Reversing Paralysis : แสงสว่างที่ปลายทางของผู้ป่วยอัมพาต

ย้อนกลับไปปี 1998 ลูกศรในคอมพิวเตอร์ (cursor) ถูกบังคับด้วยอุปกรณ์ที่เชื่อมกับสมองผู้ป่วยอัมพาตได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ข่าวชิ้นนี้ได้จุดประกายความหวังของผู้ป่วยอัมพาตทั่วโลก เพราะถ้าสามารถอ่านคลื่นสมองและแปลมันออกมาได้แล้ว วันหนึ่งอีกไม่นาน พวกเขา “อาจจะ” ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระหนักของครอบครัวคนรอบข้างที่ต้องคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง หลุดพ้นจากภาวะซึมเศร้า กลับมาขยับเขยื้อนบางส่วนของร่างกายจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกสักครั้ง ก่อนลมหายใจสุดท้ายบนโลกใบนี้

20 ปีผ่านมา แม้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาไปไกลถึงจุดที่พ่อแม่สามารถตัดแต่งยีนลูกในท้องให้มีค่าเฉลี่ยไอคิวสูงขึ้นได้ หรือกระทั่งในอนาคตอันใกล้เราอาจจะมีโอกาสได้เห็นแพทย์ใช้ AI เพื่อการค้นหาและผลิตยาที่ต่อสู้กับมะเร็งที่เฉพาะเจาะจงกับ DNA คนไข้แต่ละคนด้วย แต่เหมือนกับว่าชะตากรรมของผู้ป่วยอัมพาตยังไม่ต่างไปจากเดิมสักเท่าไหร่ นอกจากลูกศรคอมพิวเตอร์ที่พวกเขาขยับได้ตั้งแต่สองทศวรรษก่อน ก็มีการใช้คลื่นสมองเพื่อขยับแขนหุ่นยนต์ไปมา แต่ “ความหวัง” ของพวกเขาที่จะสามารถกลับมาขยับบางส่วนของร่างกายตัวเองได้…เหมือนไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้กว่าตอนนั้นเลยสักนิด

 

เราพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าสาเหตุหลักของโรคนี้เกิดจากอาการบาดเจ็บสมองหรือไขสันหลังเนื่องจากอุบัติเหตุ อีกอย่างคือโรคเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก เมื่อเส้นทางการสั่งงานจากสมองลงไขสันหลังไม่สมบูรณ์ ส่วนนั้นๆของร่างกายอาจอ่อนแรงหรือขยับไม่ได้อีกเลย

 

จนกระทั่งเมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Neural Bypassing” ที่กลับมาเป็นแสงสว่างปลายทางของผู้ป่วยอัมพาตอีกครั้งหนึ่ง มีการวิจัยเกิดขึ้นหลายแห่งในโลก รายละเอียดของแต่ละศูนย์วิจัยอาจจะแตกต่างกันไปเล็กน้อย แต่หลักๆแล้วไอเดียการทำงานของเทคโนโลยีชนิดนี้เหมือนกันคือการใส่เครื่องส่งสัญญาณไว้บนสมองแล้วตัวรับสัญญาณที่บนไขสันหลังหรือกล้ามเนื้อร่างกายส่วนที่ต้องการให้ขยับ ง่ายๆมันเป็นการทำทางอ้อม (bypass) ส่วนของเส้นประสาทที่ชำรุดนั้นเอง

เริ่มต้นด้วยการเก็บข้อมูลและแปลคลื่นสมองมนุษย์ ถ้าให้พูดแบบให้เห็นภาพคือพวกเขาต้องสร้างเครื่องแปลภาษาสมองให้เป็นภาษาที่มนุษย์เข้าใจได้ โดยวิธีการคือให้ผู้ป่วยอัมพาตมองวีดีโอการเคลื่อนไหวของร่างกายบางส่วนเช่นการแกว่งข้อมือไปมา การขยับนิ้วทีละนิ้ว หลังจากนั้นก็เอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อแปลงให้เป็นสัญญาณส่งต่อไปยังเครื่องรับว่าต้องทำยังไงกับมันต่อ ต้องบังคับกล้ามเนื้อส่วนไหนบ้าง

มีเคสของผู้ป่วยอัมพาตชายวัยกลางคนที่ขยับได้เพียงคอและหัวไหล่ที่ Case Western Reserve University ในรัฐ Cleveland ตกลงยินยอมให้แพทย์ผ่าตัดฝังตัวส่งสัญญาณสองตัวไว้ในสมองของเขา ตัวรับสัญญาณอีก 16 ตัวไว้ที่กล้ามเนื้อแขนและมือของเขา ผลของการทดลองดังกล่าวจะเห็นว่าเขาสามารถยกแขนขึ้นได้อย่างช้าๆ โดยใช้ไม้รองแขนที่มีสปริงช่วยดันขึ้นอีกแรง แบมือและกำมือได้ แถมไม่พอยังสามารถยกแก้วน้ำที่มีหลอดดูดขึ้นมาดูดได้อีกด้วย อาจจะฟังดูไม่ได้หวือหวาถึงขนาดว่าลุกขึ้นมาวิ่งร้อยเมตรได้ แต่แค่นี้สำหรับคนที่สูญเสียการควบคุมร่างกายทั้งหมดไปแล้ว มันคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ปาฏิหารย์”

นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อ Grégoire Courtine เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังทำวิจัยเรื่องนี้อยู่ที่ EPFL (École Polytechnique Fédérale de Lausanne) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในการทดลองเขาได้ใช้เครื่องส่งสัญญาณแบบเดียวกันฝังไว้บนสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวของลิงกังตัวหนึ่ง แล้วฝังตัวรับสัญญาณไว้ที่ไขสันหลังของมัน ผลปรากฎว่าหลังจากปล่อยให้มันพยายามเดินสามขาอยู่สักพัก ลิงที่เป็นอัมพาตขาขวาสามารถกลับมาเขยกๆและเดินสี่ขาได้อีกครั้งหนึ่ง ถึงไม่สมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน แต่มันก็สามารถเดินได้อีกครั้งโดยไม่ต้งมีการสอนหรือทำกายภาพบำบัดแม้แต่น้อย

ดูเหมือนว่าแสงสว่างครั้งนี้ดูมีความหวังมากกว่าตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมามากเลยทีเดียว

แต่กว่าจะถึงจุดที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อรักษาทางการแพทย์ทั่วไปได้อย่างเต็มรูปแบบ และคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ (นึกภาพโรงพยาบาลจังหวัดมีเทคโนโลยีชนิดนี้นะ) ก็คงอีกประมาณสิบถึงสิบห้าปีเป็นอย่างต่ำ ระหว่างนี้การทดลองก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยจุดนี้เองที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันหดหู่และโหดร้ายไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ใช่สำหรับผู้ป่วยอัมพาตที่เฝ้ารอการรักษาจำนวนหลายล้านคนหรอกนะครับ แต่สำหรับสัตว์ที่ถูกนำมาทดลองตั้งแต่เริ่มต้นทำการวิจัยนี้ต่างหาก

 

อัมพาตในมนุษย์เป็นเรื่องอุบัติเหตุหรือโรคประจำตัว มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ลิงกังที่เป็นอัมพาตขาขวาในห้องแล็บของ EPFL ถูกตัดเส้นประสาทบนไขสันหลังโดยทีมนักวิจัยเพียงเพื่อทำให้มันเป็นลิงกังพิการเอาไว้สำหรับทำการทดลองในครั้งนั้น

 

นักเคลื่อนไหวทางสิทธิสัตว์ได้ออกมาถกเถียงกันถึงความทารุณกรรมสัตว์ในการทดลองชิ้นนี้ แต่ทาง EPFL ก็เลือกที่ย้ายการทดลองไปที่ประเทศจีนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการคุ้มครองสิทธิสัตว์ในยุโรปและอเมริกาที่เข้มงวดมากกว่าทางฝั่งเอเชีย

จริงอยู่ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้นต้องอาศัยการทดลองในสัตว์ให้ผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจก่อนการทดลองในมนุษย์ หลังจากนั้นถึงจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันแพร่หลาย ถึงรู้ว่าลิงกังตัวนี้ไม่ใช่สัตว์ทดลองตัวแรกและตัวสุดท้ายในประวัติศาสตร์การแพทย์ แต่มันก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าเพื่อรักษาอาการอัมพาตของมนุษย์คนหนึ่ง ลิงกังกี่ร้อยกี่พันตัวต้องกลายเป็นอัมพาตแทน ถึงแม้ว่ามันอาจจะกลับมาเดินได้โดยใช้ “Neural Bypassing” แต่ถ้าให้มันเลือกได้มันคงอยากเดินโดยไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ฝังอยู่ในสมองมากกว่า เพื่อให้ได้บางอย่างมาเราต้องแลกบางอย่างคืนเสมอ นี่อาจจะเป็นกฎของธรรมชาติ หลายคนอาจจะบอกว่ามันต้องยอมเสียสละเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเพื่อมนุษยชาติ (it’s for the greater good) เราอาจจะเชื่อแบบนั้นไปแล้วจนลืมตั้งคำถามที่หน่วงหัวใจว่า

“คุณค่าของชีวิตเรากับชีวิตพวกเขาไม่เท่ากันจริงๆนะเหรอ?”

.

.

พิมพ์ครั้งแรกที่ The Standard Vol 4. สามารถนิตยสารฉบับเต็มได้ที่ -> here

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *