App Store for DNA – กิมมิคทำเงินหรือข้อมูลมีค่าสำหรับเรา

อยากรู้ไหมครับว่าตัวเองมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนในการรับเอาโรคทางพันธุกรรมมาจากพ่อแม่?

รวมทั้งความเสี่ยงในการส่งต่อโรคร้ายแรงสู่ลูกหลาน อาการแพ้อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรุนแรง เป็นคนจำพวกชอบนอนดึกหรือเปล่า (อันนี้ที่จริงน่าจะรู้ตัวเองนะ) เป็นคนตอบสนองต่อการออกกำลังกายได้ดีแค่ไหน ความเสี่ยงในการป่วยเป็นมะเร็งหรือโรคหัวใจเป็นอย่างไรบ้าง แม้แต่ข้อมูลที่ว่าคุณมีเชื้อสายมาจากมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) กี่เปอร์เซ็นต์ในร่างกาย เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลส่วนตัวที่หลบซ่อนตัวอยู่ใน DNA ของเราทั้งนั้น โดยเมื่อก่อนเราไม่สามารถล่วงรู้ถึงมันได้ เพราะการตรวจ DNA เพื่อดึงเอาข้อมูลเหล่านี้ออกมามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง รวมทั้งความเข้าใจของเราเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้ที่ค่อนข้างจำกัด

Helix (บริษัทที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก Illumina ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับ DNA Sequencing รายใหญ่ของโลก) ได้สร้าง App Store สำหรับนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่เจาะจงไปที่การใช้ข้อมูลจาก DNA ของลูกค้า เพื่อนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่างๆ โดยขั้นตอนการทำงานของมันคือ ให้ลูกค้าซื้อชุดอุปกรณ์เก็บ DNA ของบริษัทในราคา 80 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ​ 2,800 บาท) ซึ่งจะถูกนำมาส่งที่หน้าบ้านโดยไปรษณีย์ เพื่อความแม่นยำของข้อมูล DNA ลูกค้าต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 30 นาที ก่อนจะเก็บตัวอย่างน้ำลาย โดยการเอาก้านสำลีกวาดบริเวณกระพุ้งแก้ม แล้วเก็บใส่กล่องส่งกลับคืนให้บริษัท Helix พวกเขาก็จะจัดการอ่านข้อมูล DNA ออกมาแล้วเก็บใส่คลังข้อมูลไว้ ไม่มีการวิเคราะห์หรือรายงานผลอะไรกลับคืนมาให้เรา (อ้าว?)

 

ประเด็นคือ หลังจากนั้นบริษัทที่เป็นพันธมิตรก็จะดึงผลลัพธ์ข้อมูลบางส่วนออกมานำไปพัฒนาในแอปพลิเคชันของตัวเอง เพื่อนำมาขายต่อให้ลูกค้าเป็นออปชันเสริม ‘จ่ายเมื่ออยากรู้’ และทาง Helix เองก็รับเงินส่วนแบ่งจากรายได้ตรงนี้มากกว่า 30% (โมเดลเหมือนกับที่ Apple ได้รับกำไรจากการขายแอปฯ บน App Store ทุกวันนี้)

 

ใน DNA ของสิ่งมีชีวิตชั้นสูง (สิ่งมีชีวิตที่มีนิวเคลียสในเซลล์) จะมีชุดข้อมูลทางพันธุกรรมที่เรียกว่า จีโนม (genome) อยู่ในนั้น จีโนมของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะแตกต่างกัน และสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็จะมีขนาดของจีโนมแตกต่างกันด้วย ชุดข้อมูลตรงนี้คือข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้าง และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง เรียกอีกอย่างหนึ่งคือ จีโนมเป็นพิมพ์เขียวของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง และจีโนมยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นยีน (gene) และไม่ใช่ยีน

จากบทสัมภาษณ์ เจย์ แฟลตลีย์ (Jay Flatley) ประธานบริษัท Helix กล่าวว่า ตอนนี้ทางบริษัทได้ทำการจัดเรียงข้อมูลทั้ง 22,000 ยีนที่อยู่ในจีโนม และอีก 400,000 กว่าแห่งที่พวกเขาเชื่อว่า เป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่าใน DNA ของลูกค้า โดยชุดข้อมูลตรงนี้ (เขาเรียกมันว่า exome+) ซึ่งยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยในการเข้าใจจีโนมของมนุษย์ว่ามันมีข้อมูลอะไรแฝงอยู่บ้าง เขาบอกว่าในเวลานี้เรายังเข้าใจมันไม่ถึง 2% ของทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ แต่ต่อไปในอนาคต 10-15 ปีข้างหน้า เราจะสามารถทำความเข้าใจจีโนมมากขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นข้อมูลหลายๆ อย่างจะช่วยอธิบายมนุษย์แต่ละคนได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้นไปด้วย และความเป็นไปได้ทางธุรกิจในส่วนนี้ของตลาดก็สูงมาก อย่างเช่นตอนนี้มีแอปฯ หนึ่งที่บอกได้ว่าคุณชอบดื่มไวน์ชนิดไหนจากข้อมูล DNA ของลูกค้า ตอนแรกฟังอาจมองว่ามันเป็นข้อมูลสนุกๆ บ่งบอกรสนิยมของบุคคล แต่ในบริษัทที่มีหัวธุรกิจสามารถแปลงเป็นข้อมูลที่สร้างเม็ดเงินได้ไม่ยาก เช่น เว็บไซต์หาคู่รักออนไลน์ ลูกค้าชายโสดคนหนึ่งได้ถูกจับคู่กับผู้หญิงที่ทางบริษัทคัดมาแล้วว่าพวกเขาน่าจะไปด้วยกันได้ดีจากข้อมูลของ DNA ของทั้งสองฝ่าย และวันนี้พวกเขานัดกินข้าวเย็นด้วยกันเป็นครั้งแรก บริษัทอาจจะยิงออปชันมาให้ฝ่ายชายว่า “อยากรู้ไหมว่าเธอชอบดื่มไวน์ชนิดไหน จ่ายเงินมา 50 เหรียญสหรัฐ เดี๋ยวเราบอกคุณให้” หากคุณเป็นผู้ชายคนนั้นที่อยากสร้างภาพประทับใจแรกแก่หญิงสาว ก็อาจยอมจ่ายเงินตรงนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลมาไว้ในมือ เสร็จแล้วก็ไปค้นคว้าหาข้อมูลไวน์ชนิดต่างๆ ไว้ก่อนดินเนอร์คืนนั้น

.

.

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ปัจจุบันมีบริษัทแห่งหนึ่งชื่อ Dot One ได้ทำการตรวจสอบส่วนเล็กๆ ของยีนที่ทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่นๆ บนโลกใบนี้ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำเป็นลายพิมพ์ผ้าพันคอที่เป็นของคุณโดยเฉพาะ (ทำไมจะไม่ได้เนอะ) อีกบริษัทหนึ่งชื่อ Human Code จะช่วยคุณค้นหาคุณสมบัติพิเศษของลูกคุณกับคู่ครองในอนาคตว่าจะมีอะไรบ้าง (เราต้องรู้ขนาดนั้นไหม?) หรือถ้าอยากลดความอ้วน สร้างเมนูอาหาร ปรับวิธีการออกกำลังกายตามข้อมูลจีโนมของคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด บริษัท Azumino ก็มีแอปฯ ให้เราซื้อเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด

การเข้าใจข้อมูลทางพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่ในร่างกายเรา ถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพของมนุษย์ เราสามารถเรียนรู้อะไรได้หลายอย่างที่เราไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเกี่ยวกับตัวเราเอง (มีคนพบพี่สาวต่างมารดาของตัวเองเจอผ่านการใช้ข้อมูล DNA ของตัวเอง เพื่อหาเครือญาติบนเว็บ 23andMe มาแล้ว) แต่ก็มีหลายส่วนออกมาทักท้วงเช่นกันว่า การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้โดยไม่มีหลักวิทยาศาสตร์สนับสนุนหลักฐานอย่างแน่ชัด อาจจะทำให้ความน่าเชื่อถือของการตรวจ DNA ลดลงไปด้วย คล้ายเป็นกิมมิกหลอกเอาเงินจากลูกค้าตาดำๆ แค่นั้นหรือเปล่า? เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าข้อมูลต่างๆ ไม่ได้สร้างคุณค่าขนาดนั้น ลูกค้าอาจจะลองเพียงครั้งเดียวแล้วไม่ใช้อีกเลย ทั้งๆ ที่จุดนี้ไม่ใช่ความผิดของ Helix แต่เป็นคุณภาพของแอปพลิเคชันนั้นๆ มากกว่า สิ่งที่ Helix พอทำได้คือ ยกระดับมาตรฐานการคัดกรองแอปต่างๆ ที่พวกเขาอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล DNA ของลูกค้าให้เข้มงวดมากขึ้น แต่คำเตือนพวกนี้เบาบางเกินไปในโลกของทุนนิยม แทบทุกคนเมินเฉยและไม่มีฝ่ายไหนหันมาให้ความใส่ใจอย่างจริงจัง สุดท้ายก็เหมือนกับแทบทุกอย่างบนโลกใบนี้ ตราบใดที่มีลูกค้าพร้อมจ่ายเงินซื้อ ก็มีคนพร้อมจะผลิตสินค้าออกมาเพื่อสนองความต้องการนั้น

เมื่อประมาณเดือนก่อน พี่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่บริษัทประกันชีวิตส่งเอกสารเกี่ยวกับบริการใหม่ของทางบริษัทมาให้ดู เป็นการเก็บ DNA ของลูกค้าแบบเดียวกับที่ Helix ทำ แตกต่างกันตรงที่ว่าทางบริษัทที่พี่เขาทำงานอยู่จะต้องเหมาจ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ หลังจากนั้นทางบริษัทก็จะทำรายงานมาให้เราอ่านว่า มีความเสี่ยงในการเป็นโรคทางพันธุกรรมอะไรหรือเปล่า แพ้อาหารชนิดไหนบ้าง ฯลฯ ผมอ่านเอกสารคร่าวๆ แล้วปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่า “ผมยังไม่เห็นประโยชน์ของมัน” แต่เหตุผลที่แท้จริงลึกๆ คือ ‘ผมกังวล’ มากกว่า

ในภาคส่วนของธุรกิจก็มีการเก็บเกี่ยว จัดเรียง และนำเสนอข้อมูลเหล่านี้  เพื่อนำกลับมาขายให้เรา ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูล (ดูแปลกๆ แต่มันก็คล้ายกับเจ้าหน้าที่บัญชีมาอธิบายงบการเงินให้เจ้าของบริษัทฟัง) หลังจากนั้นเราจะใช้ประโยชน์กับข้อมูลตรงนั้นยังไงก็ขึ้นอยู่กับเรา และจุดนี้เองที่สร้างความกังวลให้กับตัวผมพอสมควร เพราะข้อมูลบางอย่างก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะโอกาสเสี่ยงในการเจ็บป่วย

ถึงแม้ว่าในเวลานี้การอ่านข้อมูลจีโนมจะยังไม่สมบูรณ์แบบเหมือนที่ เจย์ แฟลตลีย์ กล่าว แต่ถ้าวันหนึ่งในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ และแอปฯ ต่างๆ มีเทคนิคการวิเคราะห์ DNA ได้ดีขึ้น จู่ๆ วันหนึ่งเกิดมันไปอ่านเจอข้อมูลจีโนมบางส่วนของผมที่บันทึกเก็บเอาไว้ แล้วรู้สึกหวังดีส่งข้อความเข้ามาในมือถือบอกว่า

“โสภณรู้ไหมว่า ทำไมคุณถึงอ้วน ถ้าอยากรู้จ่ายเงินให้เรา 50 เหรียญสหรัฐ เดี๋ยวเราจะอธิบายให้ฟัง”

เออ… ไม่ต้องซ้ำเติมกันขนาดนี้ก็ได้ไหมล่ะ?

.

ตีพิมพ์ครั้งแรกบนนิตยสาร The Standard ฉบับที่ 6 โหลดอ่านเต็มๆได้ที่ -> here

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *