ความสัมพันธ์ในควันบุหรี่

“ฉันตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับผ้าห่มที่คุมกายอย่างอบอุ่น ห้องมืดสลัวจนสายตามองออกไปหาแสงข้างนอก ขอบระเบียงสุมเถ้าไปด้วยเศษซากบุหรี่ คอมเพรซเซอร์แอร์ดังลอดเข้ามาในห้องเสียงเบาอ่อน ไม่นานฉันก็เริ่มปะติดปะต่อได้ว่า ก่อนหน้านี้ผ้าห่มไม่ได้อยู่ที่ตัวฉัน ฉันนอนหันพลิกข้างไปในด้านที่ฉันถนัด และจึงเห็นว่าเธอขดตัวหลับอยู่ตรงนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันจำได้แม่นยำ ชิ้นส่วนของความทรงจำยังทำให้อบอุ่นหัวใจเสมอเวลานึกถึง”**

ผมเคยสูบบุหรี่ไม่เป็น อาจคงเป็นเพราะแขยงอย่างหนักตอนที่พี่ชายแอบสูบอยู่หลังบ้าน ผมไม่ได้แขยงเพราะพี่สูบ แต่แขยงเพราะตัวเองลองสูบแล้วมันสำลักออกมาเป็นควันไฟเหมือนตัวประหลาด เรียกได้ว่าประสบการณ์การสูบบุหรี่ครั้งแรกไร้ซึ่งความมั่นใจที่จะสูบต่อไปได้อีก จนกระทั่งวันหนึ่งที่สังคมกลางคืนสูบวิญญาณและสาปส่งให้ผมกลายเป็นคนแบบนั้น
คนแบบที่ผมไม่เคยคิดว่าโตขึ้นมาผมจะเป็น

มักมาก และร่านรัก
สูบบุหรี่จัดและออกเที่ยวทุกคืน

 

คนเราคงมีเหตุผลที่เรามอบให้ต่อการกระทำของตนเองอยู่ไม่กี่ข้อ สำหรับเรื่องนี้ผมมีสองข้อ
ข้อแรกเป็นเพราะผมอยาก
ข้อสองเป็นเพราะ-เธอ

.

.

-Cobalt Blue ความสัมพันธ์สีควันบุหรี่- ทำให้ผมนึกถึงความสัมพันธ์เช่นนั้น ความสัมพันธ์ที่หม่นมัว เปราะบาง เคว้งคว้าง ลอยละล่องไร้สิ่งยึดเกาะ คล้ายควันบุหรี่สีทึมเทาที่แตกสลายอย่างง่ายดายเพียงแค่ลมมาสัมผัส

ผมเคยเป็นคนแบบนั้น, แบบที่ผู้หญิงในเรื่องสั้นนั้นเป็น แต่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยมีสักช่วงเวลาหนึ่งที่เป็นแบบนั้น

การเป็นคนไม่เคยถูกรักมักไม่มีสิทธิ์ได้เป็นคนเลือก

ดังนั้นแล้วคนที่ไม่เคยได้รักจากใครจึงไม่เหมาะควรจะได้เลือกใครๆเลยทั้งสิ้น
ความอ่อนด้อยอ่อนหัดจะมีค่าก็แค่รอคอยการติดต่อกลับมาจากอีกฝ่าย
ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง เป็นแค่ผู้เฝ้าคอยสัญญาณอันเร้นลับ
ที่ไม่ต้องเอ่ยปากก็รู้ถึงบทสรุป

“คนที่อยากอยู่ด้วยกับคนที่ควรอยู่ด้วย ไม่ใช่คนเดียวกัน นั่นเป็นปัญหาของเขา การที่เขาไม่เลือกเป็นปัญหาของฉัน”-

การเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งในหนังสือเล่มนี้คือ บทบาทของความเป็นเฟมินิสต์ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ทั้งนุ่มนวลและแผ่วร้อน ถึงแม้จะเป็นแค่เรื่องราวสั้นๆแต่งานเขียนที่ปลดปล่อยผู้หญิงออกมาจากวงองศาเดิมๆ นั้นผมว่ามันมีพลังอีกทั้งยังน่าสนใจ

ยิ่งอ่านผมก็ยิ่งนึกถึงรุ่นน้องผู้หญิงในโรงเรียนเก่า เพื่อนผู้หญิงคนสนิท และอดคิดไม่ได้ว่า ภายในลึกๆแล้วเธอจะรู้สึกเช่นเดียวกับเรื่องราวในเล่มนี้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้ เราเคยคุยกันไปไกลมากกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่มันเป็นการพูดถึงอีกแบบที่สนุกสนานเพลินมันเสียมากกว่า

ซึ่งในเล่มนี้จังหวะของมันคือการเล่า เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าผู้เล่าเป็นตัวละครเดียวกันทั้งเรื่องหรือไม่ เรื่องไหนเกิดก่อน เกิดหลัง เกิดขึ้นกับใคร คนเดิมหรือคนใหม่ เราไม่มีทางรู้ ระดับของเรื่องมันจะปลุกความรู้สึกในอดีตที่ยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ในตัวผู้อ่านให้อยู่ร่วมกับมันมากกว่าตั้งคำถาม

“และพอถึงจุดนี้ที่ฉันนึกถึง รอยยิ้มก็มักจะหายไป มันหายไปพร้อมกับเช้าวันถัดไปที่ไม่มีเธอ ถึงแม้เธอจะคอยบอกว่าจะกลับมาอีก แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอเคยทำให้กับคนที่ไม่มีใครเลือกอย่างฉัน และฉันถือว่า นั่นก็คงมากพอกับหัวใจที่เหลือคาบน้ำตาไว้เป็นซากปรักหักพัง”**

ผมก็เป็นคนแบบนั้น, คนแบบที่ผมไม่รู้ว่า หากต้องการใครสักคนผมต้องทุ่มแรงของใจลงไปเท่าไหร่อีกฝ่ายถึงจะรู้ หรือเรื่องของใจมันไม่มีสมุดสรุป ผมไม่มีทางรู้เลยว่าวันนี้ผมทำดีพอหรือยัง เหมือนผมกำลังปีนผาแต่ไม่มีคนบนยอดตะโกนบอกเลยว่า เมื่อไหร่ผมจะใกล้ถึง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าตอนเราเจอกันทุกอย่างดูเรียบ สมบรูณ์ตามแบบฉบับคนที่อาจจะถูกใจกัน
เธอยิ้ม ผมเขิน
เธอจับมือ ผมจับมือ
แต่หลังจากที่เราหันหลังกลับให้กันแล้ว เวลาของพวกเรากลับหยุดเดิน
เธอเงียบไป
ผมรอคอย
และเมื่อเธอติดต่อกลับมา ความบาดเจ็บจากการรอคอยก็จะเหลือค่าเท่ากับศูนย์

“รู้ไหม บางทีฉันเป็นสุขและบางทีฉันก็เสียใจอยู่ลึกๆ ที่วันนี้เรายังอยู่ด้วยกัน ต้องรักให้มากขนาดไหน ถึงจะเพียงพอ ต้องทำดีเท่าไหร่ พี่ถึงจะเลิกคิดถึงคนอื่น ฉันบกพร่องตรงไหน ทำไมเติมเต็มความรู้สึกของพี่ไม่ได้ ทำไมคนที่อยู่ห่างไกล และไม่ได้ทุ่มเทอะไรเลย ถึงอยู่ในใจพี่ตลอดเวลา”-

เมื่ออ่านจบ, ผมปิดไฟแล้ววางหนังสือลงข้างเตียง สองมือควานหาบุหรี่โดยอัตโนมัติ โชคดีที่คืนนั้นท้องฟ้าไม่ได้ขโมยแสงจันทร์ไปเสียหมดห้องนอนจึงยังพอมีแสงอยู่บ้าง สองมือยังคงปัดป่ายลูบคลำอยู่นาน จนได้สติและพบว่า

ผมเลิกสูบบุหรี่มานานแล้ว

.

.

หนังสือ : Cobalt Blue ความสัมพันธ์สีควันบุหรี่
ผู้เขียน : เพณิญ
สำนักพิมพ์ : P.S.

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ–
ส่วนหนึ่งจากบันทึก**

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *