–ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน–

 

ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน

นฤพนธ์  สุดสวาท

ต้นฉบับเดิมจาก เรื่องสั้น “หอนาฬิกาที่หาช่างซ่อมไม่ได้”
รางวัลชนะเลิศ นายอินทร์อะวอร์ดปี ๒๕๕๕

——————————————————————————————————

 

เป็นร้านหนังสือเก่ากลางภูเก็ตที่ผมได้พบเธอ หญิงสาวสวมชุดบาบ๋าผู้ชอบวาดลายเส้นลงหน้าปกสมุดทำมือ

          ถนนกลางเมืองเก่าปรับเปลี่ยนเป็นถนนคนเดิน ฟ้าราแสงลง ผมมองหาห้องสุขา เดินอยู่นานจนคิดว่าจะกลับไปเข้าที่เกสเฮาส์ตรงหัวถนนด้านตะวันตก จึงพบป้ายเขียนบนกระดาษเอสี่แปะบนเสาหน้าขายของที่ระลึก เขียนด้วยปากกาดำสั้นๆว่าสุขา ลูกศรชี้ไปทิศทางหนึ่ง ด้านล่างกระดาษเป็นภาพการ์ตูนน่ารักรูปแมวลายเสือ

            เดินผ่านอาคารเก่าไปเกือบสิบห้องจึงพบอีกป้าย ชี้เข้าซอกช่องว่างระหว่างตึก ผ่านซอกแคบเมตรครึ่งเข้าไป เพื่อที่จะเจอตึกเก่ากว่าตึกด้านหน้า อาคารสองชั้นสีเหลืองซีด รูปแบบเดียวกับด้านหน้าริมถนนไม่ผิดเพี้ยน สถาปัตย์ตกค้างยุคอาณานิคม เหนือขอบประตูมีแผ่นไม้ยาวหนึ่งเมตร อักษรจีนสามตัวเขียนด้วยสีดำ ผมอ่านไม่ออก ตะไคร่น้ำเกาะผนังลวดลายแปลกตา บางส่วนสีร่อนหลุด ประตูไม้ฉลุลายเถาวัลย์แบบจีนเปิดอ้าข้างหนึ่ง เมื่อมองลอดเข้าไปจึงพบว่ามันเป็นร้านหนังสือ ชะโงกหน้าเข้าไปดู แมวลายเสือนอนนิ่งบนโซฟาไม้บุนวม ผมเรียกหาใครสักคน มันเริ่มขยับตัว ลุกจ้องมา ทำเสียงขู่  ก่อนที่หญิงสาวจะเดินออกจากทางหลังบ้าน

            เธออยู่ชุดในบาบ๋า ผมไม่คิดว่าจะเห็นใครใส่นอกจากในช่วงงานประเพณีสำคัญ เสื้อสีชมพู ปักฉลุลายดอกดวงที่ผมไม่รู้ชื่อเรียกสีจัดจ้าน  นกยูงสองตัวแพนลำหางหลบด้านข้างเสื้อ แขนเสื้อยาวกรอมถึงข้อมือ มีลูกไม้ระบายร้อยปลายแขน ผมมองแนวร่องอกตามตะเข็บเสื้อด้านหน้าที่แหวกลงมาจนบรรจบกันตรงกระดุมเม็ดแรก ชายเสื้อด้านล่างจบที่สะโพก  เอวเข้ารูปรับกับผ้าปาเต๊ะเขียวปีกแมลงทับปักเลื่อมแพรวพราว สูงร้อยหกสิบปลาย ดวงตาชั้นเดียวเชิดเฉียงขึ้นเหมือนคนยโสโอหัง มวยเส้นผมดึงขึ้นเป็นรูปหอยโข่ง พวงดอกมะลิประดับรอบมวยผม ปักปิ่นเงินเสียบไว้ พอเมื่อปรายตาสำรวจถึงด้านล่าง เห็นรองเท้าส้นเตี้ยปักดิ้นเงินและร้อยเม็ดลูกปัดขนาดเล็กหุ้มปลายเท้ามิดชิด งามเหมือนหลุดจากศตวรรษก่อน เช่นนี้ผมเคยพบในงานแต่งงานที่เกาะปีนัง ที่นั่นเรียกคนที่เป็นเชื้อสายจีนผสมกับคนพื้นถิ่นว่าเปอรานากัน

            เธอเอ่ยบอกทางหลังจากที่ผมแจ้งความต้องการ ดุแมวเป็นภาษาจีน

            ระหว่างทำธุระด้านใน ยินเสียงการสนทนาภาษาจีน พยายามฟังว่าหญิงสาวพูดกับใคร อีกฝ่ายเสียงแหลมเล็ก ตั้งใจฟัง ผมหูเงี่ยฟังทั้งสองคุยกัน มันชัดเจน แมวใช้ภาษาจีน

            เพื่อให้แน่ใจ แง้มมองออกจากบานประตูห้องน้ำ ชัดเลยแมวพูดได้ ปากมันขยับ บ้าไปแล้ว

            ควรจะมีใครรับรู้ความประหลาดนี้ สมาร์ทโฟนอยู่ในมือ ชั่วนาทีเรื่องนี้จะไปไกล มันคือวิสัยปกติ เมื่อพบเรื่องราวแปลกประหลาด ผมมักพิมพ์ลงสเตตัสบอกเล่าแก่เพื่อนในเฟสบุ๊ค ยุคนี้ใครก็ทำกัน สมัยแห่งความเร็ว ใครมีเรื่องเจ๋ง เด็ด แปลก เล่าบอกผ่านโปรแกรมออนไลน์ เรียกยอดไลค์  ผมจะส่งข่าวใหญ่สู่โลกภายนอกจากบนโถส้วม

            สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่มี

            ผมเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ กลับออกไปจะพิมพ์เพื่อกระจายข่าวแก่ชาวโลกทันที ผมตั้งชื่อร้านหนังสือไว้ในใจ ร้านหนังสือแมวพูดได้ มันไม่เท่ ผมเปลี่ยนใหม่ ร้านหนังสือแมวจีน น่าจะพอได้ หลังออกจากห้องน้ำ ชวนเจ้าของร้านพูดคุย จึงรู้ว่าบรรพบุรุษลอยเรือสำเภอมาจากมณฑลฟูเจี้ยน

            ผมยังเก็บงำคำถามนิ่งไว้

            ตั้งแต่วันนั้น ผมกลายเป็นแขกประจำร้านหนังสือนี้ ที่ซึ่งผมตั้งชื่อร้านให้ว่า ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน

 

ถ้าเธอได้อ่านข้อความนี้ แสดงว่าเราต่างยังมีชีวิตอยู่ วันที่ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง… เรายังมีชีวิตอยู่

            ข้อความชุดนี้พาดบนปกสมุดทำมือเล่มเท่าหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คทั่วไป ภาพแมวลายเสือยื่นหน้าคล้ายทะลุออกจากปก ลายเส้นการ์ตูนล้อ ตัวเล็ก ขาลีบ หัวโต ถ้าผมไม่ได้ยินการสนทนาในวันนั้น ภาพปกสมุดทำมือเล่มนี้จะดูน่ารัก

            “ข้อความนี้คุณคิดเองรึเปล่า”  วางมันลงที่เก่า บนโต๊ะไม้ยาวที่เต็มไปด้วยนิยายเล่มโตปกแข็ง รอการเก็บเข้าชั้นหนังสือ “อ่านแล้วซึ้งดี”

            หญิงสาวผงกหัว ฉีกยิ้มเล็กน้อย แก้มด้านขวาเห็นรอยบุ๋มลักยิ้ม เธอใส่ชุดบาบ๋าเหมือนทุกครั้ง

            ไม่ได้ลืมความหลังที่เดินหนีมา ไม่มีทางลืมความรักตลอดสิบห้าปี ผมพบกับภรรยาตอนเรียนจบใหม่ๆ

เราเป็นเพื่อนของเพื่อนกันและกัน ทำความรู้จักในงานแต่งเพื่อน ในคืนหนาวกลางธันวาคม

สานสัมพันธ์เพียงหนึ่งปี ร่วมใช้ชีวิตคู่ รักใหม่โลดแล่น ทว่าเมื่อเข้าปีที่ห้า เราต่างพบว่าไม่ควรแต่งงานกัน  

ไม่มีอะไรเข้ากันได้  ฝืนมาจนถึงปีที่สิบห้า เธอเลิกที่จะทนก่อน รับใครอีกคนเข้ามาในชีวิต

            ผมจึงจากมา รอนแรมไร้ปลายทาง อยากหายตัว ใช้ชีวิตเดินทาง ให้จำนวนกิโลเมตรกลบทับจำนวนวันที่เคยใช้ชีวิตกับภรรยา กระทั่งถึงภูเก็ต กระทั่งพบร้านหนังสือประหลาด เจ็บปวดจึงบรรเทา แต่มันยังคงอยู่ คล้ายถอนฟัน ความจริงการถูกดึงฟันออกจากเหงือกนั้นทรมานแต่ยาชาช่วยเราไว้  เราจึงไม่รู้ว่าทรมานแค่ไหน

            ทุกวัน ยามเช้า ผมออกจากเกสเฮาส์มุ่งตรงมาที่นี่ บานประตูไม่เคยปิด เปิดแง้มไว้หนึ่งด้านเสมอ แมวต้อนรับด้วยประโยคทักทายชาวจีน  เราเริ่มคุ้นเคยกันตั้งแต่ครั้งที่สองที่ผมย้อนกลับมา  แสร้งทำไม่ประหลาดใจ หากแต่ลึกแล้วยังหวาดกลัว

            แมวทักทายอีกยืดยาว ผมฟังไม่รู้เรื่อง ยิ้ม ค้อมหัวให้เป็นเชิงทักทายกลับ คิดว่าควรเริ่มต้นเรียนภาษาจีนเพื่อคุยกับมัน

            “ไม่มีใครรู้จักที่นี่สักคน”  ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ที่วางแขนประดับมุก “ผมเล่าให้เจ้าของเกสเฮาส์ฟัง เขาว่าเข้ามาซอกตึกนี้ไม่มีบ้านคน หรืออาจเคยมี แต่ตอนนี้ไม่มี ผมเถียงเขาจนถึงขั้นโมโห พนักงานร้านสะดวกซื้อด้วย ผมเล่าว่าในซอกนี้มีร้านหนังสือ เขาว่าผมโกหก”

            “ร้านหนังสือเหมาะกับคนรักหนังสือ”  หญิงสาวเอ่ย เสียงเธอคล้ายท่วงทำนองกู่เจิง บางครั้งเร่งเร้า บางครั้งเอื่อยเฉื่อยเหงา “คุณมาที่นี่แล้วกี่วัน”

            ผมยกนิ้วมือขึ้นนับ “แปดวัน”

            “เห็นมีคนอื่นเข้ามาไหม”

            ผมคือคนแปลกหน้าที่เข้ามายังอาณาจักรประหลาด หญิงสาวในชุดบาบ๋าสีชมพู แมวลายเสือพูดภาษาจีน หนังสือที่เห็นก็เป็นเพียงนิยายอ่านเล่นของไทยและตะวันตก เรื่องแปลกำลังภายในยุทธจักรของจีน นอกจากนั้นยังไม่เจอประเภทอื่น

            ผมใช้เวลาเกือบทั้งวันจมในความมืดอับ รำไรด้วยแสงที่ลอดช่องประตูไม้ฉลุ กับแสงไฟจากหลอดกลมแบบไส้ขดลวดโทนส้มหม่นยามค่ำในอาณาจักรลึกลับภายใต้หลังคาตึกเก่าโบร่ำโบราณ เปิดอ่านนิยายหลายเล่ม พลิกเปิดเพื่อที่จะวางหยิบเล่มใหม่ สนใจตัวเธอและแมวมากกว่าอื่นใด บางทีผมอาจเริ่มชอบความประหลาดเบื้องหน้า

            “ไม่เคยเห็นคุณออกข้างนอก วันนี้ไปไหม เขากำลังประดับโคมรับตรุษจีน”

             หญิงสาวกำลังเขียนหน้าปกสมุดทำมือ แมวพูดอะไรบางอย่าง หญิงสาวหันไปเอ็ด

            “บอกให้มันพูดไทยบ้าง” ผมหงุดหงิด

            เธอยิ้ม “มันบอกว่าพวกเราน่าจะไปเดินเล่น แต่ฉันยังวาดหน้าปกนี้ไม่เสร็จ”

            ระหว่างรอผมควรจะเขียนเรื่องนี้ ผ่านมาอาทิตย์กว่า ผมยังไม่เริ่มต้น ควรมีใครสักคนที่ได้รับรู้ ผ่องถ่ายความอึดอัดช่วงเวลาที่รอคอย ผมจะเขียนยัดลงส่งกล่องข้อความเพื่อนสนิท

            ผมเปิดสมาร์ทโฟนเพื่อเข้าโลกออนไลน์

            ไม่มีสัญญาณ

 

จากคนเดิมมาเพื่อมานอนหนุนตักอีกคน ผมหนีโลกจริง สู่โลกจริงที่พิศดารกว่า หนุนตักหญิงสาวเจ้าของร้านหนังสือ ร่างสัญญาปากเปล่า เซ็นลายมือชื่อบนอากาศ ตกลงถึงความเป็นเพื่อน

            อาชีพราชการกำลังไปด้วยดี ผมทำงานอยู่กองโยธาของสำนักงานเขตดุสิตในกรุงเทพมหานคร  สุขบ้างทุกข์บ้าง  จนกระทั้งวันที่กลับบ้านผิดเวลา คล้ายละครโทรทัศน์ ผมเดินเข้าบ้านตรงเข้าครัวเพื่อดื่มน้ำ พบเธอกับเด็กหนุ่มเปลือยร่างร่วมเพศกัน ต่างคนต่างตกตะลึง ผมโกรธ ก่นสาปแช่งทั้งสอง แต่ก็เท่านั้น เด็กหนุ่มใส่กางเกงยีนต์วิ่งแทรกตัวผมออกไป ทิ้งกางเกงในสีดำไว้เพื่อย้ำว่าภรรยาผมนอกใจ

            และเป็นผมเองที่ผิด เธอบอกเช่นนั้น ผมดื่มจัด สูบบุหรี่วันละสองซอง บวกโรคประจำตัว ไอ้จ้อนผมเลิกแข็งมานานหลายปี  เธอต้องการ ผมไม่ตอบสนอง นั่นแค่ข้ออ้าง เราเข้ากันไม่ได้นานแล้วเธอรู้ดี ทะเลาะกันบ่อยครั้ง สองปีหลังเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกัน  เธอใช้เวลาบนเตียงหมดไปกับโลกออนไลน์บนสมาร์ทโฟน หัวเราะ ยิ้ม พูดงึมงำคนเดียว ครั้งหนึ่งภรรยาผมลืมล็อคเอ้าท์ออกจากเฟสบุ๊ค ผมแอบดู เห็นหนึ่งข้อความเข้ามา จากชายหนุ่มที่ชื่อว่าสมิธ ชัยบัญชา  ไร้ข้อความใด มีไอค่อนใบหน้ายิ้ม เมื่อไล่อ่านข้อความเก่าๆย้อนไป ว่างเปล่า  รอยยิ้มนั้นต้องมีที่มาที่ไป อยู่ๆใครจะส่งเพียงยิ้ม สมิธ ชัยบัญชา ยิ้มของเขาฆ่าผม

            ผมกำลังนอนหนุนตักอีกคน เพื่อเล่าเรื่องอีกคนให้ฟัง           

            “เจ็บปวดยิ่งกว่าอะไร คือการโยนความรักขึ้นไปบนอากาศ ร่วงหล่นลงมาโดยไม่มีคนคอยรับ”  เธอว่า ดวงตาเชิดเฉียงนั้นหม่นอย่างบอกไม่ถูก พลางนึกถึงดวงจันทร์คืนวันเพ็ญ สวยและเศร้า  “เราต่างพบกันเพื่อจาก”

            “ผมเรียกชีวิตคู่ตัวเองว่าโศกนาฏกรรมรัก อาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่มันก็พาชีวิตผมกระเซอะกระเซิง”

            “สองทางเลือก จะเดินหนีหรืออยู่รอเธอกลับมาเป็นคนเดิม”

            พัดลมทองเหลืองหมุนเสียงครางหึ่ง

            “พรุ่งนี้อาจเดินลงทะเล ให้จบเรื่องราว”  เมื่อความหลังกลับเข้ามาปะทะ น้ำตาผมไหล น่าตลก ผมอยู่กับอีกคนเพื่อเล่าเรื่องอีกคน

            “หรือความตายไม่เป็นคำตอบ คงค้างในใจเราเรื่อยไป”

            เรานั่งบนพื้นพรมกลางตัวตึก ผนังสองด้านอัดแน่นด้วยหนังสือ ฟากหนึ่งนิยายไทย  อีกซีกเป็นนิยายแปลโรแมนติกและจีนกำลังภายใน มุมหนึ่งกองหนังสือเริงรมย์เล่มบางไว้เป็นตั้ง เพดานพื้นชั้นสองถูกทาสีเขียวใบเตย เก่ากระด่างกระดำ ผมนอนหนุนตักหญิงสาวผู้ยังไม่รู้จักชื่อ ใส่ชุดบาบ๋าทุกวันตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ความสัมพันธ์เรารุดหน้า แต่เป็นแค่เพื่อน เธอไม่มีทีท่า ส่วนผมยังปวดแปลบกับชีวิตคู่ที่ล้มเหลว ผมเล่าถึงชีวิตตนเองอย่างเปิดเปลือย ตรงกันข้าม หญิงสาวที่ผมตั้งชื่อว่าเหมยดูมืดดำ ลึกลับราวกับหลุดจากหนังสือสักเล่มในร้าน ตัวละครว้าเหว่เก็บเงียบความรู้สึก กับแมวอีกตัวที่แสนมหัศจรรย์ ผมเรียนรู้สื่อสารกับแมวได้เร็ว เรียนคำง่ายๆในภาษาจีนฮกเกี้ยน เช่น คำทักทาย กิน นอน เดิน หิว เบื่อ คำด่าอีกสองสามคำที่มันชอบสบถ ที่นี่ดูเว้าแหว่งพิกล

            ภูเก็ต นอกจากในร้านหนังสือกับร้านกาแฟปลายถนนถลาง ผมก็ไม่มีที่อื่นอีก  บางวันอาจจะออกนั่งเล่นตามหาด ผมอยู่ได้ไม่นาน โลกจริงร้อนแรงวุ่นวาย เราเคยมาภูเก็ตตอนรักกันปีแรก ผ่านร้านนั้นก็เศร้า ร้านนี้ความหลัง ตรงหาดโน้นความทรงจำ เราสองคนแยกร่างกระจัดกระจายทั่วเกาะ เป็นร่างหลอกหลอน เธอโทรมาหลายครั้งในช่วงสองเดือน ผมกดสายทิ้ง เลิกเคลื่อนไหวในเฟสบุ๊คนานแล้ว ถ้าเขียนอะไรคงไม่พ้นการเสียใจ  ติดต่อเพื่อนสองสามคนที่คุ้นเคยเท่านั้น  ซ่อนตัวเนียนเช่นจอมยุทธ์ โลกผมหมุนช้าลง

            “ถ้าผมหายไปในทะเล โลกคงไม่เศร้า” 

            “หรือเธออาจรอการกลับมาของคุณ”          

            ผมหัวเราะหยันตัวเอง “เธอน่าจะรอ สมิธ ชัยบัญชามากกว่า”

 

นั่งอยู่ในร้านกาแฟ สามร้อยเมตรจากร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน มองจากตรงนี้ถนนถลางสวยราวภาพวาด หากเขี่ยรถยนต์ออกหมด คงเหมือนเดินเข้าสู่ยุคเริ่มต้นของภูเก็ต ความต้องการดีบุก แรงงานชาวจีนอพยพ การค้าที่รุ่งเรือง เรือสำเภาเต็มท้องทะเล

            เรื่องเล่าผมคงดูเป็นจินตนาการ ไม่มีใครเชื่อ ชายหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ เด็กลูกจ้างชาวพม่า ทั้งสองไม่เชื่อเรื่องร้านหนังสือในซอกเล็ก ผมอธิบายซ้ำๆ ตรงนั้น ตึกเก่าตรงตู้ไปรษณีย์  ด้านข้างมีซอกแคบๆ ข้างร้านชื่อนั่งเล่น เดินเข้าไปจะเห็นตึกทรงเดียวกันกับด้านหน้า อาคารชั้นสอง ร้านหนังสือเก่า เปิดประตูฉลุลายจีนแง้มไว้บานเดียวตลอดเวลา แมวลายเสือหนึ่งตัว เจ้าของร้านเป็นหญิงสาวสวมชุดบาบ๋าชมพูทุกวัน

            เรื่องเล่าผมราวกับมาจากหนังแฟนตาซี

            “ไปไหม ผมจะพาเดินไปดู”  เริ่มโมโห เห็นผมเป็นคนหลอกลวงหรือไง

            เด็กพม่าลูกจ้างส่ายหัว ผมตะโกนเข้าในตัวร้านชวนหนุ่มเจ้าของร้าน เขาส่ายหัว เหลวใหล เหลวใหล ได้ยินเขาพูดแบบนั้น

            วางเงินค่ากาแฟ หงุดหงิดที่ไม่มีใครเชื่อ ซ้ำร้ายกลายเป็นว่าคำพูดใดอื่นผมนั้นเชื่อถือไม่ได้อีกแล้ว เมื่อถึงร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน ผมเล่าเรื่องที่สนทนาเมื่อครู่ เธอฉุนเฉียว ก่อนจะสงบลงในเวลาอันสั้น

            “ร้านหนังสือมันเหมาะกับคนรักหนังสือ คราวหลังอย่าไปเล่าอีก” 

            ผมทิ้งตัวนั่งกับพื้นพรม เอาคางเกยโต๊ะที่เธอกำลังใช้วาดภาพ  หันไปทักทายแมวด้วยภาษาจีน

            “ทำไมไม่มีใครรู้จักที่นี่เลย” 

            สมุดทำมือเล่มใหม่เป็นภาพหอนาฬิกาที่ตั้งกลางวงเวียนห้าแยก ลายเส้นปากกาดำดูยุ่งเหยิงทว่าเด็ดเดี่ยว  ผมจำได้หอนาฬิกาของเมืองที่เธอกำลังวาด “มันหยุดเวลาที่เก้าโมงยี่สิบห้านาที บางทีมันควรมีที่มา”

            “มันมีที่มา”  หญิงสาววางปากกา

            “อาจเป็นเวลาที่ย่ามุกย่าจันได้รับชนะ เวลาคร่าวๆ…ควรจะมีใครขึ้นไปซ่อมนาฬิกา”

            “เคยมี แต่ซ่อมไม่ได้”

            มือหญิงสาวจรดปากกาเขียนถ้อยคำประกอบปกสมุดทำมือเล่มใหม่‘เวลาไม่หยุดคอยใคร แต่อาจมีบางทีที่หยุดรอใครบางคน’

            “เวลาไม่เคยหยุดรอใคร เรามักจินตนาการไปเอง” ผมบอก “มักเชื่อว่าต้องมีสักครั้งที่หยุดเวลาเพื่อรออะไรได้ ทั้งที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่นั่นล่ะ ลึกๆเราพยายามจะให้มันเกิดเรื่องมหัศจรรย์ ถูกไหม บางคนอยากหยุดเวลาเพื่อเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์บางอย่างที่เขารู้ล่วงหน้าแล้ว บางคนยิ่งกว่า พยายามจะย้อนเวลา”

          “อากาศข้างนอกเป็นยังไงบ้างวันนี้” หญิงสาวยิ้ม

            “พวกเขาจะย้อนกลับไปแก้ไขบางเรื่องที่ไม่ชอบใจ แต่โลกไม่ใช่เฟสบุ๊ค จะลบบางเรื่องที่โพสต์ไปแล้วเมื่อวานไม่ได้”

            “ที่ปีนัง ผู้ชายคนหนึ่ง…”  หญิงสาวเว้นวรรคคำพูด ทอดสายตามองชั้นหนังสือ “เขาส่งจดหมายที่เขียนความในใจ เล่าเรื่องต่างๆ คล้ายสมุดบันทึก ส่งหาหญิงคนหนึ่งทุกอาทิตย์ทั้งที่สามารถเดินไปบอกเธอเองได้ อยู่ห่างกันแค่สองถนนกั้น แต่เขาเลือกที่จะเขียนจดหมาย ไปรษณีย์มารับทุกเช้าวันจันทร์ และไปถึงมือหญิงสาววันพุธ เขารอคอยอย่างใจเย็น เลือกที่จะไม่ระบุชื่อที่อยู่คนส่งเป็นเวลาเจ็ดปีเต็ม”

            “เจ็ดปี เวลาอันยาวนาน”

            “เขาผ่านเวลายาวนานอย่างใจเย็น จนกระทั่งท้ายสุด ความรักก็เกิดขึ้นแต่ไม่ใช่กับเขา บุรุษไปรณีย์คือคนรักของหญิงสาวคนนั้น”

            “น่าเศร้า”แมวพูด

            ผมหันไปยังโซฟาที่แมวนอนอยู่ทันที  รู้สึกตื่นเต้น  “มันพูดภาษาไทยได้แล้ว”

            “และมันควรต้องหัดเรียนรู้อีกหลายเรื่อง เช่นการจับหนูในครัว” เธอเอ่ย  “ชายหนุ่มคนนั้นบอกกับคนอื่นว่า ถ้าเป็นไปได้เขาอยากหยุดเวลาไว้แค่จดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียน เป็นความทรงจำที่สวยงาม แต่นั่นล่ะ ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง หญิงสาวอาจหมดความอดทน จนสืบรู้ว่าเจ้าของจดหมายคือใคร ตามหาเขาถึงบ้าน มอบความรักคืนกลับ”

            “ถ้าย้อนได้ ผมยังคงเลือกเดินเข้าไปคุยกับภรรยาในคืนแต่งงานเพื่อน และถ้าหยุดได้ ผมเลือกหยุดขาตัวเองวันนั้น วันที่เลิกงานเร็ว หยุดแค่รั้วบ้าน เดินไปหาเหล้ากิน จะได้ไม่ต้องเห็นภาพบนพื้นห้องครัว”

            “ทุกคนต่างอยากย้อนหรือหยุดเวลาเพื่ออะไรสักครั้งในชีวิต”

 

ผมจากหญิงหนึ่งคนเพื่อกลับมาหาหญิงอีกคน  พบเพื่อหย่าร้าง เสร็จธุระแล้วจะลงภูเก็ตทันที ผมรู้สึกกระวนกระวาย ใบหน้าสาวหมวย ฝีปากแดง ดวงตาเชิดเฉียงคู่นั้น ในชุดบาบ๋า กลิ่นอับชั้นหนังสือ ผนังเก่ากร่อนสี ความอบอุ่นระหว่างเพื่อน แมวลายเสือพูดภาษาจีน

            อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เปิดเฟสบุ๊คไล่อ่านข่าวสารความเคลื่อนไหว เรื่องเล่ามหัศจรรย์เกินกว่าจะเขียนลงสเตตัสเผยแพร่แบบสาธารณะ ผมพิมพ์เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดให้เพื่อนฟังเมื่อสองวันก่อน ยัดลงกล่องข้อความ เป็นเรื่องลับระหว่างผมกับเพื่อน  เขาพิมพ์กลับมาสั้นๆ ไร้สาระ และเป็นเขาเองที่เมื่อเช้าส่งลิ้งค์วิทยานิพนธ์ชิ้นหนึ่งกลับมา  เปิดอ่านดู พบช่วงตอนหนึ่งอ้างอิงจากบันทึกชื่อ “บ้านเริงจิตในความทรงจำ” รูปแบบการเขียนเป็นแบบจดหมาย

 

บ้านเริงจิต ถนนถลาง 2525

 

            ผมเป็นคนรุ่นที่สองของตระกูล ลูกคนสุดท้องจากทั้งหมดแปดคน เกิดในปี2488 บ้านเราตั้งอยู่บนถนนถลาง ลงหลักปักฐานที่ภูเก็ตก่อนผมเกิดสี่สิบปี เริ่มต้นด้วยการค้าขายสินค้าเล็กน้อย เดินทางไปมากับเกาะปีนัง เริงจิตไม่ใช่นามสกุล พวกเราแซ่ตันมาจากฟูเจี้ยน  เพิ่งเปลี่ยนมาใช้นามสกุลแบบไทยว่าตันเริงจิต…กรรมกรจากกรุงเทพที่ถูกพาลงมาไม่มากพอ  ท่านคอมซิมบี้ ณ ระนอง ผู้ดูแลมณฑลเวลานั้นจึงจัดส่งเรือไปรับผู้ต้องการโยกย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนแถบชายฝั่ง ช่วงนั้นเหมืองแถบนี้เริ่มรุ่งเรือง มีความต้องการแรงงานมากการค้าการขายพลอยเติบโตรวดเร็วไปด้วย… หลังจากก่อตั้งโรงหนังเริงจิต ซึ่งเป็นสถานที่ฉายหนังแห่งแรกของเมือง คนทั่วไปจึงเรียกครอบครัวเราว่าบ้านเริงจิต มันตั้งอยู่มุมหนึ่งของวงเวียนสุรินทร์หรือวงเวียนหอนาฬิกา  และปิดตัวลง…

          ผมอ่านผ่านๆ จนไปหยุดความสนใจในส่วนที่พูดถึงหอนาฬิกา

          …หอนาฬิกาถูกสร้างขึ้นเพื่อความพร้อมเพรียงหรือการนัดหมายเรื่องต่างๆ เข็มหมุนเรื่อยมาไม่เคยหยุดจนกระทั่งเกิดเหตุร้ายขึ้น… เมื่อครั้นผมยังเป็นเด็ก ผมเองจดจำได้แม่นแม้ยังเล็กนัก เกิดเหตุการณ์ระทึกหัวใจชาวเมืองขึ้นที่นี่ หอนาฬิกา

          ตอนนั้นผมอายุหกปี เป็นเช้าที่อากาศดี บ้านเมืองเพิ่งพ้นภาวะสงครามโลกไปไม่นานนัก หญิงคนหนึ่งชื่อสุ่ย เธอเป็นสาวบ้านตระกูลตัน มาจากฟูเจี้ยนเหมือนผม เหมือนคนจีนเกือบทั้งเกาะภูเก็ตนี่แหละ  เธอสาว สวย พ่อของเธอมีโรงพิมพ์บนถนนเส้นเดียวกับบ้านผม และเธอเปิดร้านหนังสือ ตอนนั้นมีร้านหนังสือเพียงสองร้าน ของเธอกับเส้งโห เส้งโหเปิดก่อนราวสิบปีเศษ ร้านเธอมีขนาดเล็กกว่า ขายหนังสือพิมพ์จีน หนังสือพิมพ์ไทยจากพระนคร และนิยายมากมาย พวกหนังสืออ่านเล่นเล่มบางๆเยอะแยะ ผมเดินจากบ้านไปสิบนาทีก็ถึง ไปทุกวันเพื่อซื้อหนังสือพิมพ์ให้ป๊า

          และจนวันหนึ่งก็เกิดร้ายกระจายทั่วเมือง สุ่ยปีนขึ้นไป ผูกผ้ากับลำคอแล้วห้อยตัวลงมา ผมออกจากบ้านไปทันเห็นร่างโตงเตง  แน่นอนเธอเสียชีวิต เป็นเวลาเก้าโมงเกือบครึ่ง เมื่อสืบเรื่องราวย้อนกลับไป ได้ความว่าเธอหมดแรงรอคอยคนรักที่หายไปกับสงคราม แฟนหนุ่มของเธอเป็นนายทหารอังกฤษ พบกันก่อนสงครามปะทุสามปี จนคล้อยหลังสงครามเลิกไปกว่าสามปี เขายังไม่กลับมา

          เรื่องนี้ผมควรบันทึกเอาไว้ ใครจะไม่เชื่อก็ตามใจท่านเถิด ทว่าเข็มนาฬิกาได้หยุดลงเวลานั้น แม้จะส่งช่างขึ้นไปดูกี่คนก็เหลว ช่างนาฬิกามือดีจากเกาะสิงคโปร์ก็หมดปัญญาที่จะค้นหาว่าเหตุใดมันจึงหยุดนิ่ง…

…………………………………………….

         มีภาพข่าวหนังสือพิมพ์จีนท้องถิ่นลงรูปภาพหอนาฬิกา เป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กตั้งสูง มีลำโพงสี่ดอกด้านบน เมื่อตอนที่ผมไปเห็นมันเปลี่ยนไป มีการก่อสร้างขึ้นใหม่ หนาอ้วน ทำลวดลายปูนคล้ายกลุ่มอาคารเก่ากลางเมือง มีภาพใบหน้าหญิงที่ชื่อสุ่ยวางประกอบกันด้านมุมซ้าย

            เหมือนหัวใจผมหยุดเต้น

            ผมอ่านต่อไปอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นผู้เล่าก็พูดถึงชีวิตของคนในตระกูล นี่คือบันทึกที่เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรีของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ชื่อ  “การตั้งฐานถิ่นของชนฮกเกี้ยนบนเกาะภูเก็ต”

            เก็บกระเป๋า เตรียมบินสู่เกาะฝั่งอันดามัน เพื่อควานหาคำตอบบางอย่างจากร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน และประโยคบนหน้าปกสมุดทำมือที่เป็นภาพหอนาฬิกาก็แวบเข้ามา

            เวลาไม่หยุดคอยใคร แต่อาจมีบางทีที่หยุดรอใครบางคน

           

ไม่มีใครตายเพราะใครอีกคนจากไป อาจเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่กับหญิงสาว ผมกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง ชั้นล่างของตึกเก่าสองชั้นชิโน-โปรตุกีส เรานั่งบนพื้นพรมกลางตัวตึก ผนังสองด้านอัดแน่นด้วยหนังสือ ฟากหนึ่งนิยายไทย  อีกซีกเป็นนิยายแปลโรแมนติกและจีนกำลังภายใน มุมหนึ่งกองหนังสือเริงรมย์เล่มบางไว้เป็นตั้ง เพดานพื้นชั้นสองถูกทาสีเขียวใบเตย เก่ากระด่างกระดำ ผมนอนหนุนตักหญิงสาวที่ชื่อสุ่ย ใส่ชุดบาบ๋าทุกวัน ที่นี่ดูเว้าแหว่งพิกล

            ก่อนหน้านี้ ผมเปิดประตูเข้ามา ยื่นเนื้อความบันทึกของบ้านเริงจิตที่ปริ๊นท์ลงกระดาษให้เธอ

            “ความหมายของชื่อ  สุ่ย แปลว่าอะไร”

            “น้ำ”

            “…จะรอเขาอีกนานไหม”

            “ไม่กลัวผีหรือไง” 

            แมวลายเสือลุกอย่างเกียจคร้าน กระโดดลงจากเก้าอี้นวม ทอดน่องแช่มช้ามานั่งบนตักสุ่ย สมุดทำมือเล่มใหม่วางอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่น คราวนี้จะรูปอะไร จะเป็นข้อความอะไรบนปกนั้น

            ฉันรอเพื่อรอ

            สุ่ยพบคนรักที่ปีนังขณะไปเยี่ยมญาติ เขาเป็นทหารอังกฤษที่ประจำการที่นั่น พบกันเพื่อจากลา ทหารอังกฤษคนนั้นเดินทางมาหาเธอที่ภูเก็ตบ่อยครั้ง แต่ไม่กลับมาอีกเลยหลังสงครามจบ เขาอาจตายที่ไหนสักแห่ง หรือกลับมาตุภูมิ ทำความรักหล่นระหว่างโดยสารเรือของกองทัพ ไม่มีวันรู้ว่าใครบางคนหยุดเวลาเพื่อรอ

            การหยุดของเวลาที่หอนาฬิกา อนุสรณ์สถานรัก คาดหวังว่าในวันหนึ่งเมื่อเขากลับมาจะได้รู้ว่าเธอรออยู่ ผมนึกถึงนวนิยายสุดรันทดของทมยันตี นายทหารหนุ่มแดนปลาดิบ รักกับหญิงสาวชาวพื้นเมือง ท้ายสุดมีฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต ละครบทนี้แทบไม่ต่างกัน

            “จะรออีกนานแค่ไหน” คำถามผมแผ่วเบา  เหมือนกระซิบจากปลาดาวถึงท้องทะเล

            วันนี้ พรุ่งนี้ หรือ บางทีตลอดไป สุ่ยไม่ได้ตอบ ผมคาดเดาจากรอยยิ้ม มีสองสิ่งในโลกที่มีพลังมหาศาล หนึ่งความจริง สองความรัก เธอจะยังคงอยู่เพื่อรอใครบางคน

 

เวลาไม่หยุดคอยใคร แต่อาจมีบางทีที่หยุดรอใครบางคน เป็นวันอาทิตย์ที่ผมออกไปเดินเล่นบนถนนคนเดินและพบข้อความนี้ กับลายเส้นปากกาดำภาพหอนาฬิกาบนปกสมุดทำมือ เด็กสาวกลุ่มหนึ่งนั่งขายในงานถนนคนเดิน ผมหยุดจับขึ้นมาดู ได้กลิ่นอับของหนังสือเก่า เห็นเสี้ยวแสงลอดช่องประตูฉลุลวดลายจีนทาบลงบนปก หอมดอกมะลิ แวววับของลายปักบนตัวเสื้อบาบ๋าสีชมพู ดวงตาเชิดเฉียงชั้นเดียว แดงสดบนริมฝีปาก

            ผมคิดไปเอง เบื้องหน้าเป็นเด็กสาวกับสมุดทำมือ

            “เราทำกันเอง ช่วยซื้อหน่อยนะคะคุณน้า”  น้ำเสียงออดอ้อน ผมเงยหน้ามองเด็กสาวสวมแว่นขอบสีดำ เปรยยิ้มบางเบา เธอไม่มีอะไรคล้ายสุ่ย นอกจากดวงตาชั้นเดียว

            หอนาฬิกากำลังถูกผลิตซ้ำอีกบนปกสมุด จ่ายเงินซื้อหนึ่งเล่ม ผมขอเขียนข้อความเอง เด็กสาวยินดี ผมจ่อปากกาดำลงหน้าปกสมุดทำมือ

            แต่อับจนถ้อยคำ ปล่อยให้มันว่างเปล่า

           

ลมอันดามันพัดแรงในตอนค่ำ ตึกเก่าตลอดสายเปิดไฟหลายสี กลิ่นอดีตถูกเก็บลงกล้องถ่ายภาพจากมือผู้เดินทางผ่าน ผมเดินกลับเข้าร้านหนังสือลึกลับ ไม่คิดบอกเล่าเรื่องไร้สาระให้ใครฟังอีก เจ้าของร้านกาแฟกับลูกจ้างชาวพม่าด้วย พวกเขาเย้าหยอกว่าค่าน้ำไฟที่นั่นเสียเดือนละกี่บาท เจ้าของร้านเป็นคนมาใหม่ของเกาะนี้ มาอยู่เพียงสิบปีเศษ สุ่ยไม่เคยปรากฎในร้อยพันเรื่องเล่าของภูเก็ตที่เขาได้รับรู้มา

            พบสัญญาณอินเตอร์เน็ตในร้านหนังสืออับแสง หลอดไฟแบบไส้สลัวส้มกลางร้าน แมวลายเสือเกียจคร้านนอนที่เดิม เมื่อแมลงวันตอมหน้ามันสถบเป็นภาษาจีนสี่ห้าคำ

สุ่ยนั่งมุมเดิม ขัดสมาธิบนพื้นพรม นั่งวาดภาพอะไรสักภาพบนโต๊ะญี่ปุ่น นานครั้งจะเงยหน้าขึ้นมองผม เผยลักยิ้มที่มุมขวา เธอน่ารัก แต่สำหรับผม เธอเหมาะที่จะเก็บไว้คิดถึงมากกว่าเป็นคนรัก

            เปิดเฟสบุ๊ค ผมนั่งพิมพ์เหตุการณ์ทั้งหมดทุกรายละเอียดตั้งแต่เริ่มต้น วันที่หนึ่ง สอง สาม ห้า หก เรื่อยมาถึงปัจจุบัน  บรรยายทุกอย่างที่เห็น บรรยากาศร้านหนังสือแห่งนี้ หญิงสาว แมว เรื่องการรอคอย หอนาฬิกาที่หยุดเดิน ผมกดปุ่มโพสต์เมื่อพิมพ์เสร็จ บันทึกเรื่องราวนี้ไว้กับโลก

            และตั้งค่าให้เห็นเฉพาะตัวเอง              

 

……………………………………………………

 

– สมิธ ชัยบัญชา เป็นชื่อตัวละครจากนิยายที่กำลังรอ การตีพิมพ์(ในขณะนั้น) เรื่อง สนไซเปรส ของจิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์
-วิทยานิพนธ์ “การตั้งฐานถิ่นของชนฮกเกี้ยนบนเกาะภูเก็ต” ไม่มีอยู่จริง
-โรงหนังเริงจิตและคน บ้านเริงจิต จริงมีอยู่จริง ปัจจุบันทายาทใช้นามสกุล เลิศพูนสวัสดิ์

-ปัจจุบัน “นาฬิกาที่หาช่างซ่อมไม่ได้” ดัดแปลงเป็น “ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน” และรวมเล่มในหนังสือชื่อเดียวกัน เป็นหนึ่งในหนังสือที่เข้ารอบ Longlist S.E.A Write 2017
FB ผู้เขียน : https://www.facebook.com/profile.php?id=100000574710763
-ขอบคุณรูปหอนาฬิกาจาก https://gellygift.files.wordpress.com/2014/05/000030-e1401384379202.jpg