โตเกียวไม่มีขา – ความสดของเรื่องเล่าที่มีค่า ที่กาลเวลาไม่อาจทำลายได้

1

“กูพึงอ่านโตเกียวไม่มีขาจบว่ะ”

ผมบอกเพื่อนที่ก้มหน้าก้มตากดวินนิ่งฯ อย่างเอาเป็นเอาตาย

“มึงไปอยู่ไหนมา” เพื่อนถามย้อนกลับทั้ง ๆ ที่ตาจ้องที่จอทีวี
“อยู่ข้าง ๆ มึงไง” ผมตอบ
“มึงพูดแบบนี้กูคิดนะ” เพื่อนผมหยุดพร้อมหันหน้ามายิ้มหวานเจ้าเลห์ผสมกวนตีน “ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกัน พลาดพลั้งไปจะมองหน้ากันไม่ติด” เพื่อนตอบด้วยเสียงนุ่มโรแมนติก

แล้วตีนผมก็ถีบเข้าที่สีข้างอย่างแรง มันกลิ้งตกเตียง ก่อนโผล่หัวขึ้นมาด่า

“เชี่ย หยอกนิดหน่อยก็ถึงกับต้องถีบเลยเหรอวะ”

ผมหัวเราะแล้วก็หยิบจอยเกมที่มันทำตกขึ้นมาเล่นต่อ…

 

2

พูดถึง “นิ้วกลม” คงไม่มีใครไม่รู้จัก ผมเองก็เคยอ่านงานเขามาแล้ว 3-4 เล่ม ตามเรื่องที่สนใจ แต่กลับไม่เคยมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มแจ้งเกิดของพี่เขาเลย และเมื่อมาจับมาอ่านก็พบว่า ไม่น่าแปลกใจที่หนังสือเล่มนี้จะสร้างปรากฏการณ์หลาย ๆ อย่าง มากกว่าเป็นหนังสือสร้างชื่อของนิ้วกลมเท่านั้น ยังเป็นการปลุกกระแสหนังสือท่องเที่ยวที่มากกว่าแค่การมาบอกเล่าว่า อะไรอยู่ตรงไหน

ภาพจาก http://www.bloggang.com/data/pompom67/picture/

โตเกียวไม่มีขา เป็นภาพสะท้อนของชีวิตที่แอบซ่อนอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น มีเนื้อเรื่องที่ถูกจัดวางมาเป็นอย่างดี และด้วยภาษาที่เป็นมิตรกับผู้อ่าน ราวกับว่าพี่เอ๋จับมือเราเดินพาชมเมือง ท่องเที่ยว และพานอนข้างถนนด้วยกันเลยทีเดียว เป็นเรื่องราวที่เหมือนจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนอ่าน

และมันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยในชีวิตนักเขียนของเขาไปด้วย

 

จากนักโฆษณาที่ยึดถือคติ “ง่าย ชัด เร็ว” มาสู่การเป็นนักเขียนที่ผมคิดว่าเก่งในเรื่องการวางโครงสร้างงานเขียน ทัดเทียมยอดฝีมืออย่าง วินทร์ เลียววารินทร์ ที่ชอบเล่น ทดลองกับงานเขียน และดันทำออกมาได้ดีด้วย ซึ่งจากการทำงานที่สื่อสารแบบชัดเจนและมีเป้าหมายนั้น ทำให้งานเขียนแต่ละเล่มของ “นิ้วกลม” เป็นงานของ “นิ้วกลม” ที่ยากจะเลียนแบบ

 

3

ตัวหนังสือที่เล่าเรื่องใน “โตเกียวไม่มีขา” มีความทันสมัยอยู่ตลอด แม้ว่าจะผ่านมานานกว่าสิบปี แต่เนื้อหาเหล่านั้นยังกระทบใจ เพราะการเดินเรื่องของหนังสือ ไม่ได้ยึดเอาสถานที่เป็นที่ตั้ง แต่พี่เอ๋เลือกเล่าเรื่องราวของปัจเจกบุคคลเป็นฐาน ก่อนเสียบด้วยฉากอันเป็นสถานที่ที่คนรู้จัก

ตัวละครแต่ละตัวที่ถูกเล่า เป็นตัวเเทนของเรื่องราวที่นิ้วกลมไปเจอ บวกกับคำถามต่าง ๆ มากมายที่โยนลงไปในเรื่องนั้น ๆ ทำให้ผู้อ่านหันกลับมาถามตัวเองสั้น ๆ เป็นระรอก ๆ ว่ารู้สึกอย่างไรกับประเด็นนี้ มีความเห็นอย่างไรกับประเด็นนั้น และนั่นเป็นการดึงผู้อ่านให้มีส่วนร่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้ และในไม่ช้า คุณ ก็จะติดอยู่ถนนสายมืดเทาของโตเกียวไปพร้อมกับเขานั่นเอง

อีกทั้งการที่แต่ละตอนมีขนาดสั้น ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่านั่งดูซีรี่ส์ฝรั่งที่แสนสนุก เร่งรีบ กระชับ และน่าจับตา โหยหาอยากที่จะเสพตอนต่อไปเรื่อย ๆ 

 

4

การผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ของคน ๆ หนึ่ง ไม่มีทางสำเร็จด้วยตัวคนเดียว 

เช่นกันในโตเกียวไม่มีขา ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งมิตรภาพ ทั้งจากเพื่อนผู้เดินทางไปด้วยกันแบบ “น้ำ” หรือ มิตรภาพระหว่างทางจากอีกหลาย ๆ คน การได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุข กับเพื่อนในดินแดนแห่งใหม่ ได้แหกคอกเส้นทาง ฉีกแผนที่แล้วขีดกางเส้นทางใหม่ ๆ ได้พบเจอเรื่องราวที่ไม่ได้อยู่ในตำราไหน ๆ

เหล่านี้ล้วนสร้างความสนุก สีสันให้ชีวิต รวมถึงเมื่อนำมาถ่ายทอด ประสบการณ์เหล่านั้นดูจะมีความสดใสเปล่งประกายออกมาแม้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นเพียงอักษร แต่ผู้อ่านก็สัมผัสได้

และแม้ว่าหนังสือจะก้าวข้ามผ่านเวลามามากมายแค่ไหน แต่สิ่งมีคุณค่าในใจเหล่านั้น ก็ยังดูแข็งแรงและมีพลังอยู่เสมอ

แม้จะมีเรื่องราวของการขอบคุณบางคน ในบางช่วงเยอะไปหน่อย (สำหรับคู่รักชาวญี่ปุ่น) จนผมรู้สึกว่ามันไปเบียดบังเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าจะใส่เพิ่มเข้ามา เช่นเรื่องราวของโตเกียวในอีกหลาย ๆ มุมที่น่าพูดถึงก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ลดเสน่ห์เรื่องเล่าที่สนุกสนานลงไปเลย

ก็เข้าใจเพราะหากเป็นเรา เมื่อประทับใจสิ่งไหนมาก ๆ เราก็คงอยากพูดถึงสิ่งนั้นเยอะกว่าสิ่งอื่น ๆ นั่นแหละ 

 

5

 เพื่อนผมลุกขึ้นมาหยิบจอยเกมอีกจอยมา กดเข้าสู่โหมดแข่งกันเองและพร้อมที่จะเริ่มบรรเลงคำพูดเสียดสี ตามประสาสาย “วินนิ่งมั้ยสาด”

“แล้วมึงอ่านหรือยังวะ โตเกียวฯ นี่” ผมถามมันก่อนเกมจะเริ่ม มันไม่ตอบอะไร ทำหน้าเคร่งเครียดจัดทีม

การนั่งเล่นเกมด้วยกันกับเพื่อน ก็คงคล้ายการควบคุมชีวิตแบบจำลอง มีผิด พลั้ง พลาด เผลอ ล้มลงในชีวิตจริง ก็เหมือนกับถูกยิงประตูในโลกดิจิตอล แต่เมื่อล้มก็ลุกได้ เมื่อเกมหมดเวลาก็แค่กดเริ่มใหม่ เราสนุกไปด้วยกัน เป้าหมายเดียวกันคือค้นหาความสุข เพื่อนจะอยู่เคียงข้าง แม้ว่ามันจะเยาะเย้ยเราก็ตาม 

สิ่งที่คุณจะไม่พบเมื่อต้องกดเกมคนเดียวในห้องเปลี่ยวเหงาใต้แอร์เย็นจนหนาวเหน็บก็คือ ความสุขของการอยู่เคียงกัน และความสุขเหล่านั้นดูเหมือนจะค่อยลดน้อยถอยไปเมื่อคุณมีอายุหรือหน้าที่ที่มากขึ้น

นิ้วกลมจะออกเดินทางไหมหากวันนั้นเขาไร้เพื่อน เขาจะเป็นอย่างไรเมื่อต้องเดียวดายในครั้งแรกของการเดินทาง คือคำถามที่ผมคิด และสิ่งที่โตเเกียวไม่มีขา บอกผมชัดกว่าประเด็นอื่น ๆ ก็คือ 

มิตรภาพราคามันถูกหากเราซื้อด้วยความจริงใจ
และมันมีค่ากว่าสิ่งใดหากรักษามันไว้ได้ดีพอ

 

“กูยังไม่อ่านว่ะ โตเกียวไรเนี่ย ฮ่า ๆ” เพื่อนผมตอบ
“สัส มึงยังมีหน้ามาด่ากูว่าพึ่งอ่าน มึงไปอยู่ไหนมา เชี่ย” ผมด่ามัน

มันเงยหน้ามาบอกผมว่า

“ก็นั่งอยู่ข้าง ๆ มึงไง” 

iMonkey

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *