เสียงสำนึก

ฉันกับสามีเพิ่งย้ายมาอยู่ห้องพักเล็กๆ ในอพาร์ทเม้นเก่าแห่งหนึ่งที่ห่างไกลจากตัวเมือง สภาพภายในห้องค่อนข้างคับแคบ แต่ก็เพียงพอที่จะให้เราสามคนได้หลบพักและหลีกหนีการทวงเงินของเจ้าหนี้ได้สักระยะหนึ่ง ภาระหนี้สินรุงรังที่เราสองคนได้ก่อไว้ ทำให้บ้านที่เคยอยู่ถูกธนาคารยึด รถที่เคยใช้ก็จำนำเสียจนไม่มีเงินไปไถ่คืน ถ้าหากรวมเงินที่เราสองคนหามาได้ก็แทบจะเดือนชนเดือน นับวันรายรับที่เคยมีก็ไม่เพียงพอต่อดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เมื่อไม่นานเราได้พลาดท่าให้กับนายทุนหน้าเลือดที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบ แม้เราจะจ่ายเงินต้นครบ แต่ดอกเบี้ยแสนโหดก็ยังคงอยู่ ถ้าเราไม่มีเงินจ่ายพวกมัน สามีของฉันก็มักจะโดนซ้อมอยู่เป็นประจำ ยิ่งนานวันเข้าเราก็ยิ่งทนสภาพแบบนี้ไม่ไหว จึงตัดสินใจย้ายที่อยู่ใหม่เพื่อเป็นการยืดเวลาในการหาเงิน ฉันกับสามีจึงต้องทำงานอย่างหนักและเมื่อไหร่ที่พวกมันหาเราเจอ ก็ได้แต่หวังว่าตอนนั้นจะมีเงินมากพอที่จะจ่ายให้พวกมัน ไม่เช่นนั้น ฉันยังไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของเราสามคนจะเป็นเช่นไร

ใกล้จะเที่ยงคืนแล้วยังไม่มีวี่แววว่าสามีจะกลับห้อง แต่ฉันก็ยังคงนั่งรอเขาอยู่ที่โต๊ะกินข้าวเช่นเดิม จนป่านนี้อาหารที่ตั้งใจเตรียมไว้ให้เขาดูเย็นชืดและไม่เหลือความน่ากินอีกแล้ว ฉันเดินไปดูลูกน้อยที่หลับอยู่ในเปลอีกครั้งเพื่อแน่ใจว่าเสียงฟ้าร้องจะไม่ปลุกให้เธอตื่นขึ้นมากระทันหัน ใบหน้ายามหลับใหลของลูกสะท้อนความไร้เดียงสา เธอยังคงไม่รู้หรอกว่าจะพบเจอชะตากรรมเช่นใด “โธ่ ดวงใจของแม่ แม่สัญญาว่าจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้มีชีวิตที่ดีนะจ๊ะ” ฉันพูดพร้อมทั้งน้ำตาและมองดูลูกน้อย จังหวะลมหายใจที่แผ่วเบาของเธอดูสงบคงที่ ช่างแตกต่างกับสายฝนที่โหมกระหน่ำของภายนอกเสียเหลือเกิน เขาคงติดฝนอยู่ที่ไหนสักแห่ง ฉันคิดในใจ

.

.

ก็อก ก็อก ก็อก เสียงเคาะประตูห้อง

ฉันลุกออกจากโต๊ะกินข้าวเพื่อเดินไปต้อนรับสามีที่กลับมาด้วยอารมณ์กึ่งดีใจ เมื่อเปิดประตูออกไปกลับพบผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง เขาทำให้หัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้น ผู้ชายในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากแดง ในมือถือหมวกสีดำ เขาไม่ใช่สามีของฉัน หรือจะเป็นเจ้าหนี้

“สวัสดีครับ” เขาพูดทักทาย
“สวัสดีค่ะ คุณมาหาใครคะ?” ฉันถามด้วยความตื่นตระหนก
“ผมมารับคุณเพื่อไปพบใครบางคนครับ” เขาพูดด้วยสายตาเย็นเฉียบพร้อมทั้งผายมือไปด้านข้าง

.

ท่ามกลางความสลัวของทางเดินภายในอาคาร ประตูห้องที่เดินผ่านถูกปิดสนิทและไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาประหนึ่งว่าไม่มีการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตใดๆ มีเพียงเสียงฝีเท้าของฉันที่เดินตามเขาด้วยความหวาดหวั่นภายในใจ “จะพาฉันไปไหนคะ?” ฉันถามพร้อมทั้งกุมเงินที่อยู่ในกระเป๋า แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากเขา เมื่อเทียบเวลาที่ผ่านไปกับระยะของทางเดินในครั้งนี้ ฉันคิดว่ามันยาวไกลกว่าทุกครั้งและความสลัวก็ค่อยๆ ถูกความมืดกลืนกินจนฉันแทบจะมองไม่เห็นสิ่งใดแม้แต่ชายชุดสูท

.

“ต้องเดินอีกไกลแค่ไหนคะ?” ฉันถามด้วยความอยากรู้
“ถึงแล้วครับ” เขาตอบเสียงราบเรียบ

.

แสงไฟค่อยๆ ปรากฎขึ้นมองเห็นประตูลิฟท์เปิดออก ชายชุดสูทยืนอยู่ด้านใน เขายังคงถือหมวกสีดำอยู่ในมือ ประตูถูกปิดเมื่อฉันเดินเข้าไป ภายในลิฟท์ไม่มีอะไรเลยนอกจากปุ่มที่แสดงลูกศรชี้ขึ้นลงเพียงสองปุ่มและไม่มีแม้กระทั่งหน้าจอแสดงตัวเลขบอกชั้นเหมือนลิฟท์ทั่วไป มันเคลื่อนตัวสูงขึ้นด้วยความเร็วจนเกิดเสียงลมเสียดสีหวิดหวิวอยู่ภายนอก ฉันลังเลและคิดอยู่สักประเดี๋ยวก่อนจะถามออกไปว่า  จะพาฉันไปพบใครคะ?
“อีกสักครู่คุณก็จะได้พบเขาแล้วครับ” เขายังคงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนดูเมินเฉย
“สามีของดิฉันรึป่าวคะ?” ฉันคาดคั้นและเริ่มวิตกกังวล แต่เขาก็ยังคงยืนนิ่งด้วยสายตาเย็นเฉียบเช่นเดิม

“เชิญครับ” เขาพูดอีกครั้งเมื่อลิฟท์หยุดนิ่ง ประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นแสงไฟสลัวตลอดแนวทางเดิน “หยิบร่มไปคันหนึ่งและเดินไปจนสุดปลายทาง คุณก็จะได้พบกับเขาครับ” ชายชุดสูทพูด


ฉันหันหน้าไปมองเขาก่อนที่จะก้าวเท้าออกจากลิฟท์ หยิบร่มสีดำหนึ่งคันและเดินไปตามเส้นทางเบื้องหน้า

ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้นจนมองเห็นสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม แสงแดดส่องกระทบดอกไม้นานาพรรณที่บานสะพรั่งอย่างสวยงาม แมลงและผีเสื้อมากมายบินดอมดมตามเกสรต่างๆ ทุกสิ่งดูมีชีวิตเกินกว่าที่จะเป็นความฝัน ฉันคงเดินเข้ามาในสวนที่ไหนสักแห่ง แต่ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าก็เริ่มมีเมฆปกคลุมจนมืดครึ้ม ฉันจึงกางร่มออกเพื่อบังสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนักจนมองเส้นทางข้างหน้าไม่ชัดเจนเหมือนมีหมอกควันกระจายตัวปกคลุมอยู่โดยรอบ สายลมพัดกระโชกจนตัวสั่น ละอองฝนที่กระเซ็นโดนตัวทำให้ฉันรู้สึกเหน็บหนาวจนแทบอยากจะวิ่งไปจากตรงนี้เสียให้ได้ แต่ด้วยความไม่แน่ใจกับเส้นทางที่ยากแก่การคาดเดา ฉันก็ทำได้เพียงก้มหน้ามองพื้นและเดินต่อไป

สายฝนเริ่มซาลงจนเป็นเพียงละอองเม็ดเล็กๆ ที่ปลิวมากระทบตัว ฉันแหงนร่มเพื่อมองภาพเบื้องหน้าอีกครั้ง ใบไม้ที่เคยเขียวชอุ่มในตอนนี้กลับกลายเป็นสีน้ำตาลอมแดง แนวลมที่พัดผ่านมาเป็นระยะทำให้ใบไม้ร่วงหล่นหลุดออกจากต้นไม่ขาดสายชวนให้รู้สึกหดหู่สุดหัวใจเหมือนได้พลัดพรากจากคนรักไป ฉันจึงก้มหน้าหลบซ่อนความเหงาที่เกิดขึ้นภายใต้ร่มอีกครั้ง พื้นดินที่แข็งกระด้างตลอดทางเดินที่ผ่านมาค่อยๆ กลายเป็นเหมือนเม็ดทรายละเอียดสีขาว เท้าที่สัมผัสลงไปรู้สึกนุ่มและอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง หรือว่านี่คือฤดูหนาว ฉันรีบหุบร่มเพื่อมองภาพตรงหน้าเต็มสองตา หิมะเกาะตัวตามกิ่งไม้ทั่วทั้งบริเวณ หันมองไปทางไหนก็มีแต่พื้นดินขาวโพลนอยู่รอบตัว ฉันเริ่มหยุดเดินและก้มลงสัมผัสหิมะเป็นครั้งแรก ความรู้สึกดีใจและมีความสุขท่วมท้นภายในใจ ฉันอยากหยุดอยู่ตรงนี้สักพัก แต่คำพูดของชายชุดสูทก็ได้เตือนสติให้ฉันลุกขึ้นเดินต่อไป

เมื่อเดินมาจนสุดปลายทาง มองเห็นพีระมิดสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ที่ปลายยอดมีดวงตาที่กำลังเคลื่อนไหว กวาดมองดูสิ่งรอบข้างตลอดเวลา ท้องฟ้าในจุดที่ฉันยืนอยู่เริ่มเปลี่ยนมาสดใสอีกครั้ง แสงพระอาทิตย์สาดส่องลงมาจนมองเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจน แต่ท้องฟ้าด้านหลังพีระมิดกลับมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์และแสงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่รำไร

“เจ้ามาถึงแล้วหรือ” เสียงจากดวงตา
“ที่นี่คือที่ไหนคะ?” ฉันถาม
“ดินแดนที่กลางวันมาบรรจบกับกลางคืน” ดวงตากล่าว
“ท่านคือพระเจ้า?”
“นั่นคือคำที่มนุษย์เรียกข้า”
“ถ้าเช่นนั้น ดิฉันอ้อนวอนขอให้ท่านช่วยเหลือครอบครัวของดิฉันให้มีความสุขได้มั๊ยคะ?” ฉันถาม
“ความสุขใดที่เจ้าต้องการ” ดวงตาถาม
“ขอเพียงแค่มีเงิน ครอบครัวของฉันก็มีความสุขแล้วค่ะ”
“เงินเป็นสิ่งเดียวที่เจ้าอยากได้และทำให้เจ้ามีความสุขหรือ?”
“สำหรับดิฉัน มันคือสิ่งเดียวที่สามารถแก้ไขและตอบสนองความต้องการได้ในทุกเรื่องค่ะ”
“ไม่ใช่เพราะความอยากได้อยากมีของเจ้าหรอกหรือ ที่ทำให้เจ้าลำบาก ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีรถขับ มีหนี้สินมากมายจนต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ และเพราะเงินไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เจ้าต้องทะเลาะกับสามีจนเขาหนีหายไป ไหนจะชะตากรรมของลูกอีกล่ะ เจ้าลองคิดทบทวนเสียอีกครั้ง” ดวงตากล่าว

ฉันยืมมองท่านดวงตาด้วยความหดหู่และนึกถึงเวลาค่ำที่ผ่านมา สามีของฉันกลับมาถึงห้องด้วยสีหน้าโกรธและบุ่มบ่ามเดินเข้ามาหาฉัน

“ทำไมเธอถึงทำแบบนี้” เขาถามด้วยเสียงเกรี้ยวกราด
“ฉันทำอะไรคะ?” ฉันถามกลับด้วยความตกใจ
“ทำไมเธอไปนอนกับเจ้านายหน้าโง่คนนั้น” เขาตะหวาด
สีหน้าของฉันถอดสี เขารู้ความจริงแล้ว เสียงหัวใจเต้นเร็วขึ้น ไม่มีคำตอบใดๆ หลุดออกจากปาก แววตาของเขาดุดันและน่ากลัวอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
เธอไปนอนกับมันทำไม ตอบมา!เขาเริ่มเขย่าไหล่ของฉันและคาดคั้นหาคำตอบด้วยความโมโหจนฉันทนไม่ไหวและพูดออกไปว่า “เพราะฉันต้องการเงินไงล่ะ ถ้าเรามีเงินมากๆ ก็จ่ายหนี้ได้เร็ว คุณจะได้ไม่โดนซ้อม ลูกของเราก็จะสบาย”
“เพราะเงินน่ะหรอ ถ้ามันทำให้เป็นแบบนี้ก็อย่าไปมีมันเลยดีกว่า” เขาตะโกนด้วยอารมณ์โกรธจัดและใช้กำลังทั้งหมดผลักฉันล้มจนหัวฟาด เรื่องราวที่ฉันจำได้มีเพียงเท่านี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง เมื่อฟื้นขึ้นมาสามีของฉันก็ได้หายตัวไปแล้ว

อะไรคือสิ่งที่ถูก อะไรคือสิ่งที่ผิด นี่ฉันทำอะไรลงไป ความสับสนเกิดขึ้นภายในใจ

“ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ?” ฉันถามทั้งน้ำตา


“ในแต่ละช่วงของชีวิตก็เหมือนฤดูกาลต่างๆ ที่เจ้าได้เดินผ่านมา มีร้อนบ้าง หนาวบ้าง มีสิ่งที่เกิดใหม่และตายจากหมุนเวียนกันไป ยามใดที่มีสุขก็อย่าหลงระเริงจนลืมความทุกข์ และยามใดที่มีทุกข์ก็อย่าลืมรสชาติของความสุข ทุกช่วงขณะต้องมีสติและใช้สตินี้ในการเลือกกระทำว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ เมื่อใดที่กระทำสิ่งผิด การขอโทษด้วยความสำนึก พยายามปรับเปลี่ยนสิ่งผิดให้กลายเป็นสิ่งถูก ก็ถือว่าเป็นการรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่มนุษย์อย่างเจ้าพึงกระทำ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป” ดวงตากล่าวและยังคงกวาดมองบริเวณรอบๆ

 

แสงของพระอาทิตย์ยังส่องประกายเจิดจรัสในบริเวณที่ยืนอยู่ แต่ฉันกลับเหม่อมองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่อยู่ด้านหลังพีระมิด ก่อนที่จะตัดสินใจร่ำลาท่านดวงตา
“ขอบคุณที่ชี้ทางสว่างให้แก่ดิฉันค่ะ ตอนนี้ดิฉันรู้แล้วว่าต้องทำสิ่งใด ดิฉันจะกลับไปขอโทษสามีและเงินในกระเป๋าคงช่วยแก้ไขอะไรได้บ้าง” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“อีกสักประเดี๋ยว ฝนคงจะตก ร่มคันนั้นจะช่วยเป็นที่กำบังให้เจ้าเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย แล้วเราคงได้พบกันอีก” ดวงตากล่าว

“ขอบคุณค่ะ”

ทั้งที่ระยะทางเท่าเดิม แต่ความรู้สึกในการเดินทางกลับมักจะรวดเร็วเสมอ ฉันกางร่มและรีบเดินผ่านสายฝนที่ตกกระหน่ำ ผ่านช่วงที่มีใบไม้ร่วงหล่นด้วยใจเป็นปกติ และพื้นหิมะสีขาวก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีใจอีกต่อไป ฉันเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน จิตใจของฉันในขณะนี้ได้แต่มุ่งมั่นที่จะกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคิดเช่นนี้จึงรีบเร่งฝีเท้ากลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

ฉันวางร่มเก็บเข้าที่ก่อนเดินเข้าไปในลิฟท์ ชายชุดสูทยืนอยู่ด้วยใบหน้าที่ราบเรียบและในมือยังคงถือหมวกสีดำเช่นเดิม มีแสงไฟติดอยู่ที่ปุ่มลูกศรชี้ลง ลิฟท์เลื่อนลงด้วยความเร็วเช่นเดียวกับตอนเลื่อนขึ้น

“เชิญครับ” ชายชุดสูทพูดพร้อมทั้งเดินนำหน้า เขาช่างกลมกลืนกับความมืดเสียจริง จังหวะการก้าวเดินคงที่ทำให้ฉันสามารถควบคุมอาการตื่นเต้นของตัวเองได้บ้างเล็กน้อย ส่วนใจที่แท้จริงนั้น ขณะนี้มันได้กลับไปอยู่ที่ห้องเสียแล้ว เขาคงกลับมาแล้ว ฉันคาดหวังในใจ

แสงสลัวตลอดทางเดินภายในอาคารค่อยๆ ปรากฎขึ้นอีกครั้ง ชายชุดสูทหยุดยืนตรงหน้าห้องของฉัน “เชิญครับ” เขายังคงพูดด้วยแววตาเย็นเฉียบ
ฉันเปิดประตูและเดินเข้าห้องพักไปก่อนที่จะชะโงกหน้าออกมาและพูดว่า “ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” เมื่อสิ้นคำพูดของฉัน เขาจึงใส่หมวกและเดินหายไป เหลือเพียงความมืดมนทิ้งไว้เบื้องหลัง

ภายในห้องยังคงสภาพเดิม ลูกน้อยที่นอนในเปลก็ยังคงหลับสบาย แต่เขายังไม่กลับมา ฉันเดินมานั่งที่โต๊ะอาหารด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยและคิดในใจว่า พรุ่งนี้ต้องรีบตามหาเขาเพื่อขอโทษและยอมรับผิดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ ฉันต้องทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้

วันคืนที่แสนยาวนานกับเหตุการณ์มากมายที่ได้พบเจอทำให้เกิดความรู้สึกเพลียจนอยากพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้เผชิญกับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้น ฉันจึงเดินไปที่เตียงและเลิกผ้าห่มออกเพื่อสอดตัวเข้าไปในที่อุ่น แต่แล้วฉันก็ตกใจสุดขีดที่ได้เห็นร่างไร้ลมหายใจนอนจมกองเลือดอยู่บนเตียง บริเวณหัวมีรอยม่วงคล้ำที่เกิดจากการกระแทก ภาพดังกล่าวทำให้ความทรงจำของฉันค่อยๆ กลับคืนมาอีกครั้ง

ฉันเอามือไปจับบริเวณหัวตรงที่รู้สึกเจ็บ ความหนักหน่วงจนมึนงงทำให้มองภาพพร่ามัว เสียงของหล่นกระจัดกระจายพร้อมทั้งเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ในทันใดนั้นเอง ความเจ็บปวดที่บริเวณลิ้นปี่ก็เกิดขึ้นโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว เลือดเริ่มทะลักเปรอะเปื้อนเต็มเสื้อผ้าและบริเวณโดยรอบ ความรู้สึกกระอักกระอ่วนจนเหมือนจะอาเจียน ฉันค่อยๆ เลื่อนมือไปกุมที่บาดแผลด้วยลมหายใจที่โรยริน น้ำตาของฉันไหลนองทั่วใบหน้า ความเจ็บปวดที่ได้รับก่อนความตายจากสามีที่ฉันรัก

“ฉันผิดไปแล้ว ทุกอย่างสายเกินไป มันแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว ฉันอยากขอโทษเขา อยากแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้นและกลับมาเป็นเหมือนเดิม ขอเพียงแค่เวลา… เวลาที่ฉันจะได้มีชีวิตอยู่ร่วมกับสามีและลูก” ฉันตะโกนกรีดร้องด้วยน้ำตาของความเสียใจที่ฉันต้องสูญเสียเวลาและไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้อีกต่อไป

.

.

ถึงแม้จะไม่มีใครได้ยินเสียงอ้อนวอนและคำสำนึกผิดของฉัน แต่พระเจ้าที่อยู่ข้างบนนั้น ท่านคงได้ยิน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *