ของเก่าเล่าใหม่ – ก้าวต่อไปของ Apple และ Tim Cook

ภาพปก : เธมส์ THINKต่าง

.

.

ระยะเวลาสิบปีจะว่านานก็นานจะว่าสั้นก็สั้น ระหว่างที่บริษัทอุปกรณ์อิเลกโทรนิคทั่วโลกกำลังวุ่นวายอยู่กับการผลิต PDA รุ่นใหม่ (ยังจำกันได้ไหมที่ใช้ปากกาเล็กๆจิ้มหน้าจอ) ที่ตอนนั้นถือว่าไฮเทคล้ำหน้าสุดๆ เป็นสินค้าที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการทำงานของประชากรแค่หยิบมือ ราคาที่สูงและความซับซ้อนในการใช้งานทำให้เข้าถึงได้ยาก ส่วนบริษัทโทรศัพท์มือถือเจ้าใหญ่ๆก็ยังผลิตโทรศัพท์ในรูปแบบเดิมๆมาป้อนสู่ตลาดโดยไม่มีการคิดค้นอะไรใหม่ๆ (อาจจะมีหน้าจอสี กล้องถ่ายรูปนิดๆหน่อยๆ แต่รูปแบบก็ยังคงเดิม) จู่ๆ Steve Jobs ก็เปิดตัว iPhone เป็นครั้งแรกสู่สายตาชาวโลกในวันที่ 29 มิถุนายน 2007 เป็นการผสมผสานของเทคโนโลยี PDA iPod และ โทรศัพท์เข้าด้วยกันภายในเครื่องเดียว แถมยังใช้นิ้วรูดสัมผัสหน้าจอได้เลยโดยไม่ต้องอาศัย stylus นวัตกรรมเปลี่ยนโลกถือกำเนิดขึ้นในวันนั้น

สิบปีต่อมา แอปเปิ้ลขาย iPhone ไปแล้วทั้งหมด 1.2 พันล้านเครื่อง นับเป็นเงินจำนวน 740 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 26 ล้านล้านบาท) ในปีที่แล้วรายได้กว่า 2/3 ของแอปเปิ้ลมาจากเทคโนโลยีชิ้นนี้

ถึงแม้ตัวเลขดูสวยหรู ยังไม่ต้องกังวลว่าอยู่ๆทุกคนจะหยุดซื้อ iPhone แล้วหันไปใช้ยี่ห้ออื่นกันหมดคงเป็นไปไม่ได้ แต่บนยอดเขามักไม่ค่อยมีที่ให้ไปนักนอกจากทางเดินลงไปข้างล่าง มีคนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆว่าก้าวต่อไปของ iPhone คืออะไร? แอปเปิ้ลยังคงจะสร้างสินค้าที่สามารถเปลี่ยนโลกได้อย่าง iPhone อีกครั้งไหม? Tim Cook กำลังจะพาแอปเปิ้ลเข้าสู่ยุคตกต่ำรึเปล่า? หรือแอปเปิ้ลได้ผ่านจุดสุดยอดมาแล้ว?

ตัวเลขการเติบโตของผู้ใช้สมาร์ทโฟนนั้นช้าลงทีละนิด โดยเฉลี่ยแล้ว 2/5 ของประชากรโลกใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน แต่นับวันตลาดสมาร์ทโฟนยิ่งมีการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างการเปิดตัวของ OPPO R9 เมื่อปีก่อนในประเทศจีนยิ่งทำเราสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้นว่ายอดขาย iPhone ในประเทศที่เป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากอเมริกานั้นลดลงกว่าปีก่อนๆ

ทุกปีแอปเปิ้ลใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสำหรับการทำวิจัย แต่ก็เหมือนว่าคนก็ยังไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่ว่าบริษัทจะสร้างอะไรใหม่ๆได้อีก มีหลายครั้งที่แอปเปิ้ลพยายามบริหารความเสี่ยงโดยการหันไปลงทุนในส่วนอื่นๆแต่ส่วนมากก็ยังไม่เป็นที่นิยมกันสักเท่าไหร่นัก ยกตัวอย่างเช่น Apple TV ที่ผ่านมาไม่รู้กี่ปีก็ยังคงเป็นเพียงตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้กับเซอร์วิสของบริษัทอื่นๆอย่าง Netflix ไม่สามารถสร้างเม็ดเงินจากธุรกิจนี้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือเพิ่งที่ผ่านมาไม่นาน Tim Cook ออกมาพูดถึงจุดมุ่งหมายใหม่ของบริษัทในการก้าวเข้าสู่ตลาดการคมนาคม โดยทางบริษัทมีแผนที่จะสร้างระบบรถยนต์ไร้คนขับเหมือนกับ Uber และ Google แต่ถึงแม้ว่าแอปเปิ้ลอาจจะสร้างดีไซน์สวยๆให้กับรถยนต์สักคัน แต่การเปลี่ยนจากผู้ขายสินค้าอุปกรณ์อิเลคโทรนิคมาเป็นผู้ให้บริการในระบบขนส่ง ไม่ใช่ว่าแอปเปิ้ลไม่มีทางทำได้นะ แต่มันดูเป็นก้าวที่ใหญ่โตเกินไปและมองออกยากว่าจะเป็นจริงได้สักแค่ไหน

.

.

แต่อย่างไรก็ตาม แอปเปิ้ลถือว่ามีบุญเก่าอันแข็งแกร่งที่สะสมมาตลอดทศวรรษ ถึงแม้ว่า iPhone ไม่ได้เป็นสินค้าใหม่ที่สร้างความตื่นตะลึงช็อคโลกอีกต่อไป แต่รุ่นต่อไปอาจจะมีอะไรใหม่ๆที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลายกันอีกครั้งหนึ่ง มีแหล่งข่าวหลายสำนักถึงขั้นพูดเอาไว้เลยว่า สำหรับแอปเปิ้ลแล้ว iPhone อันต่อไปคือ ‘The iPhone’ หรือเป็น iPhone ที่เข้าขั้นเพอร์เฟ็กชั่น แน่นอนว่ามีคนพยายามสร้างกระแสต่างๆนานาเกี่ยวกับรายละเอียดของ iPhone ตัวใหม่สำหรับการฉลองครบรอบสิบขวบ มีทั้งการกล้องสามมิติ การล็อคอินแบบ facial recognition มาพร้อมหน้าจอแบบ OLED และอื่นอีกมากมาย แต่ในบรรดาข่าวที่ลือกันตามโลกโซเชียลทุกวัน มีเทคโนโลยีหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าจะทำให้แอปเปิ้ลกลับมาสร้างความฮือฮาได้อีกครั้งหนึ่ง นั้นก็คือ Augment Reality (AR)

ถ้าใครไม่คุ้นกับ AR ขอให้นึกถึงเกมส์ Pokemon GO ที่เป็นกระแสในบ้านเราในช่วงก่อน อธิบายสั้นๆว่ามันคือการเอาข้อมูลของโลกดิจิตอลมาวางทับไว้บนภาพของโลกแห่งความจริง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้แอปเปิ้ลได้ประกาศว่ากำลังพัฒนา ARKit เพื่อให้นักซอฟแวร์โปรแกรมเมอร์นั้นเอาไปใช้สร้างแอพสำหรับ AR ตรงนี้เองที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคล้ายกับตอนที่แอปเปิ้ลเริ่มต้นเปิดให้ใช้ App Store ในปี 2008 ต่อจากนั้นคลื่นซึนามิของแอพพลิเคชั่นก็โหมกระหน่ำกันเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน มันเป็นระบบนิเวศอันสมบูรณ์แบบ เมื่อมีแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ คนเหล่านี้ก็มีเหตุผลที่จะใช้ iPhone ต่อไปเรื่อยๆ

.

.

ตอนนี้มีแอพพลิเคชั่นของ IKEA ที่ทดลองใช้ AR โดยวิธีการทำงานของมันคือให้ผู้ใช้ชี้กล้องถ่ายรูปไปในพื้นที่ต่างๆ แล้วสามารถเอาเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA (ซึ่งเป็นข้อมูลดิจิตอล) ลองจัดวางดูได้ทันทีว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหนในพื้นที่นั้นๆ ลองคิดถึงความเป็นไปได้ของการใช้ AR ในแอพพลิเคชั่นอื่นๆอย่างการเล่นเกมส์หาของตามที่ต่างๆ การช้อปปิ้งในซุปเปอร์มาเก็ต การก่อสร้าง หรือแม้แต่แค่การเดินบนถนนในเมือง แล้วยกกล้องขึ้นมาชี้ไปข้างหน้า เปิดแอพพลิเคชั่นขึ้นมาแล้วมันบอกรายละเอียดของร้านค้าต่างๆที่อยู่ข้างหน้าเราตอนนี้ได้ทั้งหมด แค่นั้นมันก็เปิดโลกของความเป็นไปได้ในการใช้ AR ได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ถ้าตอนนี้แอปเปิ้ลสามารถยึดหัวหาดของตลาด AR ได้ พวกเขาก็จะสร้างระยะห่างจากคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Google ได้อีกพักใหญ่ๆ เพราะถึงแม้ตอนนี้ Google จะมี Tango ที่เป็นแพลตฟอร์มของ AR แต่ก็ใช้ได้แค่โทรศัพท์เพียงสองรุ่นคือ Lenovo Phab 2 Pro กับ Asus Zenfone AR โดยมีจำนวนผู้ใช้แค่หนึ่งหยิบมือและแอพพลิชั่นน้อยมาก

ถึงตรงนี้เรายังบอกไม่ได้หรอกว่า Tim Cook จะตัดสินใจยังไงกับอนาคตของบริษัทแอปเปิ้ล อาจจะทุ่มสุดตัวกับระบบรถยนต์ไร้คนขับเพื่อสู้กับ Uber และ Google หรือจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับโปรดักส์ที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลของบริษัทอีกครั้งหนึ่ง

iPhone รุ่นต่อไป มันอาจจะมีทุกอย่างที่เราคาดหวังกันไว้ หรืออาจจะไม่มีอะไรให้หัวใจเต้นแรงเท่าไหร่นักเหมือนช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ตอนนี้แอปเปิ้ลอาจจะยังกินบุญเก่าไม่หมด แต่ถ้าไม่เริ่มสร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมาบ้าง สิ่งที่มีก็อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป

.

.

ภาพปก : เธมส์ THINKต่าง
ติดตามผลงานเพิ่มเติมของเขาได้ที่ : Thinkต่าง by เธมส์ DECgeneration

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *