“ชีวิตที่ดี” ขึ้นอยู่กับ “สิ่งที่เรามี” เพราะความสุขนั้นคือสิ่งที่เรามองเห็น

สิ่งที่ทุกคนกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ ไม่ใช่แนวทางในการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่คัมภีร์ในการเปลี่ยนโลก หรือไม่ใช่สิ่งที่จะกระตุ้นไฟบันดาลฝันใดๆเลยครับ

เพราะมันเป็นเพียงประสบการณ์จากการใช้ชีวิตของพรี่หนอมในช่วงเวลาชีวิตที่ผ่านมา การพบปะผู้คนที่หลากหลาย ไปจนถึงการทำงานต่างๆนานา ซึ่งช่วงเวลาได้ทำให้เกิดการ “ตกตะกอน” อะไรบางอย่าง ซึ่งมันทำให้เกิดคำถามกับตัวเองในช่วงก้าวสู่วัยกลางคนตอนปลายว่า

 

“ชีวิตที่ดีมันต้องเป็นยังไงวะ?”

 

จริงๆแล้ว พรี่หนอมมักจะถามตัวเองทุกครั้งหลังจากอ่านหนังสือประเภทพัฒนาตัวเองทั้งหลายจบลงเสมอ… ว่าจริงๆคำว่าชีวิตที่ดีมันเป็นยังไงในมุมมองของผู้เขียนแต่ละคน

.

.

แน่นอนครับว่า ในแต่ละเล่มนั้น มีเนื้อหาแตกต่างกัน มีวิธีการต่างๆ แล้วแต่ว่าผู้เขียนหรืออาจารย์ในหนังสือเล่มนั้นจะมาบอกกับเรา ซึ่งทั้งหมดนั้น มันคือการเดินทางหนทางชีวิตที่ดีในแบบของเขา บางส่วนอาจจะใช้กับเราได้ บางส่วนอาจจะใช้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับจริตและแนวคิดในช่วงเวลานั้นๆ

 

แต่ยิ่งอ่านหนังสือเหล่านี้มากขึ้นเท่าไร ลึกๆในใจของพรี่หนอมกลับรู้สึกว่าคนเราทุกคนกำลังมีชีวิตที่ห่างไกลกับคำว่า “ชีวิตที่ดี” ไปเรื่อยๆ เพราะยิ่งพยายามพัฒนามากขึ้นเท่าไร บางครั้งดูเหมือนว่ามันจะไปไม่ถึง “เป้าหมาย” เสียที

 

ชีวิตที่ดีต้องเป็นยังไงบ้าง ? ค้นหางานที่รัก เดินทำตามความฝัน มีความสำเร็จเป็นที่หนึ่งในสายอาชีพ ลงทุนจนร่ำรวยมีอิสรภาพทางการเงิน กลายเป็นคนที่ใครๆก็รุมรักอยากมีชีวิตอยู่ด้วย ไปจนถึงการช่วยสังคมเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาน

สิ่งเหล่านั้น มันคือ “ชีวิตที่ดีๆ” ที่เราต้องการจริงๆหรือ ทำไมการพยายามทำแบบนั้น มันไม่เคยทำให้ตัวของผมรู้สึกถึงความสุขในระหว่างทางที่จะเดินเข้าสู่ชีวิตที่ดีเลยแม้แต่น้อย

 

 

มีอยู่วันหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังเดินไปเพื่อคุยงานโปรเจคยักษ์ใหญ่ (ไอ้งานที่บอกว่าเรากำลังมาถูกทาง สู่ชีวิตที่ดีที่ผมวาดฝันไว้นี่แหละครับ) วันนั้นคงเป็นวันมหาวิปโยคแห่งชาติ เพราะรถติดหนักมากอยู่ตรงถนนเส้นสุขุมวิท และเมื่อมองดูนาฬิกาแล้ว ผมคิดว่าคงต้องไปสายแน่ๆ

ผมร้อนรนมาก อารมณ์เสียอย่างหนัก หาหนทางที่จะหลุดจากท้องถนนไปเพื่อต่อรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือ พี่วินมอไซด์ แต่ผลปรากฎว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้จากมหาวิปโยคธรรมดาตอนนั้น กลายเป็นโคตรพ่อโคตรแม่มหาวิปโยคไปในพริบตา

ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกแย่อยู่อย่างนั้น สายตาผมดันเหลือบไปเห็น ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งบนมอเตอร์ไซด์ จอดรถดับเครื่องอยู่ใต้สะพานลอยเพราะไปต่อไม่ไหว

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ทั้งคู่มีรอยยิ้มแห่งความสุขร่วมกัน หยอกล้อกันโดยไม่แคร์กับพายุฝน ในขณะที่ตัวผมหน้าตามู่ทู่เหมือนโดนประกาศเลย์ออฟ

.

.

ณ ช่วงเวลานั้น

ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำอยู่มันคงไม่ใช่ทางเดินที่ถูกสักเท่าไร

.

.

รอยยิ้มของสองหนุ่มสาวในวันนั้น ทำให้ผมหลอกหลอนอยู่กับมันไปพักใหญ่ และจากเรื่องราวแย่ๆในขณะนั้น ทำให้ผมพยายามแอนตี้ทุกอย่างที่มันเป็นอะไรบวกๆ พยายามจะต่อสู้ด้วยการคิดตรงข้าม เอาชนะแนวคิดสวยงามเหล่านั้น แล้วบอกว่ามันคือสิ่งที่ผิด เห็นไหมล่ะ กูทำแล้วไม่มีความสุขเลย (แหม่.. ว่าเข้าไปนั่น)

ผมต่อต้านทุกอย่างที่เป็นแง่บวก นั่งจมตัวเองอยู่ในความคิดแง่ลบ สวนกระแสสังคม ก่นด่าชาวบ้าน สร้างความรำคาญให้กับคนเหล่านี้โดยการตั้งคำถามย้ำๆว่า “นี่คือชีวิตที่ดีของพวกมึงหรอ หึๆๆ” (หัวเราะเยาะเย้ยอีกต่างหาก #นี่มันคนชั่วชัดๆ)

จนกระทั่งเหตุการณ์วันหนึ่งได้ผ่านเข้ามา….

 

 

ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนเก่าคนหนึ่งมาปรึกษาเรื่องการทำธุรกิจและการเสียภาษีของกิจการที่กำลังมีปัญหา

เธอโทรมาพร้อมกับความกลุ้มใจ บวกกับความเครียดในทุกๆด้านที่เจอ ทั้งปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน และการเดินตามความฝัน เธอมาปรึกษาผมเพราะอยากจะเลิกทำธุรกิจในฝันของตัวเอง และอยากให้ผมช่วยให้ความเห็นที่อาจจะเป็นประโยชน์กับเธอบ้าง

เชื่อไหมครับว่า ผมจำบทสนทนาในวันนั้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่มีอยู่สิ่งเดียวที่ผมจำได้แล้วบอกกับเธอไป นั่นคือคำว่า

 

“ทำมันต่อไปเถอะ เราเชื่อว่าเธอทำได้”

 

เธอกล่าวขอบคุณเสียงสั่นเครือ แล้วบอกผมว่าจะลงทุนทำมันต่อไป ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อะไร แต่เธอมั่นใจว่าเธอจะมีความสุขกับสิ่งที่เธอเลือกเดิน

หลังจากวางสายจากเธอ ผมนั่งทบทวนอยู่กับตัวเอง คนเดิมคนที่คิดลบ คนที่แอนตี้สังคมคิดบวก คนที่ไม่ชอบการให้กำลังใจโลก มองอะไรสวนกระแส แล้วถามตัวเองว่า “กูเป็นบ้าอะไร” ทำไมถึงให้กำลังใจเค้าไป ทั้งๆที่เอาเข้าจริงเราน่าจะเกลียดพวกที่บ้าทำตามความฝัน พวกที่ค้นหา Passion ทั้งหลาย พวกนี้คือสิ่งที่เราแอนตี้ไม่ใช่หรอ

หลังจากครุ่นคิดอยู่ยกใหญ่ ผมจึงได้คำตอบว่า “เพราะผมรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เธอพูดนั้นมันกำลังสื่อว่าเธอมีความสุข” และต่อให้ปัญหารุมเร้ามากแค่ไหนก็ตาม แต่ผมรู้สึกได้ว่าเธอกำลังมี “ชีวิตที่ดี” อยู่แน่ๆ

 

และแล้วรอยยิ้มของคู่รักหนุ่มสาวที่จอดมอเตอร์ไซด์อยู่ใต้สะพานลอยในวันนั้นก็ปรากฎขึ้นมาในห้วงความคิดของผม

 

บางทีแล้ว นิยามของคำว่า ชีวิตที่ดี

มันอาจไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึก “ดี”

สำหรับความรู้สึกที่เรามีต่อชีวิตในทุกๆวัน

เรากำลังมองหาสิ่งนั้น หรือว่าจริงๆแล้วเรามีสิ่งนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้มองเห็นมันเท่านั้นเอง

.

.

“ชีวิตที่ดี” ขึ้นอยู่กับ “สิ่งที่เรามี”

เพราะความสุขนั้นคือสิ่งที่เรามองเห็น

… ในทุกวันของชีวิต

 

 

ข้อความทั้งหมดนี้มาจากบทนำของหนังสือฮาวทูเล่มหนึ่งที่พรี่หนอมตั้งใจเขียน แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์ เนื่องจากสาเหตุบางอย่าง

ตั้งใจเอามาให้อ่านกันครับ เผื่อว่าบางคนจะเห็นอะไรจากข้อความข้างต้นนี้ แล้วรู้สึกมีความสุขเล็กๆกับสิ่งที่ผมเขียน

.

…ขอเพียงเท่านั้นก็ดีใจแล้วครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *