Playing God : เมื่อมนุษย์สวมบทพระเจ้า

เมื่อฤดูฝนวนกลับมาเยือน สิ่งที่ตามมาเป็นเงาคือข่าวการแพร่ระบาดของโรคที่มียุงลายบ้านเป็นพาหะแพร่เชื้ออย่างมาลาเรีย ซิกา ไข้เหลือง ไข้เลือดออก และชิคุนกุนยา โดยในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดที่มียุงเป็นพาหะมากกว่า 800,000 คนทั่วโลก ดูจากสถิติในประเทศไทยของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พบว่าตัวเลขผู้ป่วยอย่างไข้เลือดออกต่อปีนั้นไม่ได้มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ทั้งๆที่มีมาตรการป้องกันออกมารณรงค์กันทุกปี โดยเฉลี่ยแล้วปีหนึ่งมีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่าสองหมื่นคน ในบางครั้งก็พุ่งกระฉูดถึงเก้าหมื่นคนอย่างในปี 2556 และสี่หมื่นคนในปี 2558

ตัวเลขไม่เคยโกหกและมันกำลังบ่งบอกว่าเวลานี้ยังไม่มีวิธีจัดการกับโรคระบาดที่มียุงเป็นพาหะได้ดีมากเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดแหล่งน้ำขังหรือว่าการพ่นยาโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อฆ่าลูกน้ำยุงลาย (แถวบ้านผมพ่นจนชาวบ้านแถวนั้นแทบสำลักควันตายล่วงหน้ายุงไปแล้ว) ล้วนแล้วแต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก

แถมเดี๋ยวนี้สังเกตดูให้ดีๆ ยุงเจนเนอเรชั่นใหม่เริ่มดื้อยาฆ่าแมลง ยาจุดกันยุง แผ่นแปะตะไคร้ไล่ยุง หรือสเปรย์พ่นตามตัว เอาไม่อยู่ แม้ป้องกันทำทุกอย่างแล้ว ทุกวันก็จะรู้สึกมีตุ่มยุงกัดใหม่ๆโผล่ขึ้นมาให้รู้สึกคันอย่างไม่ทันรู้ตัวอยู่เสมอ

สำหรับตัวผมเองแล้วยังไม่กังวลอะไรมาก แต่ที่เป็นห่วงหนักคือลูกน้อยวัยขวบนิดๆที่ยังไร้ความสามารถในการเปิดหน้ามือไล่ตบยุง แถมระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ ใครเป็นพ่อแม่คงเข้าใจจุดที่ว่าถ้าลูกป่วยก็เหนื่อยกันยกบ้าน

แต่ปัญหานี้อาจจะกำลังกลายเป็นเพียงอดีต เมื่อในที่สุดบริษัท Verily (ภายใต้บริษัทแม่ Alphabet) กำลังเตรียมตัวปล่อยยุงตัวผู้จำนวน 20 ล้านตัวตามย่านชุมชนในเฟรสโน เคาน์ตี โดยยุงเหล่านี้ถูกเพาะเลี้ยงในห้องแล็ปและถูกตัดต่อยีนโดยการแฝงแบคทีเรียที่ชื่อ Wolbachia (โวลแบคเคีย) ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้ในแมลงหลายชนิดทั่วไป เป็นที่รู้จักกันดีในวงการวิทยาศาสตร์ว่ายุงที่ติดเชื้อนี้จะเป็นหมัน ทำให้ไข่ไม่สามารถฟักออกมาเป็นตัวได้ เมื่อพวกมันมีจำนวนมากกว่ายุงตัวผู้ที่อยู่ในธรรมชาติ เหล่ายุงดัดแปลงด้วยโวลแบคเคียสามารถแย่งผสมพันธ์กับยุงตัวเมียในจำนวนมากๆ ปริมาณของยุงเกิดใหม่ก็จะลดลงเพราะไข่ยุงไม่สามารถเติบโตพ้นระยะฟักตัว แถมไม่พออย่างที่รู้กันดีว่ายุงตัวเมียเท่านั้นที่กัดมนุษย์ เพราะฉะนั้นยุงตัวผู้ทั้งหมดที่ปล่อยออกไปจะไม่มีผลกระทบกับประชากรในพื้นที่เลย

นี่เป็นการทดลองภาคสนามที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา แต่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองปล่อยยุงที่ถูกตัดแต่งยีนสู่ธรรมชาติ

หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างรุนแรงในประเทศบราซิลเมื่อปี 2013 (ตอนนั้นมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 1.5 ล้านคน) บริษัท Biotechnology สัญชาติอังกฤษอย่าง Oxitec ได้ทดลองปล่อยยุงลายตัวผู้ที่ถูกดัดแปลงด้วยเชื้อแบคทีเรียชนิดเดียวกันจำนวน 3-4 ล้านตัวต่อเดือนในพื้นที่เล็กๆในเมือง Piracicaba ที่มีจำนวนประชากรประมาณ 5,600 คน หลังจากนั้น 10 เดือนจำนวนผู้ป่วยลดลงจาก 133 คนต่อปีเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น

แต่อุปสรรคชิ้นโตของเทคโนโลยีชนิดนี้ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะโดยเฉลี่ยแล้วค่าใช้จ่ายในการป้องกันประชากรหนึ่งคนต่อปีตกอยู่คนละ $7.5 (ประมาณ 270 บาท) ซึ่งถ้าเป็นตัวเลขเดี่ยวๆแบบนี้ก็ดูไม่ได้มากมายอะไร แต่ถ้าอยากเห็นภาพใหญ่ให้ชัดขึ้นลองคูณจำนวนประชากรไทยจำนวน 70 ล้านคนเข้าไปปุ๊บ ถ้ารัฐบาลอยากลองเอาวิธีนี้มาใช้ในบ้านเราต้องควักเงินภาษีถึงหนึ่งหมื่นแปดพันเก้าร้อยล้านบาท…ต่อปี

เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวว่าข้อเสนอของมหาวิทยาลัย Cornell เพื่อทดลองปล่อยหนอนใยผัก (Diamondback Moth) ที่ถูกดัดแปลงให้มีอายุขัยจำกัดในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐนิวยอร์คได้ผ่านการอนุมัติจากกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) เป็นที่เรียบร้อย โดยปกติแล้วแมลงชนิดนี้สร้างความเสียหายแก่ผลผลิตทางการเกษตรเป็นวงกว้าง พวกมันชอบกัดกินพืชผักจำพวกกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และบล็อคโคลี่ ทางบริษัท Oxitec จึงได้ดัดแปลงยีนของหนอนใยผักตัวผู้ให้มียีนที่เรียกว่า “self-limiting gene” กลไกการทำงานของมันคือเมื่อตัวผู้เหล่านี้ถูกปล่อยไปในธรรมชาติและผสมพันธ์กับตัวเมีย ลูกที่เกิดออกมาที่เป็นเพศเมียจะตายก่อนเข้าสู่ระยะโตเต็มวัย (adulthood) และไม่มีโอกาสสร้างลูกหลานรุ่นต่อไปได้อีก ส่วนตัวผู้ที่เกิดมาโตเต็มวัยแต่ไม่มีตัวเมียให้ผสมพันธ์ด้วย สุดท้ายก็ตายทั้งยังเวอร์จินอยู่นั้นแหละ

ในการทดลองครั้งนี้ มหาวิทยาลัย Cornell ได้รับอนุญาตให้ปล่อยหนอนใยผักที่ถูกดัดแปลงยีนเป็นจำนวน 10,000 ตัวต่อครั้ง มากสุด 30,000 ตัวต่ออาทิตย์ เป็นเวลาติดต่อกัน 3-4 เดือน ในพื้นที่จำกัดของมหาวิทยาลัยประมาณ 25 ไร่

แต่ถึงแม้ผลการทดลองในเรือนกระจกให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ก็ยังมีหลายกลุ่มที่แสดงความเห็นต่อต้านการทดลองในธรรมชาติแบบนี้เพราะผลการทดลองเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันโดยกลุ่มคณะผู้เชี่ยวชาญอย่างเปิดเผย และอีกเหตุผลหนึ่งที่มีน้ำหนักไม่แพ้กันคือหนอนใยผักไม่ได้เป็นแมลงชนิดเดียวที่กัดกินผลผลิตทางการเกษตร ถ้าเป้าหมายในการดัดแปลงหนอนใยผักคือการลดการใช้ยาฆ่าแมลงก็ถือว่าไม่ถูกต้องนัก เพราะถึงแม้จำนวนหนอนใยผักในธรรมชาติจะลดลง แต่เกษตกรก็ยังคงต้องพึ่งพายาฆ่าแมลงฉีดกำจัดแมลงชนิดอื่นๆอยู่ดี

 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์มีความสามารถใกล้เคียงกับคำว่า “พระเจ้าผู้สร้าง” เข้าไปทุกที การดัดแปลงลักษณะทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นจุดเริ่มต้นที่ชวนให้ขบคิดไม่น้อย ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เป้าหมายของการพัฒนาเทคโนโลยีชิ้นนี้ แต่ก็อดคิดต่อไปไม่ได้ว่าสิ่งที่เรากำลังสร้างขึ้นมานั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สมควรแล้วจริงๆเหรอ

 

เพราะถ้ามองเพียงแค่ผลของการทดลองในการช่วยลดจำนวนยุงที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคหรือหนอนใยผักที่ทำลายพืชผักชาวสวน ก็คงเออออเห็นด้วยว่ามันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมและรัฐบาลทั่วโลกควรทุ่มเงินมุ่งพัฒนาให้มีการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างทั่วถึง แต่ในขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะทิ้งเอาไว้ให้คิดเป็นการบ้านชิ้นเล็กๆ ให้ลองนึกถึงภาพของวงจรระบบนิเวศในวิชาชีววิทยาช่วงมัธยมต้น ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างมาอย่างสมดุล ต้นไม้ได้รับสารอาหารจากซากสัตว์ต่างๆในดิน แมลงกินใบไม้ใบหญ้าเป็นอาหาร ต่อมาพวกมันก็กลายเป็นอาหารของนก ปลา และสัตว์หลายชนิด และเมื่อสัตว์เหล่านี้เสียชีวิตก็กลายไปเป็นปุ๋ยของต้นไม้อีกครั้ง มันเป็นภาพระบบการทำงานของธรรมชาติแบบง่ายๆแต่สมบูรณ์ชัดเจน

ทุกอย่างในโลกใบนี้เกี่ยวเนื่องถึงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ห่วงโซ่หนึ่งหล่นหายไปเพราะความประมาทเลินเล่ออยากเล่นบทบาทพระเจ้าของมนุษย์ ผลที่ตามมาอาจจะไม่ได้สวยงามอย่างผลการทดลองในห้องกระจกบอกเราก็เป็นได้

.

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร The Standard ฉบับที่ 5 สามารถอ่านเต็มๆได้จากที่นี่ -> here

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *