สรุปเลยก็คือต้องคิดแก้ปัญหาให้ตัวเองว่าจะหาเงินจากไหนมาดำรงชีวิตแทนส่วนที่คิดว่าจะเสียไป

ปัญหาข้อนี้แหละที่แก้ไขโคตรยากเลย

 

            ฤดูฝน – กับคนค้าขาย

“ฝนตกอีกละโว้ย” ร้านขายเสื้อผ้าที่อยู่ถัดไปสามล็อกตะโกนคุยกับอีกร้านหนึ่ง

“มาอีกแล้ว เก็บของๆ” ร้านขายของเก่าที่อยู่ถัดมาบอกเชิงให้ร้านอื่นรู้ว่าควรทำอย่างไร

หลายชีวิตหยุดพักใต้หลังคาอุโมงค์ในตลาด มีเวลาจมจ่อมอยู่ที่หน้าจอเล็กๆ ส่วนตัว บ้างใช้เวลากับคนข้างๆ ที่มาด้วยกัน

เป็นภาพชินตาแล้วที่เห็นผู้คนเข้ามาหลบฝนห่าใหญ่จากภายนอก ใต้อุโมงค์ที่ผมและร้านค้าบางส่วนอยู่ยิ่งมีความหมายสำหรับกาลฤดูเช่นนี้

ส่วนผมและร้านอื่นๆ จะทำอะไรได้นอกจากเอาผ้าคลุมสินค้าของตัวเองไม่ให้ฝนสาดเข้ามาทำให้เสียหาย จะเอาอะไรไปสู้กับธรรมชาติอันไพศาล มนุษย์ตาดำๆ ตัวจ้อยก็ได้แต่นั่งเซ็งรอเวลาให้ฝนหยุดเพื่อจะได้ขายของต่อ พ่อค้าแม่ขายนั่งมองหน้ากัน สนทนากันเองกับเพื่อนบ้านฆ่าเวลา เวลานี้ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้อยู่แล้ว

การขายของครั้งแรกในฤดูฝนไม่ง่ายเลย แต่คงไม่ยากไปกว่าตอนเริ่มต้นที่ต้องระหกระเหิน ร่อนเร่ ไม่รู้หัวรู้หาง กว่าจะหาจุดเริ่มต้นอีกครั้งได้ต้องใช้เวลาพักใหญ่ คิดถึงช่วงเวลานั้น เทียบกับปัญหาในตอนนี้เล็กน้อยไปเลย

 

          หลังฝน

ฝนซาแล้ว ผู้คนใต้หลังคาอุโมงค์เคลื่อนไหวกันต่อ เดินขวักไขว่ซ้ายขวาตามปลายทางของตัวเอง พ่อค้าแม่ขายเองก็เปิดผ้าคลุมขายของกันต่อแม้ลูกค้าจะลดน้อยลง บางคนเลือกจะเดินกลับออกไปมากกว่าเดินเล่นต่อ

แม้ฝนจะตกลงไปแล้วห่าหนึ่ง ฟ้าสีมัวยังคงหม่น อากาศอบอ้าวไม่ถึงกับร้อน แต่ก็ไม่มีลมเย็นผ่านมา กลิ่นดินหญ้าริมทางรถไฟลอยขึ้นแตะจมูก หมาในตลาดออกมาวิ่งเล่นกันอีกครั้งหลังนอนหลบฝนอยู่ข้างเสา บรรยากาศเหมือนตลาดเพิ่งเริ่มตั้งร้านกัน

หกโมงกว่า บางร้านถอดใจเก็บร้านกลับ คนขายส่วนหนึ่งเข็นรถสินค้าลากผ่านเพื่อไปเก็บในโกดัง บางส่วนยังคงนั่งขายด้วยหวังว่าจะได้เงินติดไม้ติดมือกลับไปบ้างเล็กน้อย

“กลับแล้วเหรอ” แม่ค้าร้านหนึ่งทักร้านที่กำลังเข็นรถกลับโกดัง

“จ้า ไว้พรุ่งนี้มาเริ่มกันใหม่” เสียงตอบรับพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม ปราศจากความขุ่นมัวจากอากาศและการขายไม่ได้

“พรุ่งนี้เอ็งมาปักตะไคร้เลย ฝนจะได้ไม่ตก” คู่สนทนาแซวกลับไป

“โอ๊ย อยากให้พายุเข้าเลยไหมล่ะ ไม่ต้องขายกันทั้งเดือน”

แล้วทั้งสองร้านก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

บาสเต็ท
มาโว้ยยย!

บาสเต็ท

นักเขียนไส้เปียก / เจ้าของร้านหนังสือมือสอง The Gypsy Reader
บาสเต็ท
มาโว้ยยย!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *