ปากดีแต่น่ารัก: ในบันทึกลับ ของ แอนน์ แฟรงค์

ผู้อ่านที่ผ่านตาบันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ฉบับสมบูรณ์เพียงผ่านๆ แล้วนึกเดาตามประสบการณ์เหมือนผม ว่าเป็นเรื่องของหญิงสาวหม่นเศร้าในช่วงสงครามเพียงเท่านั้น ก็นับว่าพลาดการอ่านเข้าอย่างจัง

แม้กรอบโครงของท้องเรื่องจะปูไปตามเค้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองที่เยอรมนีประกาศศึกขับไล่มุ่งร้ายชาวยิวแลชาวโลก จนจบด้วยความโทมนัสทุกข์เศร้าอย่างที่รับรู้กันดี ทว่าบันทึกลับที่เสมือนวางพล็อตปูเรื่องไว้เสร็จสรรพ ยังแฝงไปด้วยจริตนิสัยและเสน่ห์ทางการเขียนอันเปี่ยมล้นของเด็กหญิงในหลายมิติ

บันทึกของเธอไม่เพียงแค่เป็นการจรดข้อความลงไปให้เต็ม แต่มีการเค้นวิเคราะห์ลงไปด้วยถ้อยคำแก่นแก้วเง้างอนอย่างเกินวัยเหลือเชื่อ ผู้อ่านจะพบว่า แอนน์ แฟรงค์ ในบางน้ำเสียงไม่ใช่เด็กไร้เดียงสา ทว่าเปิดเผยตรงไปตรงมาและรักการวิพากษ์วิจารณ์อย่างถึงแก่น ที่จริง เธอค่อนไปในทาง “ปากร้าย” แต่น่ารัก พอตัวทีเดียว โดยเฉพาะตอนที่เธอเขียนถึงคนรอบตัวเธอ…ฉันรักปีเต้อร์อย่างที่ไม่เคยรัก และฉันก็บอกตัวเองว่า เขาไปกับผู้หญิงคนโน้นคนนี้ก็เพื่อปกปิดความรู้สึกที่เขามีต่อฉัน… (น.61)

… เจเป็นคนน่าชัง ส่อเสียด เย่อหยิ่ง นักนินทาที่ตีสองหน้า…และคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว…เหนือสิ่งอื่นใดเธอชอบแสดง นางสาวเจทำอะไรต้องถูกต้องเสมอ เธอคิดว่าตัวเองนั้นเพริศพริ้ง แต่เปล่าดอก! (น.46)

ทั้งหมดไม่ใช่อะไรเลย นอกจากเป็นการจับห้วงอารมณ์ได้ลึกอย่างถึงแก่น จนเผยลักษณะเฉพาะของสถานการณ์และผู้คน ความสามารถนี้ได้สร้างความประหลาดใจให้ผมไม่น้อย เมื่อคำนวณแล้วว่าเธอเพิ่งจะอายุสิบกว่าๆ เท่านั้นเอง ซึ่งนักอยากเขียนคงรู้ดีว่า มันเป็นสายตาชั้นดีของการจะเป็นนักประพันธ์ได้ในวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เธอใฝ่ฝันอยากจะเป็น หากสงครามสิ้นสุดลง

ยิ่งอ่านลึกลงไป ผมยิ่งตกใจจนตัวสั่น บันทึกบางตอนที่ดูเหมือนธรรมดา แต่กลับแฝงนัยยะอย่างตื่นตะลึงเมื่อเพ่งพินิจลงไป

ดูตัวอย่างนี้นะครับ เมื่อเธอกล่าวถึงดวงไฟเหนือเตียงนอนอย่างบรรจงว่า

…ฉันมีโป๊ะไฟติดไว้เหนือเตียง เพื่อว่าในอนาคตเมื่อเสียงปืนสิ้นสุดลง จะได้ดึงเชือกและเปิดไฟ…ตอนนี้ฉันยังใช้มันไม่ได้ (น.85)

ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เพ่งลึกลงไปก็ต้องตกใจ เธอเขียนฉากแบบนี้ได้อย่างไร
ฉากที่การ “เปิดไฟ” สาดส่องนัยยะในฐานะสัญลักษณ์ไปถึง “อนาคต” ที่ “สงครามสิ้นสุดลง” อันเป็นด้านกลับของปัจจุบันที่มืดมิดและ “ยังเปิดไม่ได้“ เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้กลับสะท้อนอุดมคติในใจของแอนน์ แฟร้งค์ และความเป็นไปภายนอกได้อย่างยิ่งใหญ่และกินใจ ยอดฝีมือเท่านั้นที่จะทำอะไรเช่นนี้ได้ในงานของตน

การเลือกเหตุการณ์ลงในบันทึกเช่นนี้ ทำให้ผมเทใจในสัดส่วนนี้ว่า นอกจากเป็นการอ่านบันทึกเพื่อเรียนรู้ชีวิตคนคนหนึ่งในภาวะวิกฤตแล้ว มันยังเป็นแบบฝึกหัดชั้นดีสำหรับนักอยากเขียนที่จะได้เรียนรู้ว่า เธอมองอย่างไร ใช้น้ำเสียงอย่างไร และจัดสรรเหตุการณ์อย่างลงตัวอย่างไร ให้มาปรากฏบนหน้าบันทึกของเธอ เพราะฉากในบันทึกมีความหมายแทบทุกฉากตอนทีเดียว

ทั้งหมดคงเป็นผลจากการช่างสังเกตสังกาและรักการอ่านของเธอเป็นแน่ เพราะวัฒนธรรมการอ่านและให้หนังสือเป็นของขวัญแก่กันและกันนั้น เป็นวัฒนธรรมปกติที่แม้แต่เด็กๆ ชาวยิวก็ทำให้แก่กัน การอ่านและการบันทึกจึงหมุนรอบตัวเธอ แม้ในยามต้องแอบซ่อนและหลบหนี สิ่งที่เธอพกพาและใฝ่หามากที่สุดไม่ใช่อะไรนอกจาก หนังสือและสมุดสำหรับจดบันทึก

แต่แล้ววันหนึ่งภัยร้ายก็เอื้อมมือมาถึง ในฐานะ “การถูกเรียกรายงานตัว”

…อาหารเช้าที่เหลือยังวางเกลื่อนโต๊ะ เตียงนอนยุ่งเหยิง ทุกสิ่งไม่เป็นระเบียบ แสดงว่าหนีไปอย่างรีบร้อน แต่ช่างปะไร เราไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร ขอเพียงให้หนีรอดพ้นภยันตรายและถึงที่ซ่อนอย่างปลอดภัยก็แล้วกัน. (น. 68)

ความแก่นแก้วสุขล้นก็เริ่มหดหายกลายเป็นความหวาดระแวง
ความหวาดระแวงเริ่มถ่ายถอนออกเป็นความทุกข์เศร้า
อาการลับๆ ล่อๆ หลบๆ ซ่อนๆ เริ่มลามกินจนบางครั้งเหลืออดเกินทน เธอมองออกนอกหน้าต่างไม่ได้ ไปข้างนอกก็ไม่ได้ และเธอต้องเงียบ เพื่อคนจะไม่ได้ยินเสียงเธอ ตัวเธอจึงเริ่มถูกภาวะแวดล้อมกลืนกินอย่างโดดเดี่ยว

บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ เป็นตัวอย่างชั้นดี ใน พ.ศ. นี้ ที่จะทำให้เรารู้สึกรู้สาต่อสภาวะของเผด็จการและความกลัว ว่าคนที่ถูกกระทำนั้นต้องอยู่อย่างไร รู้สึกอย่างไร พวกเขาพบเจออะไรบ้าง มีความใฝ่ฝันและน่าเห็นอกเห็นใจเพียงใด อ่านไปก็จะนึกได้เองถึงคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องตกอยู่ในสภาวะดังกล่าว

อ่านจบก็นึกทบทวนสังคมของตนเอง สภาวะที่ผู้คนตกผวาหวาดกลัว ถูกขับเน้นให้กลายเป็นคนต้องพูดอย่างใจอย่าง อยู่กับคนประเภทบอกว่าไม่ทำ ก็ทำ บอกว่าจะไป ก็ไม่ไปสักที! บอกพร่ำเรื่องความสุข แต่ก็ไม่เคยพาไปถึง สังคมประเภทนี้จะผลิตความสุขได้อย่างไร ?

ตอบแบบ แอนน์แฟร้งค์ก็ต้องบอกว่า
“เปล่าดอก!”
ผลิตได้แค่ “ยากล่อมประสาท รสความสุข” ก็เท่านั้น

.

.

หนังสือ : บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์

แปลจาก : Anne Frank: The Diary of a Young Girl

ผู้เขียน : แอนน์ แฟรงค์

ผู้แปล : สังวรณ์ ไกรฤกษ์

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *