นกสีเงินบนฟ้าสีคราม

เช้าวันนี้อากาศปลอดโปร่ง แดดจ้า มีสายลมพัดเอื่อยๆ ผีเสื้อตัวน้อยใหญ่บินไล่กันไปมารอบแปลงดอกไม้สีสด ต้นสนใหญ่ที่เรียงรายมาตามถนนจากประตูทางเข้า ต่างพริ้วไปมาตามแรงลม ราวกับกำลังจับคู่เต้นรำกันตามเสียงเพลง

.

เช้าวันนี้เป็นคาบเรียนวิชาพละศึกษา คุณครูปล่อยให้เราทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อิสระ ฉันเดินมาสนามหน้าโรงเรียนกับริเอะจัง เราสนิทกันเพราะบ้านของเธอก็อยู่ใกล้ๆ บ้านของฉันเอง เราจึงเดินมาโรงเรียนด้วยกันทุกวัน

แถมเรายังอยู่ห้องเดียวกันอีกด้วย

“โนฮาระจัง เราไปเล่นชิงช้ากันก่อนเถอะ” ริเอะชี้ชวนไปที่ชิงช้าที่วางอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ริมรั้วโรงเรียน

ฉันให้ริเอะนั่งก่อน ปกติเราจะสลับกัน อีกคนจะเป็นคนช่วยแกว่งชิงช้าให้ เพื่อที่มันจะได้เหวี่ยงขึ้นสูงๆ นั่นเรียกเสียงหัวเราะและความรู้สึกจักกะจี้ในท้องได้เป็นอย่างดี ความสนุกในวันเด็กก็หาได้ง่ายๆ จากเครื่องเล่นพวกนี้เอง

.

ฉันผลักจนชิงช้าที่ริเอะนั่งโยนตัวขึ้นสูง เธอหัวเราะคิก ฉันจึงแกว่งแรงขึ้นและแรงขึ้น

.

“โนฮาระจัง พอก่อน แปปนึงนะ” ริเอะตะโกน ขณะที่ฉันกำลังออกแรงแกว่งให้แรงขึ้นอีก

ฉันจึงช่วยดึงให้ชิงช้าแกว่งช้าลง จนกระทั่งเกือบหยุดนิ่ง ริเอะกระโดดลงจากชิงช้าทันที เธอวิ่งไปที่กลางสนาม

ส่วนฉันรีบจองชิงช้าเพื่อเตรียมเล่นต่อทันที

“โนฮาระจัง มาดูนี่สิ นกยักษ์สีเงิน” ริเอะกวักมือเรียกฉันตามออกไป

“ไม่ต้องแกล้งกัน ตาเราเล่นแล้วนะริเอะจัง” ฉันแกว่งชิงช้าขึ้นลงพร้อมโยกตัวไปมา

“จริงๆ นะ มาดูสิ” ริเอะเอามือบังแสงแดดในขณะที่เงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามใส คงเพราะแดดจ้านั่นแยงตาเสียเหลือเกิน

ฉันกระโดดลงจากชิงช้า กำลังจะเดินไปหาริเอะพร้อมเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าบ้าง แต่แดดจ้าทำเอาฉันต้องรีบหลับตาลง

.

พอฉันลืมตาอีกที เห็นแสงสว่างวาบ เพียงครู่เดียวดวงตาทั้งสองเหมือนถูกเข็มเย็บผ้า ปลายแหลมคมแทงเข้าที่ลูกตา มันทั้งปวดและแสบร้อน จากนั้นเหมือนมีมือขนาดยักษ์มาผลักเข้าที่หน้าอก จนตัวฉันลอยขึ้นจากพื้นแล้วถูกขว้างลอยออกไปด้านหลัง รู้ตัวอีกทีก็กลิ้งไปตามพื้นสนาม ตามมาด้วยเสียงโครมคราม เสียงกิ่งไม้ลั่นเปรี๊ยะ ตามด้วยเสียงกรีดร้องดังปนเปกันไปทั่ว

ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว จุกแน่นในท้อง และค่อยๆ รู้สึกร้อนขึ้นทั่วตัว ฉันยังคงหลับตาด้วยความเจ็บปวด

พอลืมตาขึ้น ภาพยังคงดำมืด ไม่แน่ใจว่าเพราะตาของฉันมืดบอดเสียแล้ว หรือฝุ่นควันอะไรกันแน่ที่กำลังบดบังสายตาของฉันอยู่

.

“ริเอะจัง ริเอะจัง” ฉันเริ่มร้องตะโกนหาเพื่อน

.

สายตาของฉันเริ่มเห็นภาพได้ลางๆ ฉันยังเอามือคลำพื้นเปะปะ ตอนนี้เริ่มมีอาการแสบร้อนไปทั่วแขนขา

“ริเอะจัง” ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พยายามมองไปข้างหน้า ภาพที่เห็นเพียงเงามัว มีเปลวแสงสีส้มสว่างเป็นจุดๆ ไปทั่ว เสียงกรีดร้องระงมยังคงดังแข่งกับเสียงคล้ายข้าวของรอบๆ ตัวฉันกำลังบิดตัวราวกับจะระเบิดออก

“โน…โนฮาระ……โน” เสียงครางแหบพร่าดังอยู่ด้านหน้าฉัน

ฉันค่อยๆ เดินช้าๆ เพราะภาพที่ลางเลือน จนรู้สึกว่าสะดุดอะไรบางอย่างที่พื้น ฉันเอามือคลำเจอร่างคนนอนอยู่

“โนฮาระ..จัง” ริเอะนั่นเอง เธอนอนคุดคู้อยู่บนพื้น

.

ฉันพยายามจับเธอให้ลุกขึ้นกึ่งนั่ง แต่ฉันกลับจับตัวเธอไม่ได้เลย มันคล้ายกับตัวเธอลื่นไหลหลุดจากมือฉันไป ทิ้งไว้เพียงบางอย่างไว้ในฝ่ามือฉัน ซึ่งฉันมารู้ทีหลังว่านั่นคือผิวหนังของเธอที่ลอกหลุดติดมือมา

.

ฉันพยายามพยุงริเอะโดยเอาแขนข้างหนึ่งพาดบ่าไว้แล้วฉุดเธอลุกขึ้น เราเดินโซเซไปด้วยกันมุ่งหน้าจะกลับบ้าน เพราะตอนนี้โรงเรียนเหลือเพียงซากปรักหักพัง ต้นสนที่ไหม้เกรียม กองไฟเป็นจุดๆ ร่างที่นอนเกลื่อนพื้น บ้างก็นิ่งสนิท บ้างก็ร้องครางด้วยความเจ็บปวด เกิดความสับสนไปทั่ว บ้านจึงเป็นจุดหมายปลายทางของเราในตอนนี้

.

ตอนนี้ฉันรู้สึกถึงผิวหนังที่มือของฉันกำลังค่อยหลุดลอกออกเป็นแผ่น ที่ใบหน้าฝั่งซ้ายและริมฝีปากก็แสบร้อน ส่วนริเอะผิวทั้งแขนขาและหน้าลอกออกเห็นเนื้อสีชมพูตัดกับผิวหนังดำคล้ำดูน่าขนลุก แต่เราทั้งคู่กลับไม่สนใจสภาพตัวเอง เราคิดแต่จะกลับให้ถึงบ้านเท่านั้น

.

ระหว่างทางเดินกลับบ้านที่ห่างออกไปอีกราวกิโลเมตรเศษ ภาพสองข้างทางมีแต่ความวุ่นวาย เสียงร้องโหยหวนของผู้คน เสียเด็กเล็กร้องไห้จ้า เสียงป้าร้องไห้โหกอดร่างของเด็กน้อยไว้ในอ้อมอก ลุงเคนจิคนงานยกของร้านค้าในหมู่บ้านนั่งหลังผิงกำแพง ผิวหนังเกรียมไหม้ดำไปทั้งตัว ฉันมารู้ทีหลังว่าเพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่นี่เองที่ทำให้บางคนรอดจากการถูกเผาจากแสงสว่างวาบนั่น

.

เดินไปถึงร้านป้าฮินาตะ มีคนยืนต่อแถวกันเป็นทาง มีทหารหลายนายกำลังทาของเหลวลงบนตัวผู้คนที่ต่อแถวกันอยู่ บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างร้องไห้ฮือ แต่ทุกคนต่างดูสภาพไม่ต่างจากซากศพไหม้เกรียมที่เดินได้ ซึ่งก็ไม่ต่างจากเราสองคนเท่าไหร่

.

“หนูสองคนนั่น กำลังจะไปไหน” ทหารคนหนึ่งร้องเรียกเรา

“พวกเราจะกลับบ้านค่ะ” ฉันร้องตอบ

“มาทาน้ำมันก่อนเถอะ แผลไหม้พวกนั้นจะดีขึ้น” คุณทหารเดินเข้ามาพร้อมถังใบเล็กในมือ

.

ฉันได้รับการทาน้ำมันที่มือ ขาและใบหน้า เคราะห์ดีที่ฉันใส่เสื้อแขนยาวในเช้าวันนี้หรือเพราะฉันยืนอยู่ด้านหลังริเอะพอดีก็ไม่ทราบได้ ส่วนริเอะ คุณทหารทาน้ำมันให้เธอเยอะมาก เธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแค่เมื่อมีใครสัมผัสเนื้อสีแดงๆ ที่ปรากฏอยู่ทั่วตัวของเธอ ฉันอดร้องไห้ไม่ได้ที่เห็นเพื่อนทรมานแบบนี้

.

“น้ำ โนฮาระ…ฉันอยากกินน้ำ..ได้โปรด” ริเอะครางเสียงแหบแห้ง

ฉันรีบวิ่งเพื่อขอน้ำจากลุงทหารบางคนแถวนั้น ฉันได้มาให้เธอดื่มจนได้ ส่วนฉันดื่มอีกสองสามอึกที่พอจะเหลือในขวดก็เท่านั้น

.

เราเริ่มเดินอีกครั้ง แต่คราวนี้เราเดินได้ช้าลงมาก เพราะริเอะเริ่มเดินลำบาก ฉันต้องออกแรงพยุงมากขึ้นไปอีก จนมาถึงริมแม่น้ำ ริเอะขอนั่งพักเพราะเหนื่อยหอบ ฉันพยุงเธอนั่งพิงกำแพงที่หักพังข้างทาง ส่วนฉันเดินไปริมถนนใกล้แม่น้ำ

.

ภาพร่างเปลือยเปล่านับร้อยนับพันลอยเกลื่อนแม่น้ำโอตะ ทั้งหญิง ทั้งชาย บ้างก็ยังขยับ บ้างแน่นิ่งลอยเอื่อยไปตามกระแสน้ำพัดพาไป บ้างตะเกียดตะกายพาตัวเองให้พ้นผิวน้ำ ภาพตรงหน้าตอนนี้คล้ายขุมนรกมากกว่าจะเป็นโลกมนุษย์ที่ฉันเคยอาศัยอยู่ ฉันร้องไห้และเบือนหน้าหนี อีกด้านก็เป็นซากปรักหักพังสีดำทมึน บ้านเรือนไหม้เกรียมและพังลงแทบจะราบคาบ มีรอยดำคล้ายถูกเปลวไฟบรรลัยกัลป์เผาลามเลียไปทั่วเมือง

ฉันรีบพยุงริเอะขึ้นเดินอีกครั้ง

ไปกันเถอะริเอะ เรากลับบ้านกัน” ฉันบอกเธอทั้งน้ำตา

ตอนนี้เราเดินมาถึงบ้านแล้ว ฉันจำต้นพลับใหญ่หน้าบ้านริเอะได้ ตอนนี้มันไหม้เกรียมและไร้แม้ใบปกคลุม มีลูกพลับถูกเผาจนดำติดคากิ่งก้านอยู่บ้างพอให้จำได้ ริเอะเห็นบ้านที่พังทลายตรงหน้าถึงกับทรุดลงร้องไห้ เธอร้องเรียกหาพ่อแม่และพี่สาว แต่แถวนี้ไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงร่างไร้วิญญาณของคนที่ตายแล้วและยังไม่ตายแต่วิญญาณถูกพรากไปตั้งแต่แสงวาบบนท้องฟ้านั่นสว่างขึ้น

.

เธอยังยืนยันว่าจะขอรอครอบครัวของเธออยู่ที่บ้าน ฉันจึงพยุงเธอไปนอนในห้องเก็บฝืนที่ติดกำแพงบ้าน ซึ่งสภาพยังพอมีหลังคาพอพักพิงได้

.

“โนฮาระ ขอบคุณนะที่พามาส่ง ขอบคุณ” ริเอะเอ่ยเบาๆ พร้อมกุมมือฉันไว้แน่น

“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพ่อกับแม่ริเอะคงจะมาตามหาแน่ๆ” ฉันบอกเธอ

“จ๊ะ ไปเถอะ ไปหาครอบครัวของโนฮาระจังนะ ไม่ต้องห่วงฉัน” ริเอะเอ่ยก่อนโบกมือทำทีไล่ฉันให้ไป

“รอเดี๋ยวนะ ฉันจะหาของกินมาให้ด้วย รอฉันนะ ริเอะจัง” ฉันร้องไห้ก่อนเดินถอยห่างออกมาช้าๆ

.

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้คุยกับริเอะจัง เพราะหลังจากฉันได้พบพ่อและแม่ที่พากันไปหลบในหลุมหลบภัยหลังบ้าน พอย้อนกลับจะไปพาริเอะมาพักที่หลุมหลบภัยด้วยกัน เราพบว่าเธอกลับนอนนิ่ง ตัวแข็งเย็นราวกับก้อนหินที่ตั้งท่ามกลางหิมะที่ตกหนาใจกลางฤดูหนาว ทั้งๆ ที่ตามตัวเธอผิวหนังเป็นสีชมพูปนเลือดคล้ายถูกย่างด้วยเปลวไฟอย่างลวกๆ

.

ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น รู้เพียงแต่ฉันร้องไห้กับภาพที่เห็น จนพ่อและแม่ต้องพาตัวฉันออกไป แล้วพวกเราก็อพยพกันไปอยู่ที่สถานีรถไฟ เพราะที่นั่นมีกองทหารรวมตัวกันอยู่ และมีหน่วยแพทย์ที่คอยช่วยเหลือชาวบ้านอีกนับหมื่นที่กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

.

ขณะที่ฉันได้รับการทำแผลไฟไหม้ที่ผิวหนังที่ใบหน้า แขนขา ตอนนั้นเองฉันเห็นที่กำแพงมีรอยรูปร่างสีขาวตัดกับพื้นหลังสีดำ คล้ายคนนั่งบ้างยืนบ้างอยู่บนผนังกำแพง ฉันนึกภาพออกเลยทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เพราะฉันยังจำภาพริเอะจังที่ไหม้เกรียมจนเนื้อลอกหลุดเป็นแผ่นได้ดี

ภาพจาก http://www.aasc.ucla.edu/cab/gz/03_38.html

.

ฉันไม่แน่ใจว่าฉันโชคดีหรือเปล่าที่รอดมาได้จากเหตุการณ์วันนั้น แต่กลับต้องแลกด้วยความทรงจำที่แสนโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมชั้น และเพื่อนร่วมชาติ ภาพผู้คนร้องโหยหวน แม่น้ำเต็มไปด้วยศพที่ลอยดุจขอนไม้ไร้ชีวิตในน้ำที่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ และกองเถ้าถ่านของเมืองที่เคยสวยงามและมีชีวิตชีวา

.

ความทรงจำที่คอยหลอกหลอนมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นับเป็นความโหดร้ายของการมีชีวิตอยู่แบบหนึ่งทีเดียว

.

แต่ตอนนี้…ฉันรู้สึกเหมือนมีใครมาเรียกฉันแว่วๆ ในหัว

 

————————————

 

“แม่คะ แม่ แม่ฟื้นสิ แม่คะ” เสียงลูกสาวฉันร้องขณะกำลังเขย่ามือฉันไปด้วย

“แม่ฟื้นแล้ว แม่ลืมตาแล้ว” เธอเอ่ยพร้อมน้ำตาไหลพราก

“โยโกะ หนูเรียกแม่รึ”

“ใช่ แม่รู้ไหม หัวใจแม่หยุดเต้นไปแล้ว หนูเกือบหัวใจสลาย” เธอยังร้องไม่หยุด

“เด็กโง่ แม่กำลังจะได้พบเพื่อนเก่าแล้วแท้ๆ เชียว” ฉันร้องไห้

.

รอบตัวฉันเป็นห้องสีขาวสะอาด เตียงและเครื่องมือแพทย์สำหรับประคองลมหายใจฉันทำงานสลับกันไปมาจนมีเสียงปี๊บๆ น่ารำคาญอยู่ตลอดเวลา

.

ฉันในวัยแปดสิบสี่ปีที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งเม็ดเลือดขาวมานานหลายเดือนแล้ว ไม่แน่ใจว่าสาเหตุมาจากแสงสว่างจากระเบิดในวันนั้นหรือเปล่า หมอเคยบอกฉันและครอบครัวว่าฉันคงอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน ตอนนี้ฉันคงได้แค่นอนรอความตายอยู่บนเตียงนุ่มๆ ห้องอุ่นๆ และมีครอบครัวรายรอบ

.

ถ้าคืนนี้ฉันนอนหลับฝันถึงเช้าที่สนามหญ้าหน้าโรงเรียนอีก ฉันคิดว่าฉันคงได้ไปแกว่งชิงช้าให้ริเอะจังเสียที เธอคงทั้งเหงา หนาว และเปล่าเปลี่ยวเพียงลำพังอยู่นานมากๆ แล้ว

.

“รอนิดนึงนะ ริเอะจัง ฉันจะแกว่งชิงช้าให้เธอนั่งก่อนเลย” ฉันหลับตาที่แสนอ่อนล้าลงพร้อมน้ำตา

“หวังว่าจะไม่มีใครต้องโดดเดี่ยวเพราะสงครามอีกเลย” ฉันภาวนาในใจ

เสียงเครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพร้องเตือนเสียงดังยาว รอบตัวฉันเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง

แต่ฉันกำลังเดินออกจากห้องไป มุ่งหน้าไปที่สนามหญ้ากว้าง และตรงใต้ต้นสนใหญ่ ที่นั่นริเอะจังกำลังนั่นยิ้มแกว่งชิงช้าไปมาช้าๆ

แด่วันครบรอบ 72 ปี การทิ้งระเบิดนิวปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า

6 สิงหาคม 1945

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *