ลมละเมอ

ฉันปิดหนังสือวางไว้ข้างตัว ยกแก้วขึ้นจิบกาแฟที่เหลืออยู่นิดหน่อย นั่งเหม่อ มองออกไปนอกบ้านจากห้องรับแขกบนโซฟาสีเขียว ต้นตีนเป็ดแดงนอกรั้วเอนไหวตามแรงลม เสียงเพลงบางเพลงจากหนังสือเล่มนั้นก้องอยู่ด้านใน…ไร้เสียง 

สายลมพัดแผ่วผ่านเข้ามาในห้องรับแขก อาจเป็นลมใต้ปีกหนุ่มสาวคู่นั้น หรืออาจเป็นสายลมละเมอ มันทำให้ฉันคิดถึงบ่ายวันอาทิตย์ของตัวเอง ช่วงเวลาแห่งการปล่อยวาง อิสระ เสรี ที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจ ที่จะปล่อยหัวใจให้ล่องลอยไปไกลแสนไกล

.

ฉันเพิ่งอ่านงานของนักเขียนที่รอคอยผลงานของเขามานานหลายปีจบลง และเปลี่ยนมาเฝ้ามองการเอนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของต้นบัวสวรรค์หน้าบ้าน ราวกับชีวิตช้าลงชั่วขณะเมื่อคิดถึงเรื่องราวในนิยายที่เพิ่งอ่านจบไป เรื่องราวของตัวละครที่โลดแล่นในนั้นทำให้เกิดอะไรบางอย่างค้างคาในใจ และชั่วขณะหนึ่ง ฉันคิดว่าฉันเห็นชายหนุ่มหญิงสาวบินผ่านไปด้วยปีกของพวกเขา บินอย่างเสรี 

ลมละเมอ ล่อลวงฉันให้เชื่อว่านิยายเรื่องนี้ผ่อนคลาย อ่อนโยน ดุจสายลมละเมอแผ่วเบา อาจจะหม่นเศร้า โรแมนติก และเต็มไปด้วยความรักความเจ็บปวด แต่จะผ่อนคลายและอ่านสบายจับใจเช่นงานอื่นๆ ของทินกร เปล่าเลย ฉันถูกหวดกระหน่ำด้วยประเด็นหนักหน่วงตั้งแต่ต้นจนจบ ถูกกระทำไม่ต่างจากนักโทษที่โดนลงโทษให้นั่งฟังและพิจารณาบาปของเพื่อนร่วมประเทศ ฉันไม่อาจปฏิเสธแม้สักบรรทัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นฉันไม่มีส่วนร่วม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ก็ในเมื่อเรื่องพวกนั้นเกิดขึ้นตรงหน้า ต่อหน้าต่อตา พวกคนตายคล้ายกับพวกผีไร้หน้ายังถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำอีกแม้จะเหลือเพียงวิญญาณ ฉันอดประหลาดใจไม่ได้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงสมควรตาย ก็ในเมื่อพวกเขาเพียงแค่ออกมาเรียกร้องในสิ่งที่ถูกริบไป

ฉันก็อยากจะปิดตาลงสักข้างหนึ่งขณะอ่าน แล้วรับรู้เพียงว่ามันเป็นเรื่องรักเรื่องใคร่ของมนุษย์กลายพันธุ์หนุ่มสาว กับอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่ขมวดปมพันผูกไขว้กันไปมา แล้วรับรู้ความเจ็บปวด ความหวัง และความรักของพวกเด็กแห่งความเศร้า 

แต่พอเผลอเปิดตาอีกข้าง ก็จะพบว่าความจริงก้อนนั้นไม่เคยจากเราไปไหน ก้อนความจริงที่ใครต่อใครพากันปฏิเสธ หรืออย่างดีก็ทำให้มันคลุมเครือ หรืออย่างร้ายก็ถูกอำนาจโบราณกดเอาไว้ไม่ให้เผยอขึ้นมา 

ทว่าสายลมละเมอก็พัดเปิดโปงเอาเรื่องราวเหล่านั้นฟุ้งกระจายในที่สุด

.

ฉันอยากจะบอกว่านิยายเรื่องนี้เป็นนิยายประเภทไหนให้ง่ายต่อการบอกต่อ นิยายรัก ไซไฟ การเมือง หรือชีวิต หากแต่เมื่อระบุชัดตายตัวลงไปก็จะลดทอนความน่าสนใจของมันโดยทันที จึงเป็นเอกสิทธิ์เป็นเสรีภาพของเธอโดยแท้ ที่จะเลือกให้นิยายเล่มนี้อยู่ในส่วนใดของการจำกัดความ เธออาจจะเสพเอาแต่เพียงเรื่องรักโรแมนติกให้ชุ่มชื่นหัวใจ หรือลุ้นระทึกเอาแต่เพียงการต่อสู้ฟันฝ่าของมนุษย์กลายพันธุ์มีปีก หรือวางมาดเคร่งขรึมโอบรับเอาความจริงจังหนักหน่วงของการเมืองในรอบเกือบสิบปีของประเทศ 

เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ลมละเมอ ก็ทำหน้าที่ดั้งเดิมของมันอย่างซื่อตรง นั่นคือเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศ ในโลก และในจักรวาลสิบปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาเท่ากับการไม่มีผลงานออกมาเลยของทินกร 

หากว่าตอนปี 2549 เหตุการณ์ “นั้น” ทำให้เธอหน่ายและตัดสินใจนอนหลับ สิบปีให้หลังตอนเธอตื่นขึ้นมา เปิดหนังสือเล่มนี้อ่าน เธอจะพบว่าแทบไม่พลาดอะไรเลย.

.

.

หนังสือ : ลมละเมอ (Psychedelic Wind)

ผู้เขียน : ทินกร หุตางกูร

สำนักพิมพ์ : เม่นวรรณกรรม

 

วิกรานต์ ปอแก้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *