Self-Driving Trucks – เมื่อ AI ต้องเลือกว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป

ในช่วงกลางดึกของวันที่ 25 มีนาคม 2017 เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วงขนไม้ยูคาลิปตัสชนท้ายรถบรรทุกพ่วงอีกคันที่จอดรอไฟสัญญาณจราจรที่กลางสี่แยกของจังหวัดสุพรรณบุรี สภาพรถด้านหน้ายุบละเอียด มีผู้บาดเจ็บทั้งหมดสามราย นายธนกฤตคนขับ ภรรยา และลูกน้อยวัยเพียงหนึ่งขวบ ต้นเหตุก็หนีไม่พ้นอาการหลับในที่เกิดจากความเมื่อยล้าของคนขับที่ทำงานติดต่อกันนานเกินไป แต่คราวนี้โชคยังดีที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถมาช่วยเหลือได้ทันและนำส่งโรงพยาบาลให้แพทย์รักษาจนพ้นขีดอันตรายทั้งสามคน

.

.

ในสหรัฐอเมริกามีการคำนวนสถิติเอาไว้ว่า ทุกๆ 16 นาที จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต 1 คนจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุก โดยแต่ละปีจะมีอุบัติเหตุรถบรรทุกถึงห้าแสนครั้ง สาเหตุหลักๆถึง 90% ของอุบัติเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นจาก ‘human errors’ หรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อยู่หลังพวงมาลัยนั้นแหละ (หลับใน เมา อารมณ์เสีย ฯลฯ)

ส่วนในประเทศไทย หลังจากที่พยายามข้อหาข้อมูลสถิติกลับไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันได้ดีกว่าตัวเลขคือความรู้สึกหดหู่ที่เห็นข่าวอุบัติเหตุรถบรรทุกบนสื่อทั้งหลายไม่เว้นแต่ละวัน สิบล้อหลับในแหกโค้ง เมาเหล้า สะเพร่า ขาดสติ โมโห ขยี้ทุกสิ่งที่ขวางทางไว้ใต้ล้อ ทั้งทรัพย์สินสิ่งของรวมถึงบางอย่างที่เอาคืนมาไม่ได้ – ชีวิตของผู้ร่วมใช้ถนนคนอื่นๆ

.

.

ปลายเดือนตุลาคมปี 2016 บริษัท OTTO (ส่วนหนึ่งของบริษัท Uber) ได้ทดสอบการขนส่งเบียร์ Budweiser จำนวนสองพันลังด้วยรถบรรทุก 18 ล้อด้วยระบบ “automation” ไร้คนขับเป็นครั้งแรกของโลก จากเมือง Fort Collins ไปยัง Colorado Springs ในรัฐ Colorado ประเทศอเมริกา บนทางด่วนหมายเลข 25 เป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร โดยอาศัยเทคโนโลยีที่เรียกว่า “LIDAR” ยิงเลเซอร์เป็นจังหวะเพื่อรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับทุกอย่างรอบตัวรถบรรทุก บวกรวมเข้ากับ Reinforcement Learning เพื่อประกอบเป็นการตัดสินใจต่างๆอย่างการกำหนดความเร็ว ระยะห่างจากรถข้างหน้า และเปลี่ยนเลนเมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น มนุษย์ก็ยังเป็นส่วนประกอบที่ตัดขาดทั้งหมดไม่ได้เสียทีเดียว อย่างน้อยก็ในเวลานี้ เพราะถึงแม้รถบรรทุก 18 ล้อของ OTTO จะทำงานได้อย่างไร้ที่ติบนทางด่วน มนุษย์ยังคงต้องเป็นแบ็คอัพที่อยู่ข้างหลังพวงมาลัยรถบรรทุกเหล่านี้ระหว่างเคลื่อนตัวอยู่ในเมือง ถนนที่เล็กแคบ ป้ายสัญญาณที่ซับซ้อน ต้องระมัดระวังอุบัติเหตุ จอดไฟแดง สิ่งเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาการตัดสินใจของมนุษย์อยู่ แต่พอขึ้นทางด่วนเมื่อไหร่ คนขับก็สามารถเปิดสวิทช์คล้ายระบบ auto-pilot ของนักบิน ปลดตัวเองออกจากที่นั่งแล้วไปจิบชาดื่มกาแฟที่เบาะหลังตรวจดูความเรียบร้อยของระบบหรือแม้แต่ทำสิ่งที่คนขับรถบรรทุกสมัยก่อนไม่ควรทำเช่นการงีบหลับระหว่างทาง

นอกจากความตื่นเต้นเคล้าตกใจของประชาชนที่รู้ข่าวแล้ว (แหงสิ) ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีตลอดเส้นทาง รถยนต์ไร้คนขับอาจจะได้รับความสนใจจากสื่อมากก็จริง (เพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่า) แต่ระบบรถบรรทุกขนส่งแบบไร้คนขับต่างหากที่เราน่าจะมีโอกาสได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างภายในทศวรรษนี้ จากผลสำรวจที่ผ่านมาของ American Trucking Associations บอกเอาไว้ว่าต่อไปเราจะไม่มีคนขับรถบรรทุกมากเพียงพอสำหรับการขนส่งสินค้าอีกต่อไป เพราะนอกจากงานขับรถบรรทุกนั้นทั้งเหนื่อยล้าจนร่างกายทนไม่ไหวต้องเลิกทำ ยังมีอีกปัจจัยเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาสั่งซื้อของออนไลน์มากขึ้นหลายเท่าตัว เม็ดเงินของธุรกิจที่กำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางนี้ โดยมีแนวโน้มที่จะโตอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้อย่างในบ้านเราเริ่มมีบริษัทขนส่งที่ผุดขึ้นมาแข่งขันในตลาดกับเจ้าเก่าๆมากขึ้นอย่าง Kerry Express และ ขนส่งแมวดำ Yamato Asia

ยิ่งในตอนนี้ นอกจาก OTTO แล้ว เรายังเห็นบริษัท Waymo (อยู่ใต้บริษัท Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google) Volvo Trucks, Tesla และ Daimler ที่กำลังเร่งพัฒนารถบรรทุกแบบไร้คนขับของตัวเองเช่นเดียวกัน โดย Waymo บอกรายละเอียดเอาไว้ว่าพวกเขามีข้อมูล (data) สำหรับการสร้างรถไร้คนขับถึงแปดปีและตอนนี้กำลังนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้กับรถบรรทุกขนส่ง มีการวางแผนเอาไว้ว่าภายในสิ้นปี 2017 จะมีการทดลองเหมือนกับที่ OTTO ทำในรัฐเอริโซน่าของอเมริกา ส่วนทางด้าน Volvo Trucks ในตอนนี้กำลังทดสอบรถบรรทุกขนขยะที่ไร้คนขับด้วยเช่นเดียวกัน โดยวิธีการทำงานของมันคือคนขับรถจะไปจอดที่สุดปลายถนน แล้วลงเดินบนฟุตบาท เจ้ารถบรรทุกขยะจะถอยตามมาเรื่อยๆและหยุดเมื่อคนขับรถหยุดเดินเพื่อยกถังขยะขึ้นใส่รถ หลังจากนั้นก็กดปุ่มเพื่อให้มันเริ่มทำงานต่อ ระบบนี้จะช่วยประหยัดเวลาเพราะคนขับไม่ต้องกระโดดขึ้นลงจากที่นั่งคนขับ แถมยังใช้แรงงานคนเพียงคนเดียวจากเมื่อก่อนต้องใช้อย่างน้อยถึงสามคนในการเก็บกวาดขยะในชุมชนเล็กๆ

.

.

หลายคนตั้งคำถามว่าแล้วแบบนี้งานของมนุษย์จะไม่ถูกทดแทนด้วยคนขับคอมพิวเตอร์จนหมดเหรอ? คำตอบคงชัดเจนจากตัวอย่างข้างบนว่าถึงแม้ OTTO หรือ Waymo จะสร้างรถบรรทุกขนส่งแบบไร้คนขับขึ้นมาได้จริง มนุษย์ก็ยังต้องมีส่วนร่วมในการทำงานกับสมองกลเหล่านี้อยู่ดี ระบบ automation มีแนวโน้มว่าจะช่วยลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สาเหตุมาจากความผิดพลาดของมนุษย์ เพราะคอมพิวเตอร์ไม่เหนื่อยล้า บริษัทขนส่งเองก็สามารถเพิ่มเที่ยวขนส่งได้มากขึ้น แถมยังมีระบบช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้ถึง 30% ซึ่งในอนาคตเท่าที่มองเห็นได้จากตรงนี้ อาชีพคนขับรถบรรทุกจะยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ต่อไปและสะดวกสบายมากขึ้นอีกด้วย

ปัญหาต่อมาจึงไม่ใช่เรื่องคอมพิวเตอร์แย่งงานมนุษย์ แต่เป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนอย่างเรื่องศีลธรรมความคิดการตัดสินใจในช่วงเสี้ยววินาทีของ AI มากกว่า ยกตัวอย่างเหตุการณ์ สมมุติว่ามีรถไฟคันหนึ่งกำลังแล่นมาตามรางด้วยความเร็วสูงที่ไม่สามารถหยุดได้ บนรางนั้นมีคนถูกมัดไว้ด้วยเชือกห้าคน ไม่สามารถหนีไปไหนได้ เรายืนอยู่ตรงบริเวณกลไกคันโยกสับรางพอดี ถ้าเราตัดสินใจโยกสับเปลี่ยนรางรถไฟ ห้าคนนั้นก็รอด แต่บนรางอีกเส้นหนึ่งมีคนหนึ่งที่ถูกมัดอยู่ตรงนั้นเช่นกัน ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้เราจะตัดสินใจยังไง? ไม่ทำอะไรเลยห้าคนก็ตาย สับรางอีกคนก็ตาย

ปัญหานี้คงไม่ได้ซับซ้อนมากนักถ้าโลกแห่งความจริงยึดตามหลักเลขคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว พูดอีกอย่างคือให้ AI ตัดสินเลือกทางที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุด โดยให้ค่าตัวเลขว่าชีวิตคนหนึ่งคนต้องมีค่าน้อยกว่าคนอีกห้าคนอยู่แล้ว แต่พูดกันตามตรงแล้วมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก เพราะถ้าเราใช้โมเดลการตัดสินใจแบบนี้ ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็คงถูกใช้เป็นทางเลือกเป็นอันดับแรก เพราะการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความเสียหายหลังเกิดอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้น AI ที่ถูกสร้างด้วยโมเดลนี้คงตัดสินใจทำลายตัวเองทิ้ง อาจจะโดยการหักชนสิ่งกีดขวางหรือพุ่งออกข้างทางไปเลย แล้วแบบนี้ใครจะอยากเป็นคนขับรถบรรทุก (หรือรถยนต์) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI กันหล่ะ?

.

.

มันจะยิ่งซับซ้อนขึ้นอีกหลายชั้นถ้าต้องให้ AI ตัดสินว่าชีวิตใครสำคัญมากกว่ากัน? เช่นถ้าประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกากับผู้ก่อการร้ายข้ามชาติห้าคนกำลังเดินข้ามถนนพร้อมๆกัน? AI จะเลือกถูกไหมว่าต้องเลือกไปทางไหน? แล้วถ้าประมวลผลผิดใครรับผิดชอบ? สรุปแล้วในโลกของความเป็นจริง ชีวิตสองชีวิตไม่เคยมีค่าเท่ากัน (ทั้งๆที่มันไม่ควรเป็นแบบนั้นก็ตามที) แล้วแบบนี้ใครกันล่ะที่จะเป็นคนตัดสินใจว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป? คำตอบที่ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นั้นก็คือบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้แหละครับ

 

ยังมีคำถามอีกมากมายที่ยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ เช่นถ้าเกิดมีการแฮ็กระบบรถบรรทุกแล้วใช้มันสร้างความเสียหายล่ะ? ใช้เป็น truck-bomb? ไหนจะเรื่องประกันอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ต้องเปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งตัวกฎหมายก็ต้องถูกนำมารื้อเขียนใหม่อีกเช่นกัน โลกอนาคตยังมีคำถามอีกเยอะแยะ และหลายๆภาคส่วนของสังคม ทั้งรัฐบาล เอกชน ประกัน ตำรวจ ประชาชน ทุกคนต้องร่วมกันตอบคำถามตรงนี้ด้วย เพราะเทคโนโลยีอยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าปล่อยให้กลุ่มคนที่มีอำนาจเพียบหยิบมือให้ตีเส้นว่าควรไปทางไหน มันจะมีประโยชน์ไม่ใช่กับทุกคนแต่เพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น

 

อีกอย่างหนึ่งที่น่าคิดคือเทคโนโลยีนี้เมื่อนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับกฎหมายและพื้นฐานวัฒนธรรมที่ความซับซ้อนยิ่งกว่าที่ไหนในโลกของบ้านเราด้วย ยิ่งโดยเฉพาะการให้คุณค่ากับชีวิตคนบนท้องถนน AI ของรถบรรทุกไร้คนขับบ้านเราอาจจะต้องมีเพิ่มฟีเจอร์การตัดสินคุณค่าของคนจากการแต่งกายภายนอก นาฬิกาที่สวมใส่ มือถือที่ใช้และเลขทะเบียนรถยนต์เพิ่มเข้าไปอีกชั้นด้วย

.

ตีพิมพ์ครั้งแรกบนนิตยสาร The Standard Vol II วันที่ 24/07/2017

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *