รีวิว : ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน

ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน

อ่านหนังสือ ‘ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน’ จบ ปิดหนังสือ นั่งหลับตา ปล่อยให้ความรู้สึกจากการอ่านพาโบยบินไปยังประเทศหนึ่งในกลุ่มนอร์ดิก ตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย อยู่ทางตอนเหนือของทวีปยุโรป ทิศตะวันตกติดกับประเทศนอร์เวย์ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดประเทศฟินแลนด์ ทิศตะวันออกติดอ่าวบอทเนีย ทิศใต้ติดทะเลบอลติก มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของทวีปยุโรป ประเทศที่มีปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน

เมื่อลืมตา การโบยบินพาผมมานั่งจุมปุ๊กในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่ง มองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นหยดน้ำค้างเล็กๆ เกาะตัวบนแผ่นพื้นกระจก หยดน้ำเล็กๆบางหยดไหลลงมารวมกันเป็นหยดใหญ่ลื่นลงสู่ขอบหน้าต่างด้านล่าง มองผ่านม่านหยดน้ำออกไป บรรยากาศด้านนอกสีเทาหม่น หมอกบางลอยละเลียดอ้อยอิ่งเหมือนอยากใช้เวลาแบบนี้นานๆ ก่อนจะถูกความร้อนแรงของแสงอาทิตย์แผดเผาสลายในตอนสาย ก้มมองนาฬิกาจะแปดโมงเช้า หมอกบางยังลอยบางเบาอยู่ไม่สลายไป ถ้าเป็นประเทศในเมืองร้อนป่านนี้หมอกจางหายไปนานแล้ว แต่ที่นี่ไม่ใช่

เสียงจากกระดิ่งเล็กๆดังขึ้นทุกครั้งเวลามีคนผลักบานประตูไม้เข้ามาใน ความเย็นจากอากาศภายนอกแทรกตัวเข้ามาเหมือนตัวมันเองก็ต้องการความอุ่นจากในร้าน ใครบางคนเดินไปสั่งกาแฟร้อนที่เคาน์เตอร์พร้อมกับระบายความหนาวเย็นที่เจอมาจากภายนอกออกมาทางปากเป็นสายควันสีขาว

God morgon (กุ๊ด ม่อร่อน)” เสียงทักทายภาษาถิ่นจากใครคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้ต้องหันมองต้นเสียง
“Hej (เฮ่)” ต้นเสียงทักต่อ เดาจากน้ำเสียงน่าจะหมายถึง hello คำทักทายสากล ผมก็ “Hej เฮ่” ตอบ ต้นเสียงอมยิ้มกลับมา “Hur står det till ?” (ฮู สโต เดต ทิ่ว) เอาหละจิ เขาพูดว่าอะไรวะ ผมนึกในใจ ต้นเสียงนิ่งเหมือนรอให้ผมตอบกลับ ผมชูนิ้วชี้ขึ้นหน้าตัวเอง เป็นสัญญลักษณ์ให้ รอแป๊บหนึ่ง ต้นเสียงน่าจะเข้าใจ เขานั่งรอ ผมรีบล้วงกระเป๋าหาของบางอย่าง น่าจะติดมานะ ล้วงไปล้วงมา เจอหละเป็นก้อนนิ่มๆ เป็นวุ้น รีบยัดสิ่งนี้เข้าปาก ต้นเสียงถามย้ำอีกครั้ง เมื่อเห็นผมเงียบไป “Hur står det till ?” (ฮู สโต เดต ทิ่ว)

อ๋อ รู้หละ ต้นเสียงถามว่าอะไร วุ้นแปลภาษาทำงานแล้ว ต้นเสียงถามผมว่า how are you ? (สบายดีใหม)

Bra, tack. Och du? (บรอ ทัก อ๊ช ดื๋อ) ผมตอบกลับไปด้วยภาษาถิ่น แปลว่า สบายดีครับ แล้วคุณหละ ต้นเสียงส่งยิ้มกลับมาแล้วตอบว่า Ja (หยอ) = yes แปลว่า สบายดี พูดจบยื่นมือมาเพื่อเช็คแฮนด์ ผมยื่นมือจับเช็คแฮนด์ตอบ “Kommer ni från Thailand ? ” คุณมาจากประเทศไทยใช่ไหม ต้นเสียงถาม “Ja” ผมตอบกลับไป

“สวัสดีขร้าบ” เขาทักทายเป็นภาษาไทยกลับมา สำเนียงแบบฝรั่งพูดไทย ต้นเสียงเล่าว่าเขาเคยไปเมืองไทย มีเพื่อนเป็นคนไทยหลายคน เขาขอเลี้ยงกาแฟผม ผมรับคำขอนั้น เขาลุกไปสั่งกาแฟ ผมนั่งนึกว่า คุ้นหน้าต้นเสียงคนสวีเดนคนนี้มาก เคยเห็นที่ไหนหว่า นึกออกแล้ว ผมเพิ่งอ่านเรื่องสั้นของเขาจาก หนังสือ ‘ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน’ แปลโดย อ.บุญส่ง ชเลธร เขาชื่อ บิร์เยอร์ วิคสเตริม ช่วงอายุของเขาอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1921 – 1958 มีผลงานเรื่องสั้นมากมาย เรื่องสั้นที่ผมอ่านชื่อเรื่องว่า ‘โศกนาฏกรรม’ เป็นเรื่องสั้นตลกร้ายที่เจ็บปวดเรื่องหนึ่ง

บิร์เยอร์ วิคสเตริม ผ่านชีวิตการทำงานมามากมายหลายรูปแบบตั้งแต่คนงานป่าไม้ ลูกจ้างชาวนา คนขับรถม้าเก็บขยะ อาชีพหลังนี้ เขานำมาเขียนเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง วิคสเตริมมีชีวิตเร่ร่อน ที่ไหนมีงาน เขาจะอยู่ที่นั่น ช่วงศตวรรษที่ 30 ที่เศรษฐกิจประเทศสวีเดนย่ำแย่ เขาเดินไปทั่วประเทศเพื่อหางานทำ เคยออกนอกประเทศไปไกลถึงบัลแกเรียเพื่อทำงานเป็นคนงานสร้างทางรถไฟ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เชคโกสโลวาเกีย ฝรั่งเศสก็ไปมา นึกถึงตอนนี้ อดตื่นเต้นไม่ได้ ไม่คิดว่าจะเจอนักเขียนที่เขียนเรื่องที่ชอบ อย่างที่บอก เรื่องสั้นจากงานเขียนของเขาสนุก ตลกร้าย เจ็บปวด นั่น เขาเดินกลับมาแล้ว ยื่นแก้วกาแฟให้ผม ผมรับมาพร้อมกับกล่าว “tack” (ทัก) แปลว่า ขอบคุณ

วิคสเตริม ถามผมว่ามาทำอะไรที่นี่ ผมบอกไม่รู้ อ่านหนังสือจบ หลับตาด้วยความอิ่มเอมจากการอ่าน ลืมตาอีกทีก็มาที่นี่แล้ว วิคสเตริมยิ้มรับ เขาถามผมอ่านหนังสือเรื่องอะไร ผมบอก ‘ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน’ฉบับแปลเป็นภาษาไทย เขาหยิบช้อนเล็กๆมาชงกาแฟในแก้วตัวเอง แล้วพูดต่อว่า ผมเป็นหนึ่งในหลายๆ คนที่อ่านหนังสือแล้วเจอปรากฎการณ์แบบนี้ เขาเจอคนมากมายจากทั่วโลกจากการอ่านหนังสือ เขาถามต่อว่า ได้อ่านเรื่องสั้นของเขาในเล่มนั้นไหม เขาบอกว่า ก่อนหน้านี้เขาเจอคนไทยคนหนึ่งบอกจะแปลเรื่องสั้นของเขาตีพิมพ์เป็นภาษาไทย

ผมตอบ ว่า “ได้อ่านแล้วก็ชอบด้วยสิ” เป็นตลกร้ายมาก แต่เจ็บปวดดีแท้ในตอนจบ เรื่องคนชายหนุ่มที่ทำงานเป็นคนขับรถม้าเก็บขยะ ไปเจอกับสาวน้อยคนหนึ่ง ทั้งคู่คบกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ทุกครั้งที่ชายหนุ่มกุมมือเธอ เธอจะครางออกมาด้วยน้ำเสียงแบบเบตตี้ เดวิส (นักแสดงหนังฮอลีวู้ด) เรื่องเหมือนจะจบแบบสุขสม แต่สุดท้ายก็พลิกผันไม่เป็นเช่นนั้น ผมถามเขาว่า เขียนจากเรื่องจริงหรือเปล่า วิคสเตริมไม่ตอบ แต่กลับอมยิ้ม เขาพูด “งานเขียนสนุกตรงการปล่อยคนอ่านได้จินตนาการเอาเอง” พูดจบเงยหน้าถามผมว่า “เห็นผู้หญิงใส่หมวก ดูมีฐานะที่นั่งริมหน้าต่าง หันหลังให้เขา คือ ตัววิคสเตริม ถัดไป ๒ โต๊ะไหม” ผมมองตามที่วิคสเตริมบอก “เห็น” วิคสเตริมบอก “นั่นคือ เซลมา ลอเกอร์เลิฟ” ผมถาม “รู้ได้ไง” วิคสเตริมตอบกลับมาว่า ตัวเขาเป็นแฟนงานเขียนของเธอ ตอนแรกจำไม่ได้หรอก แต่มานั่งร้านนี้ทีไหรจะเห็นเธอนั่งที่เดิมเป็นประจำ ลองถามเจ้าของร้านดู เขาถึงบอกชื่อเธอ” ผมพยักหน้ารับ “คุณไม่อยากไปคุยกับเธอหรือ” ผมตอบว่า “อยากสิ” วิคสเตริมขยับตัวหยิบเสื้อโค้ทตัวหนาที่พาดบนพนักเก้าอี้ข้างตัวมาใส่ หันมาบอกผมว่า “แนะนำว่า ให้สั่ง พริ้นเสทเค็ก เค้กขึ้นชื่อของสวีเดนไปทานร่วมกับเธอสิ ดูเหมือนเธอเพิ่งกินอาหารเสร็จ”

แนะนำเสร็จ วิคสเตริมยื่นมือมาให้ผมจบ “ Vi ses.” (วี เซส) แปลว่า แล้วพบกันใหม่ ผมยื่นมือไปจับมือกับวิคสเตริม แล้วเอ่ยคำว่า “tack” วิคสเตริมยิ้มกลับมา “ประเทศนี้ หน้าหนาวทีไร บรรยากาศชวนห่อเหี่ยวทุกที” พูดจบก็หัวเราะ แล้วเดินผลักประตูร้านออกไป ผมมองตามหลัง จริงอย่างที่เขาบอก อากาศด้านนอกหมอกบางที่เห็นตอนเช้าสลายตัวแล้ว แต่แสงแดดก็ยังอ่อนแรงอยู่ ทำให้บรรยากาศดูหม่นๆเทาๆไม่สว่างอย่างที่ควรเป็น ผมหันกลับมามองสุภาพสตรีใส่หมวกนั่งหันหลังที่ยังคงนั่งที่เดิมริมหน้าต่างถัดจากเก้าอี้ที่วิตสเตริมนั่งไป๒ตัว เซลมา ลอเกอร์เลิฟ นักเขียนสวีเดน มีอายุอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1858 – 1940
เป็นอีกคนที่ผมอ่านงานเขียนของเธอแล้วชอบ งานเขียนของเธอชื่อ ‘เปลี่ยนตัว’ ถูกรวมไว้ใน หนังสือ ‘ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน’ เรื่องสั้นเรื่องนี้ว่าด้วยการสับเปลี่ยนตัวเด็กระหว่างเด็กปกติกับลูกของโทรล

โทรลคือตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในนิทานของคนสวีเดน รูปร่างเล็ก บางคนบอกตัวใหญ่ ขนรุงรัง มีหางยาว ไม่ค่อยสุงสิงกับคน กินหนูกบ เขียด แมงมุมเป็นอาหาร ถ้านึกรูปร่างโทรลไม่ออก ให้นึกถึงหนังฮอลีวู้ดเรื่องหนึ่ง Lord of The ring โทรลคือตัวละครตัวหนึ่งในนั้น

ชีวิตของเซลมา ลอเกอร์เลิฟแตกต่างจากนักเขียนคนอื่นๆ เธอมีฐานะดีกว่า แม้ช่วงหนึ่งของชีวิตจะเคยลำบากอยู่ในขั้นล้มละลายหลังพ่อตาเสียชีวิต แต่ไม่นานงานเขียนของเธอก็นำรายได้กลับมาหาเธออีกครั้ง เธอเป็นสตรีนักเขียนสวีเดนคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าเป็นคณะกรรมการของราชบัณฑิตสถานแห่งสวีเดน ที่มอบรางวัลโนเบลให้กับนักเขียนของโลก และเธอก็เป็นคนเดียวกันที่ร่วมมือกับศิลปินและนักเขียนสวีเดนอีก ๔๒ คน ประท้วง ราชบัณฑิตสถานแห่งสวีเดน กรณีที่ไม่มอบรางวัลโนเบลให้กับ เลโอ ตอลสตอยนักเขียนชาวรัสเซียผู้เขียน ‘สงครามและสันติภาพ’

“God morgon” ผมกล่าวทักพร้อมกับยื่นพริ้นเสทเค็ก เธอมีสีหน้าแปลกใจ “มึงเป็นใคร” เธอต้องนึกในใจแน่ ผมรีบแนะนำตัวก่อนถูกเธอไล่ว่า เมื่อสักครู่นี้ผมได้คุยกับบิร์เยอร์ วิคสเตริมนักเขียนรุ่นน้องเธอ เขาแนะนำว่าถ้าอยากคุยกับเซลมา ลอเกอร์เลิฟให้เลี้ยงพริ้นเสทเค้ก ฟังผมพูดจบ เธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแม้บุคคลิกภายนอกจะดูเป็นคนถือตัวก็ตาม ระหว่างนั่งร่วมโต๊ะกับเธอผมเล่าให้เธอฟังว่า มาอยู่ต่อหน้าเธอได้อย่างไร เจอกับบิร์เยอร์ วิคสเตริมได้ อย่างไร เธอฟังจบไม่มีอาการประหลาดใจใดๆให้เห็น แถมยังพูดแบบเดียวกับที่วิคสเตริมพูด “ผมเป็นหนึ่งในหลายๆ คนที่อ่านหนังสือแล้วเจอปรากฎการณ์แบบนี้ เธอเจอคนมากมายจากทั่วโลกจากการอ่านหนังสือ” ผมถามเธอว่า เพราะอะไรเธอถึงชอบเอานิทานมาผสมผสาน

เธอเล่าว่า ตอนเป็นเด็ก ไม่แข็งแรงเหมือนเด็กคนอื่นๆมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นเอ็นบริเวณสะโพก ทำให้ออกไปวิ่งเล่นแบบเด็กคนอื่นๆไม่ได้ เวลาส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการนั่งฟังนิทานจากคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าให้ฟัง

ผมบอกเธอว่า ได้อ่านเรื่อง ‘เปลี่ยนตัว’ ของเธอแล้ว สนุกแอบลุ้นตลอดเวลาว่า เด็กน้อยจะกลับสู่อ้อมกอดพ่อแม่ที่แท้จริงได้ไหม สุดท้ายก็ได้ด้วยวิธีที่ ผมสารภาพกับเธอว่า ‘คิดไม่ถึง’ มันเป็นการจบที่หักมุมแบบอบอุ่น ใครจะคิดว่า ความรักบันดาลให้เกิด ‘สิ่งมหัศจรรย์’แบบนี้ได้ เธอว่า ‘ความรักคือสิ่งเดียวที่บันดาลให้เรื่องไม่น่าจะเป็นไปได้ ให้กลับมาเกิดขึ้นได้’
เราคุยกันหลายเรื่อง นอกจากเรื่องนี้ ยังคุยถึงผลงานของเธอเรื่อง ‘การเดินทางของนิลส์ โฮมเกิร์ชอน” ที่พิมพ์ออกมา ๒ เล่ม

แต่ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย เธอบอกไม่แปลกใจ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องสภาพภูมิศาสตร์และตำนานเล่าเก่าแก่ของแต่ละพื้นที่ในประเทศสวีเดน ดังนั้น การแปลเป็นภาษาอื่นไม่ใช่เรื่องจำเป็น “แต่ก็ไม่แน่ สักวันคุณอาจได้อ่านมันก็ได้” ผมคุยกับเธอออยู่นานทีเดียว รู้ตัวอีกทีตอนเธอบอกว่า “อีก ๑๐ นาทีจะมีนักเขียนอีกคนมานั่งที่เคาน์เตอร์ของร้าน ถ้าอยากรู้เป็นใครให้นั่งรอ ถามเจ้าของร้านได้ ตอนนี้เธอต้องกลับไปดูแลไร่มอร์บัคคาของเธอก่อน” ก่อนแยกกันผมถามเธอว่า ถ้าผมจะแนะนำคนอื่นให้รู้จักเซลมา ลอเกอร์เลิฟ ผมควรทำอย่างไร เธอยิ้มและบอกว่า “ถ้าต้องการรู้จักฉัน ก็ต้องมีหนังสือของฉัน” พูดจบยื่นมือให้ผมจับพร้อมกับพูดว่า Vi ses. แล้วเดินออกจากร้าน หลังเธอจากไปผมนึกในใจ วุ้นแปลภาษาช่วยผมได้เยอะจริงๆ

ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง ๑๐ นาที ผมเดินมารอที่เคาน์เตอร์ในร้าน สั่งมีทบอลมากิน การนั่งกินมีทบอลในดินแดนต้นกำเนิดนี่มัน ‘อร่อยขั้นสูงสุดจริงๆ’ กินเสร็จ ผมถามเจ้าของร้านว่า มิสซิสเซลมา ลอเกอร์เลิฟบอกว่าเดี๋ยวจะมีนักเขียนมานั่งที่เคาน์เตอร์นี้ อยากรู้เป็นใครให้ถามเจ้าของร้าน เจ้าของร้านหัวเราะ “ร้านนี้มีนักเขียนชอบมานั่งหลายคน วิลเอล์ม มูแบร์ชอบมาวันอังคารตอนสายๆ นั่งเขียนหนังสือตรงโน้น พร้อมกับชี้นิ้ว แต่วันนี้วันจันทร์เขาไม่มา “วิลเอล์ม มูแบร์ เจ้าของเรืองสั้น นมและขนมปังนี่นา” ผมนึก เสียงเจ้าของร้านดังขึ้น “ จะอยู่ถึงเย็นไหมหละ วันนี้ฮาร์รี่กับมัว มาร์ตินชอนจะมา


ได้ยินชื่อแล้ว ในหัวภาพ ๒ นักเขียนจากหนังสือ ‘ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน’ผุดขึ้นมา “เรื่อง ‘ความตาย’ของมัว ผู้เป็นภรรยา ผมชอบตอนขึ้นต้นมาก – ‘ความตายเข้ามาเยือนฉันในวันอันแจ่มใส มันน่ากลัวจนฉันขวัญกระเจิง เจ้าความตายสีดำไร้รูป พลังอำนาจเหนือความมีชีวิต’ ส่วนของสามี ฮาร์รี่ เรื่องสั้น’วันหยุดของแม่’ สะท้อนชีวิตครอบครัวได้ดี เอาจริงๆ ไม่แตกต่างกับเมืองไทยหรือที่ไหนๆของโลกก็ว่าได้ เมื่อความแก่ชรากลายเป็นส่วนลืมเลือนของคนใกล้ชิด

“วันพฤหัสฯ นักเขียนชื่อ เอวินด์ ยูห์นชอน กับลอร์ส ยีลเลนสเตน จะมา นั่งคนละมุม” ขณะกำลังจะพูดอะไรต่อ เจ้าของร้านก็ตัดบทแล้วบอกว่า “นั่นออกุสท์ สตรินแบร์กำลังเดินข้ามถนนมาที่ร้านนี้ คนนี้ไหงหละที่มิสซิสลอเกอร์เลิฟบอก”

ผมมองตามที่เจ้าของร้านชี้นิ้วไปที่ประตู ชายรูปร่างไม่สูงนัก ผมหยิก ไว้หนวด เดินผลักประตูร้านเข้ามาเสียงกระดิ่งดังสั้นๆ เขาเดินมานั่งที่เก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ ห่างจากผมไป ๒ ตัว เจ้าของร้านเดินไปทักทายออกุสท์ สตรินแบร์ พร้อมกับพยักหน้าส่งสายตามาทางผม ออกุสท์ สตรินแบร์หันมาทางผม ผมลุกไปจับมือกับเขา แล้วกลับมานั่งที่เดิม หน้าของเขาวันนี้เหมือนไม่อยากคุยกับใคร

ออกุสท์ สตรินแบร์มี อายุอยู่ระหว่างช่วงปี 1849 – 1912 มีแม่เป็นสาวใช้ ความสัมพันธ์เขากับพ่อเป็นไปอย่างระหองระแหง เขาทำงานหลายอย่าง ผลงานเขียนเรื่องแรกของเขาตีพิมพ์ขายเมื่อตอนอายุ ๓๐ ว่ากันว่าหนังสือเล่มนั้นเต็มไปด้วยการวิพาก์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมทางสังคมหลายอย่าง ตั้งแต่ระบบราชการ ศาสนา และเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ เรื่องแบบนี้ผ่นมาเป็นร้อยปีไม่เปลี่ยนแปลง ผมนึกในใจ บั้นปลายของสตรินแบร์จบลงในบ้านหลังเล็กๆบนถนนดรอทนิ่งกอตั้น ตอนนั้นเขาอายุ ๖๓ ทุกวันนี้ บ้านของเขาถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้าชมได้ ทุกรอบวันจากไปของเขาทางการสวีเดนจะจัดงานวันระลึกถึงให้กับเขา คงคล้ายกับวันสุนทรภู่ ผมนึกต่อ

ผมได้อ่านงานเขียนเรื่องสั้นของเขาในหนังสือ‘ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน’ ชื่อเรื่อง ‘กระดาษเก่าครึ่งแผ่น’ เป็นงานที่อ่านครั้งแรก งงๆหน่อย แต่อ่านรอบที่๒แล้ว พบว่า เป็นงานเขียนที่มีเสน่ห์ อ่านไม่เจอในงานของคนอื่น แน่หละสิ งานเขียนของใคร ก็ต้องเป็นของคนนั้นจะเป็นคนอื่นได้ไหง งานเขียนใม่ใช่งานก็อปปี้จากโรงงาน ผมหลับตาลงอีกครั้ง นึกถึงย่อหน้าสุดท้ายในงานเขียนของออกุสท์ สตรินแบร์

“เขาตระหนักดีว่าตนได้ครอบครองสิ่งอันงดงามที่สุดของชีวิตมาแล้ว ในขณะที่คนอีกมากมายไม่เคยมีโอกาสได้พบกับสิ่งนั้นเลย”

เมื่อลืมตาขึ้น หนังสือ ‘ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน’ หน้าปกสีฟ้าอบเทาดูเหงาๆหม่นๆ ใต้ชื่อเรื่อง มีชื่อผู้แปล ‘บุญส่ง ชเลธร’ วางอยู่บนโต๊ะ เป็นการโบยบินที่มีค่าจริงๆ ได้แก้ไขความเข้าใจที่เคยคิดให้ถูกต้อง เคยคิดว่าประเทศในกลุ่มยุโรปมีเศรษฐกิจดีทุกประเทศ เอาเข้าจริง แต่ละประเทศต่างก็ต้องผ่านภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ภาวะภัยสงครามผ่านความขัดแย้งกันมาทั้งนั้น สวีเดนไม่ต่างอะไรกับประเทศอื่นทั่วโลก รวมเรื่องสั้นเล่มนี้บอกเช่นนั้น

Puttidul 
—————————————————

‘ฆาตกรรมซานตาครอสกับเรื่องสั้นสวีเดน’
แปล ‘บุญส่ง ชเลธร’
สำนักพิมพ์ ลายแฝด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *