FACIAL PAYMENT – ของมีค่าที่หายไปในชั่วพริบตา

การตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบบนร้านค้าออนไลน์อันตรายมากขึ้นในระยะหลัง เมื่อกี้ผมเพิ่งรอดพ้นเงื้อมมือของความอยากได้ gadget ใหม่โดยไม่จำเป็นอย่างหวุดหวิด ระหว่างที่เข้าสู่กระบวนการจ่ายเงิน ใส่ข้อมูลส่วนตัวและหมายเลขบัตรเครดิต ต่อด้วยการรอรหัส OTP ส่งมายืนยันว่าผมเป็นผู้ใช้บัตรจริงๆ จังหวะนั้นเกิดลังเลสองจิตสองใจ ซื้อดีไม่ซื้อดี เสียงเตือนบนมือถือบ่งบอกว่ารหัสเลขหกตัวมาถึงแล้ว เสี้ยววินาทีนี้เองที่นิ้วผมเลื่อนเมาส์ไปคลิ๊กปิดหน้าต่างแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ….เกือบไปละกู”

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และถ้าให้คาดเดาแบบไม่มีหลักฐานใดๆยืนยันก็คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับผมเพียงคนเดียว เมื่อการใช้ชีวิตของมนุษย์โยกย้ายจากอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอล สิ่งที่เคลื่อนตามไปด้วยคือเม็ดเงินเพื่อการจับจ่ายซื้อของในกระเป๋า ร้านค้าน้อยใหญ่และผู้ให้บริการบัตรเครดิตต่างๆรู้ถึงความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี ที่ไหนมีปลาให้จับที่นั้นก็มีคนจับปลา พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้งานอย่างดีเยี่ยม เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ย่นระยะเวลาจากตะกร้าสินค้าไปยังจุดคลิ๊กจ่ายเงินให้เร็วที่สุด ยิ่งลดขั้นตอนลงได้มากเท่าไหร่คนใช้งานก็มีโอกาสที่จะกด ‘จ่าย’ ได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่าง “Buy now with 1-click” ของ Amazon ที่กดปุ๊บซื้อปั๊บ โดยใช้ข้อมูลที่เราเคยใส่ไว้แล้ว ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรเพิ่มเติมอีก ความสะดวกรวดเร็วของออนไลน์ช้อปปิ้งได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ไปแล้วอย่างไร้ข้อกังขา

 

แต่เทคโนโลยีชิ้นใหม่ที่เรียกว่า “Facial Payment” กำลังจะกลายเป็นก้าวใหม่ของระบบการเงินออนไลน์ในอนาคตอันใกล้ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นช่องทางด่วนลดขั้นตอนการใส่ข้อมูลแบบปัจจุบัน ช่วยให้ลูกค้าสามารถจับจ่ายซื้อของได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพียงกระพริบตาเงินในบัตรเครดิตก็ถูกหักจ่ายสินค้าได้ทันที ฟังเหมือนการพูดเปรียบเปรยแต่ไม่ใช่เลย นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆในประเทศจีน

 

Facial Payment ถูกพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลนี Facial Recognition ที่เราคุ้นเคยกันดี นึกถึงตอนที่เราอัพโหลดรูปขึ้น facebook แล้วมีกล่องสี่เหลี่ยมขึ้นบนหน้าของคนในรูปให้กดแทคเพื่อน นั้นแหละครับ Facial Recognition มันเป็นเทคโนโลยีที่อยู่มานานแล้วหลายปี โดยไม่กี่ปีก่อนมันดูง่อยเปรี้ย คล้ายฟีเจอร์เล็กๆเพื่อความสนุกที่ความแม่นยำค่อนข้างต่ำ หลายครั้งที่มันใส่กรอบผิดที่ผิดทาง จนบางทีอดขำไม่ได้ว่าทำไมตูดเด็กถึงกลายเป็นหน้าเพื่อนคนหนึ่งไปได้ แต่ตอนนี้หลังจากมีการประยุกต์ใช้ Deep Reinforcement Learning (เทคโนโลยีเดียวกับ AlphaGo) ความถูกต้องของการประมวลรูปภาพนั้นถูกต้องและเชื่อถือได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ถึงขนาดที่ว่าบางครั้งมันสามารถแยกแยะใบหน้าของคนในภาพเบลอๆได้ดีกว่าสายตาของมนุษย์ซะอีก

Face++ (อ่านว่า ‘เฟสพลัสพลัส’) บริษัท startup สัญชาติจีนที่มีมูลค่าประมาณถึง 3.5 หมื่นล้านบาท พวกเขาพัฒนาเทคโนโลยี Facial Recognition ที่มีความแม่นยำโดยการตรวจจับความเคลื่อนไหวของตำแหน่งต่างๆบนใบหน้ากว่า 83 จุด พวกเขาใช้เทคโนโลยีชิ้นนี้ในระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัท โดยจะมีกล้องหลายสิบตัวจากมุมต่างๆทั่วพื้นที่เพื่อเช็คใบหน้าของผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น (มันเหมือนกับ Big Brother ในหนังสือ 1984 ของ George Orwell จนน่าขนลุก) การเข้าออกตัวอาคารหรือห้องต่างๆก็ใช้ระบบแสกนใบหน้าแบบนี้เช่นเดียวกัน

เทคโนโลยีชิ้นนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์หลากหลายรูปแบบ ทั้งในแอพพลิเคชั่นของ Didi (หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Uber สัญชาติจีน) เพื่อให้ผู้โดยสารใช้คอนเฟิร์มว่าคนขับรถไม่ใช่ตัวปลอม โดยการถ่ายรูปแล้วเช็คกับฐานข้อมูลของบริษัทได้ทันที (ถ้าเอามาปรับใช้กับฐานข้อมูลคนขับรถแท็กซี่บ้านเราก็อาจเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น) หรือสำหรับการจ่ายเงินด้วย Alipay ที่มีคนใช้ถึง 120 ล้านคนทั่วประเทศ วิธีการทำงานของมันค่อนข้างง่ายเลยทีเดียว อัพโหลดภาพใบหน้าของเราเข้าฐานข้อมูลโดยการถ่ายเซลฟี่ บันทึกรายละเอียดของเรา ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และแน่นอนว่าข้อมูลทางการเงินต่างๆอย่างบัตรเครดิตเพื่อการใช้จ่าย เมื่อถึงเวลาต้องการใช้เงินแอพ Alipay บนมือถือก็จะบอกให้คุณยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป อาจจะสั่งให้คุณขยับปาก ส่ายหัว หรือกระพริบตา เพื่อพิสูจน์ว่าคุณมีตัวตนจริงไม่ใช่เอารูปถ่ายมาหลอก (เรียกว่า “liveness test”) ก็เป็นจบการทำงาน ไม่มีการใส่พาสเวิร์ด พินโค้ด เลขสามตัวหลังบัตร รอรหัส OTP อะไรมากมายอีกต่อไป ยกกล้องขึ้นมากระพริบตาปุ๊บจ่ายเงินได้ทันที (บอกแล้วว่าไม่ได้เปรียบเปรย)

แม้กระทั่ง search engine เจ้าใหญ่ของจีนอย่าง Baidu ก็กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี Facial Recognition เช่นเดียวกัน จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ออกมาบอกว่าระบบของพวกเขาสามารถแยกแยะใบหน้าของบุคคลได้เทียบเท่าใกล้เคียงกับสายตามนุษย์ โดยตอนนี้ Baidu กำลังพัฒนาระบบซอฟแวร์ที่ให้ผู้โดยสารรถไฟสามารถรับตั๋วที่เครื่องจำหน่ายตั๋วได้เพียงแค่โชว์ใบหน้าของตัวเองกับกล้อง บริษัทยังร่วมมือกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเพื่อใช้เทคโนโลยีชนิดนี้แทนการใช้ตั๋วเพื่อเข้าชมสถานที่อีกด้วย

ยังมีอีกหลายธุรกิจที่กำลังพยายามประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของ Face\++ อย่างเช่นเวลาลูกค้าที่เป็นคนมีชื่อเสียงเดินเข้ามาในร้านค้าตามห้างสรรพสินค้า ระบบส่งเมสเสสแจ้งเตือนพนักงานว่ามี VIP เดินเข้ามาให้ไปต้อนรับหน่อย กรณีร้านกาแฟหรือร้านอาหาร เมื่อมีลูกค้าประจำเดินเข้ามา พวกเขาก็อาจจะทักทายด้วยน้ำเสียงอันเป็นมิตรกล่าวทักทายอย่างอบอุ่น “ยินดีต้อนรับครับคุณ…วันนี้รับเหมือนเดิมรึเปล่าครับ” การบริการแบบนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนสำคัญและอยากกลับมาใช้บริการต่อไปเรื่อยๆ ความเป็นไปได้นั้นมากมายเหลือเกิน

แต่นอกเหนือจากเหตุผลทางธุรกิจแล้ว ดูเหมือนว่ามันยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ชวนเสียวสันหลังแอบแฝงอยู่อีกชั้นหนึ่ง เทคโนโลยีชิ้นนี้ถูกนำมาใช้ที่ประเทศจีนก่อนที่อื่นเพื่อตอบสนองแนวทางของรัฐฯเพื่อใช้สอดส่องควบคุมประชากรบนท้องถนน พูดอีกอย่างหนึ่งคือใช้สอดแนมกลุ่มคนที่พวกเขาอยากจับตามองเป็นพิเศษ มีข่าวมากมายที่รัฐฯจับประชาชนที่ต่อต้านนโยบายการบริหารประเทศ มีการกักขังและทารุณกรรมที่เป็นประเด็นอื้อฉาวอยู่บ่อยครั้ง ประเทศจีนมีฐานข้อมูลภาพถ่ายของประชากรมากมาย กล้องวงจรปิดตามท้องถนนสามารถใช้ซอฟแวร์ของ Face\++ ตรวจเทียบใบหน้าของผู้คนที่เดินไปมากับฐานข้อมูลของผู้ต้องสงสัยในคดีต่างๆได้อย่างไม่ยากเย็น รัฐบาลสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็นมาตรการเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนทั่วไป เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์อย่างการก่อการร้าย อาชญากรรมต่างๆบนพื้นที่สาธารณะ แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งที่กลับกันว่า แล้วถ้าเราไม่อยากถูกจับตามองล่ะ? เราไม่มีทางเลือกอื่นเลยเหรอ?

ผมอยากให้ลองหลับตาแล้วจินตนาการภาพหนึ่งในหัวไปพร้อมกัน ถ้าเกิดเทคโนโลยีชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในบ้านเมืองเราในรูปแบบเดียวกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อความรวดเร็วในการซื้อของออนไลน์ แต่เพื่อความ “สงบสุข” ของประชากรโดยมีคนคอยสอดส่องติดตามดูพวกเราจากกล้องวงจรปิดต่างๆจากทุกหัวมุมตึก เหมือนมีดวงตาที่มองไม่เห็นคอยจดจ้องการกระทำทุกอย่างอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา การออกไปเดินข้างนอกแล้วต้องคอยเหลียวหน้าพะวงหลัง มันชวนให้รู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออกเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าตอนนี้เทคโนโลยี Facial Recognition อย่าง Face\++ ยังจำกัดอยู่แค่ในประเทศจีน แต่แน่นอนว่าอีกไม่นานมันคงถูกนำไปใช้ในประเทศอื่นๆด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเพื่อการพัฒนาธุรกิจเพิ่มความรวดเร็วให้กับลูกค้า เพิ่มการไหลเวียนของเม็ดเงินในระบบให้มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารในการตรวจสอบคนขับรถ เพื่อประโยชน์ในการค้นหาบุคคลที่สูญหาย หรือแม้แต่เพื่อเหตุผลทางกฎหมายต่างๆที่รัฐบาลนั้นๆสร้างขึ้นมา

แต่อย่าลืมว่าในบางสถานที่ กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือของผู้กำอำนาจเพียงเท่านั้น

 

เราอาจจะไม่รู้เลยว่าเพื่อแลกกับความสะดวกสบายอย่างการกระพริบตาถ่ายรูปเซลฟี่จ่ายเงินซื้อสินค้า ชั่วพริบตาเดียวกันนั้นนอกจากเงินที่มีค่าในกระเป๋าที่หายไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หาค่ามิได้และอาจจะไม่มีทางได้กลับคืนมาอีกเลยคือ “ความเป็นส่วนตัว”

 

พิมพ์ครั้งแรกที่ The Standard Vol 4. สามารถนิตยสารฉบับเต็มได้ที่ -> here

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *