ผมเป็นคนบ้า

“ฉันได้พบทั้งอิสรภาพ และความปลอดภัยในความบ้าของฉัน อิสรภาพแห่งความโดดเดี่ยว และความปลอดภัยจากการเป็นที่เข้าใจ เพราะผู้ซึ่งเข้าใจเรา จะเอาบางสิ่งบางอย่างในตัวเราเป็นทาส”-

ผมตัดสินใจคว้าหนังสือออกจากร้านเพียงเพราะประโยคข้างบนนี้

แต่ความจริงแล้วผมว่า ไม่หรอก, อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมซื้อมันมา

ก็เพราะว่า

ผมเป็นคนบ้าต่างหาก

 

————————————-

 

ใช่แล้ว –ผมเป็นคนบ้า– ชนิดที่บ้ามากพอที่จะสลัดทุกอย่างออกจากชีวิตได้จนเหลือเพียงแค่ความโดดเดี่ยว

เพราะผมยังเชื่อเเบบคนเห็นแก่ตัวอยู่ว่า หากเราอยู่เพียงลำพังคนเดียวมันก็ไม่มีใครมาขโมยความรู้สึกของเราเอาไปปู้ยี่ปู้ยำ หัวเราะซ้ำๆ หรือกระทั่งมองมันเป็นเรื่องไร้สาระได้
คราวนี้เชื่อหรือยัง ว่าผมบ้าจริงๆ
 
ผมไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าตนเองเป็นบ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้อีกที ความบ้ามันก็แพร่กระจายและลุกลามผม เหมือนเชื้อร้ายที่หลุดออกมาจากการไอเพียงแค่ครั้งเดียว

ผมบ้าเพราะคำว่า ‘เข้าใจ’ ที่ไม่เคยลอกคราบจากคนรอบข้าง
ผมบ้าเพราะรู้ถึงความโป้ปดตลบตะแลงแห่งการตีสองหน้า
ผมบ้าเพราะผิดแผกและแปลกแยก
และท้ายที่สุดแล้ว ผมบ้าเพราะ

หัวใจที่ไร้รัก
 

THE MAD MAN – คนบ้า
 

สิ่งที่หนังสือได้ยึดเกาะตัวผมไว้เป็นช่วงๆ คือ เทคนิคการเขียนที่สื่อสารแบบกลไกในการทำงานสมองของผู้ป่วยทางจิต ถึงแม้ว่ามันจะเลอะเลือนเลื่อนเปื้อนจนเข้าใจได้ยากบ้างในระหว่างบรรทัด แต่ก็ไม่อยากจนเกินไปนักที่จะจับใจความและกลั่นกรองออกมาเป็นสัญญะอย่างหนึ่งที่ส่งตรงเข้ามาสู่ภายในจิตใจได้
 
ความบ้านั้นมีหลายมิติ มองผิวเผินบางครั้งอาจดูฝันเฟื่อง เพ้อเจ้อ ละเมอลม แต่บางครั้ง ความบ้านั้นก็คมคาย หลักแหลมและฉลาดเฉลียว
 
ผมอยากเขียนอะไรบ้าๆ ได้เป็นแก่นสารเท่าๆ กับนักเขียนทั้งสี่คนในเล่มนี้บ้าง แต่การเขียนอะไรแบบนี้ ตนเองต้องมีคุณสมบัติหลายอย่าง ทั้งข้อมูลทางกายภาพ ประสบการณ์การเขียนที่เชียวกราก ฐานคิดของเรื่องที่มั่นคงซึ่งต้องมีจังหวะชนิดที่ไม่แกว่งไกวจนผู้อ่านหลุดออกนอกเส้นทางไปไกลนัก และที่สำคัญที่สุด มันต้องสำคัญพอกับคนอ่าน
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
 
ซึ่งข้อสุดท้ายนั้นเป็นสิ่งที่ผมอาจขาดหายไป
 
เราแบ่งความสำคัญของคนกับคนที่สำคัญกับเราออกเป็นหลายประเภท แต่จะมีประเภทเดียวเท่านั้นที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรก นั่นก็คือ คนที่สำคัญต่อหัวใจของเราเอง
แต่ผมไม่เคยสำคัญต่อเค้าหรือเธอหรือใคร

พวกเค้าไม่เคยแวะมาอ่านสิ่งใดๆ ก็ตามที่ผมเขียน
เค้าทำเป็นไม่เห็น
ทั้งที่จริงผมก็อยู่ตรงนี้
 
มันเลยเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย -ก็คนบ้าที่มีหน้าตาเป็นอาวุธและเกาะป้องกันตัวอย่างผม นอกจากจะไม่มีคนอยากเข้าใกล้และไม่มีค่าอะไรแล้ว การเป็นคนสำคัญสำหรับใครสักคนก็เป็นเรื่องยาก
 
แต่จะไปสารภาพขอความเห็นใจจากใครได้เล่า มันก็ทุเรศทุรังตัวเองเหมือนกันที่โหยหวนขอความเข้าใจเค้าไปทั่ว แค่เค้าเข้าใจเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งบางครั้งเค้าก็แค่ทำเป็นเข้าใจให้มันจบๆ ไป แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าเค้าต้องเข้าใจเสมอมา
 
สรุปแล้ว, นี่ผมตกเป็นทาสโดยสมบรูณ์เหมือนอย่างที่คาห์ลิล ยิบรานกล่าวไว้ด้านบนจริงๆ
 
ผมชอบบท-ความฝันของคนบ้า ที่ฟีโยดอร์ ดอสโตเยฟสกีเขียน ตรงจุดของสถานที่ที่คล้ายเกาะกรีก เนื้อหาบริเวณนั้นในงานของฟีโยดอร์ ได้สะกิดต่อมสำนึกรู้ของผมออกเป็นภาพกว้าง ฉากต่างๆ ในนั้นถูกบรรยายออกมาได้สงบผ่อนคลาย ชวนอ่อนไหวจนน้ำตารื้น เพราะมันไม่ใช่แค่สถานที่ที่ดีเท่านั้น แต่คนที่ห้อมล้อมต่างหากที่ทำให้ฝันนั้นเหมือนกลายเป็นเรื่องจริงที่มีชีวิต
 
หนังสือบางเล่มเคยบอกไว้ว่า เมื่อเราเติบโตสิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจเสมอว่าเราจะเป็นคือ เราแข็งแกร่งขึ้นและเข้าใจโลก แต่สำหรับผม ความจริงกลับตรงกันข้าม ผมแข็งแกร่งน้อยลงอีกทั้งยังเปราะบางมากขึ้น และบางครั้งก็ไร้ความสามารถที่จะเข้าใจอะไรทั้งสิ้น
 
ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างการเดินทางในช่วงเปลี่ยนผ่านวัย
 
หรือเป็นไปได้ไหมว่า เมื่อหน้าดินของชีวิตถูกน้ำแห่งปัญหากับความเจ็บปวดกัดเซาะบ่อยๆ จนพังทลาย เราก็หยุดแสวงหาและมองเห็นความจริงขึ้นมาว่า โลกนี้รุ้งมันก็ไม่ได้สวยเหมือนอย่างที่คิด และคนเคียงข้างชีวิตที่จะเข้าใจกันจริงๆ มันก็เกิดขึ้นแค่กับคนบางคนบนโลกเท่านั้น
 
-อาจฟังดูแย่และเศร้า

แต่ผมก็ยังรู้สึกดีกับตัวเองที่คิดและเป็นแบบนี้ 

การได้เอาตัวเองออกมาจากจุดคอมฟอร์ทโซนมันได้ให้อะไรหลายๆ อย่างที่จุดเกาะแน่นให้ไม่ได้ ผมยังมีช่วงเวลาที่ อยากไปไหนไป อยากทำอะไรทำ ทั้งยังได้ดูหนังรอบดึกๆ กินดื่มอะไรอร่อยๆ หรือถ้าเซงหน่อยๆ ในบ่ายแก่ๆ ที่แดดจัด ก็แค่ได้ออกไปซื้อน้ำกีวีแอปเปิ้ลปั้นจากร้านสุดโปรด ก่อนจะกลับมาทิ้งร่างลงนอนและขบคิดถึงวันที่จะได้ไปเที่ยวไกลๆ ว่าจะใส่ชุดอะไรและพกหนังสือเล่มไหนไปด้วย

การมีชีวิตอยู่แบบคนบ้าบอเพ้อเจ้อที่เยอะเรื่อง คือเรื่องยากที่คนอื่นจะรับมือไหว มันจึงจำเป็นต้องอยู่คนเดียวและปราศจากคนที่เข้าใจบ้างเป็นธรรมดา แต่นั่นก็ได้ทำให้เราหวงแหนและฟังเสียงหัวใจของเรามากยิ่งขึ้น

ผมเชื่อว่านี่คือราคาที่เราต้องจ่าย
เพื่อได้สัมผัสกับอิสรภาพ

.

.

หนังสือ : คนบ้า

แปลจาก : The Mad Man

ผู้เขียน : Kahlil Gibran, Lu Xun, Nikolai Gogol, Fyodor Dostoyevsky

ผู้แปล : วิภาดา กิตติโกวิท

สำนักพิมพ์ : มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม (Book For Society Foundation)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.