ข้อแม้ของสายฝน

ภาพปก : Pico•eatery

.

.

ครั้งสุดท้ายที่เราจับมือกัน เธอบอกผมว่า “สายฝนทำให้หัวใจร้องไห้”

เธอหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง พลางไล่นิ้วมือตามละอองฝนที่เริ่มก่อตัวเป็นหยดเม็ดไหลไปตามแรงลมภายนอก ผมเอื้อมมือไปจับมือซ้ายของเธอที่กำแน่นวางอยู่บนตัก แม้พยายามปกปิดเสียงสะอื้นในลำคอมากแค่ไหน มือที่สั่นเทาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าขีดสุดของการอดกลั้นใกล้เข้ามาทุกขณะ

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ…” เสียงของเธอสั่นเครือแผ่วเบา

“อืม…” แม้นาทีแบบนี้ผมยังไม่สามารถหาคำพูดปลอบโยนให้เธอสบายใจขึ้นมาได้

เงาสะท้อนของใบหน้าเธอในกระจกที่กระทบแสงไฟสีส้มข้างทาง นั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอหลั่งน้ำตา มันมาพร้อมกับสายฝนแรกแห่งฤดูใบไม้ร่วง บางเบาแต่เป็นสัญญาณบ่งบอกชัดเจนถึงบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลง เธอคนที่ปกติเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ อบอุ่นเหมือนดั่งแสงอาทิตย์ฤดูหนาว ทว่าวันนี้คล้ายกับแสงสีทองนั้นกำลังถูกกลืนกินโดยเมฆดำทะมึนพร้อมความหนาวเหน็บของหยาดฝน การเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลคืบคลานเข้ามารวดเร็วน่าใจหาย เราพร้อมและต้องการหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ คนบนฟ้าไม่เคยถามความสมัครใจในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว

ผมและเธอนั่งอยู่หลังรถแท็กซี่มุ่งหน้าสู่ sea-tac international airport กำหนดการเดินทางอีกสองชั่วโมงที่สายการบินแห่งชาติญี่ปุ่นจะพรากเธอไปจากผม

“มันเป็นสามเดือนที่วิเศษมากจริงๆ” ผมพูดขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ

เธอปาดน้ำตาบนแก้มอย่างช้าๆ ค่อยๆหันกลับมามองหน้าผมพร้อมรอยยิ้มที่คุ้นเคย

“ชินจัง…จำครั้งแรกที่เราเจอกันได้ไหม? ตลกมากเลยนะปกติไม่เคยลืมกระเป๋าสตางค์เลย” เสียงหัวเราะปนสะอื้นของเธออย่างน้อยก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

เธอเป็นคนแรกและคนเดียวที่เรียกผมว่า “ชินจัง” บอกว่าจำง่ายดีเหมือนเจ้าเด็กคิ้วหนาจอมทะเล้น ทีแรกผมไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่หรอก คุ้นกับ “เตชิน” ที่พ่อแม่ตั้งให้มากกว่า แม้ตอนนี้ผมยอมแลกทุกอย่างเพียงขอให้เธออยู่เรียกชื่อนี้ต่อไป

“จำได้สิ โรงอาหารใต้ห้องสมุดมหาวิทยาลัยไง”

.

.

นั้นสิ ครั้งแรกที่เราเจอกันคือวันปฐมนิเทศเด็กนักเรียนต่างชาติ ก่อนเปิดเทอมภาคฤดูร้อนสองวัน เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เลย

เท้าผมเพิ่งแตะแผ่นดินที่เรียกว่าอเมริกาได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงในบ่ายวันศุกร์กลางเดือนพฤษภาคม เช้าวันต่อมาอากาศอบอุ่นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเหมือนคนบนฟ้าเอาแม่สีมาหกใส่ ไหนพี่สาวเตือนไว้ว่าซีแอตเทิลฝนตกทั้งปีระวังเป็นโรคซึมเศร้า ไม่เห็นต่างอะไรจากเชียงใหม่เลยแถมอากาศบริสุทธิ์กว่าด้วยซ้ำ ดอกเดซี่ซาสตาสีขาวบานรับแดดอุ่นเต็มพื้นสนามหญ้าหน้าอพาร์ทเมนท์ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดเตรียมไว้ให้

อยู่ๆผมก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมาจากหัวมุมถนนทางด้านขวา เด็กอเมริกันอายุสักห้าขวบยืนงอแงใต้ต้นไม้ แม่เขาพยายามปลอบแต่ไม่ได้ผล ต้นเหตุน่าจะเป็นเพราะเจ้าลูกโป่งสีแดงที่ลอยค้างติดบนกิ่งไม้สูงเกินเอื้อมถึงนั้น ผมลองเดินเข้าไปถามและมันก็จริงตามคาด การเติบโตมาอย่างลิงซนคงเป็นประโยชน์วันนี้ ผมถอดรองเท้าถุงเท้าแล้วเริ่มปีนป่าย มือจับกิ่งไม้อย่างชำนาญเท้าค่อยขยับดันตัวขึ้นไปจนเก็บลูกโป่งลงมาได้ แม่ของเธอบอกขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะไม่งั้นบ่อน้ำตาของเจ้าหนูคงไม่หยุดไหลง่ายๆ ผมบอกว่าไม่เป็นไร

“ดีใจที่ได้ช่วยครับ”

สองแม่ลูกเดินจากไป ผมนั่งพิงต้นไม้สูดอากาศยามเช้าที่สดชื่น เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว

ใช้เวลาจากที่พักไม่ถึงห้านาทีผมก็เดินเข้าสู่บริเวณของมหาวิทยาลัย University of Washington, Seattle มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับเรื่องความสวยงามของอาคารเรียน ส่วนที่เก่าแกที่สุดมีอายุกว่าสองร้อยปีเลยทีเดียว ต้นไม้เขียวชะอุ่มและม้านั่งยาวตามข้างทาง ดอกซากุระสีชมพูที่บานสะพรั่งช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลยทีเดียว

ผมมาถึงก่อนเวลาเกือบชั่วโมง จากแผ่นพับในมือ ผมตัดสินใจเดินไปยังโรงอาหารเล็กๆใต้ห้องสมุดที่ขายอาหารกลางวันพวกแซนวิชกับสลัดแบบชั่งน้ำหนัก ผมยืนลังเลอยู่หน้าตู้แช่เย็น มือซ้ายแซนวิชปลาแซลมอน มือขวาแซนวิชไก่งวง อยู่ๆก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาในห้วงความสับสน สำเนียงอังกฤษผสมญี่ปุ่น

“ปลาแซลมอนไหม? มันดีต่อสุขภาพนะ”

นั้นเป็นครั้งแรกที่พบ “ริเอะ” เธอสวมชุดเดรสแขนสั้นเข้ารูปสีน้ำเงินลายจุดสีขาวยาวถึงหัวเข่า ด้านหน้าเป็นกระดุมมีสายรัดคาดเอวเน้นโครงร่างอันบอบบาง กระเป๋าถือสีขาวบนไหล่ขวา เธอตัวเล็กกว่าผมพอสมควรเลยทีเดียว

ตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน คิ้วโค้งรับกับดวงตาทั้งสองข้าง จมูกมีสันเล็กๆเรียวยาว ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพู กระสีน้ำตาลจางๆกระจายบนจมูกและแก้มทั้งสองข้าง เส้นผมบางสีน้ำตาลเข้มเป็นลอนเล็กๆประบ่า เธอไม้ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มของผู้หญิงที่ ‘สวย’ เหมือนในนิตยสารดาราที่ประโคมด้วยเครื่องสำอางค์ แต่เสน่ห์แบบธรรมชาติของเธอดึงดูดสายตาโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งปรุงแต่งเหล่านั้น

ผมรู้ตอนนั้นเอง ‘รักแรกพบไม่ได้มีแค่ในนิยาย’

.

.

“….ขอบคุณครับ” คำตอบแบบอัตโนมัติหลุดออกมาจากปาก

“ดีใจที่ช่วยได้นะ” เธอยิ้มให้แล้วโค้งตัวก่อนหันหลังเดินลับไปอีกมุมหนึ่งของโรงอาหาร

รู้ตัวอีกทีผมพยายามชะเง้อคอมองหาแต่เธอหายไปแล้ว ผมเดินมาที่แคชเชียร์เพื่อจ่ายเงิน รู้สึกเสียดายที่ยังไม่ทันแม้จะถามชื่อเธอเอาไว้ แต่โชคชะตามักเล่นตลกเสมอ เธอยืนเปิดกระเป๋าสะพายหน้าตาตื่นตะหนกอยู่ตรงนั้น คล้ายกับว่ากำลังหาอะไรบางอย่างแต่ไม่เจอ มีคนยืนรออยู่ข้างหน้าผมสองสามคนหน้าตาเริ่มบ่งบอกถึงความไม่พอใจ ผมรีบแทรกตัวไปอยู่หลังเธอบอกแคชเชียร์คิดเงิน

“เรามาด้วยกันครับ แชนวิชนี้อีกอันหนึ่ง” ก่อนยื่นแบงค์ยี่สิบดอลล่าให้กับพนักงาน

เธอหันมามองหน้าอย่างตกใจแล้วก็อมยิ้ม

“ค่ะ…เรามาด้วยกัน”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ที่ถึงตอนนี้ผมเองยังไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไรดี

.

.

เราเป็นเด็กนักเรียนต่างชาติที่เพิ่งเข้าเรียนด้วยกันทั้งคู่ แต่ของเธอเป็นคอร์สซัมเมอร์สามเดือน ส่วนของผมเป็นแบบเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยหนึ่งปี เธอชื่อริเอะ มาจากครอบครัวเก่าแก่แห่งหนึ่งในเกียวโต เป็นลูกสาวคนเดียว ผมแนะนำตัวเองว่าชื่อเตชิน เป็นลูกคนสุดท้องมีพี่สาวสามคน บ้านเกิดอยู่ที่เชียงใหม่

เธอบอกว่าชื่อผมออกเสียงยาก เลยขอเรียกผมว่า “ชินจัง” เพราะเราอายุเท่ากัน ผมอนุญาตแม้ไม่คุ้นหูนักแต่เวลาเธอเรียกมันรู้สึกดีบอกไม่ถูก หลังงานปฐมนิเทศเสร็จ เราแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ แต่นั้นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อติดต่อเธออีกครั้งเท่านั้น

คืนสุดสัปดาห์ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในที่สุดคาบเรียนแรกของเช้าวันจันทร์ก็มาถึง ตามคาดผมตื่นสายและต้องรีบวิ่งไปยังตึกเรียน นิสัยเสียที่แก้ไม่เคยได้ ผมพยายามเปิดประตูห้องเรียนเข้าไปให้เงียบที่สุด เสื้อยืดสีดําโชกด้วยเหงื่อผมเผ้ารุงรังเพราะไม่ทันสระ เด็กนักเรียนกว่ายี่สิบชีวิตหันมามองพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก ผมกวาดตาไปทั่วห้องเพื่อหาเก้าอี้ว่าง ริเอะนั่งอยู่แถวหน้าสุดทางขวากวักมือเรียกบอกว่าที่นั่งข้างเธอยังว่างอยู่ ผมค่อยๆลัดเลาะไปตามช่องว่างระหว่างโต๊ะเลคเชอร์อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนที่นั่งไม่ใช่แค่ว่างแต่ถูกริเอะจับจองเอาไว้ด้วยห่อผ้าสีน้ําเงินเข้มทรงสี่เหลี่ยมมัดเป็นโบว์ไว้ด้านบนอย่างเรียบร้อย มีตะเกียบไม้สีน้ําตาลสอดไว้ด้านบน มีกระดาษโน๊ตเสียบไว้ข้างใต้เขียนไว้ว่า “ขอบคุณสําหรับสลัดเมื่อวันก่อน ถ้าชินจังไม่อยู่ตรงนั้น ฉันคงแย่แน่ๆ หวังว่าคงจะถูกปาก ตอนเที่ยงไปกินข้าวด้วยกัน ^_^”

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว หัวใจเต้นรัวพร้อมหันไปมองผู้หญิงตัวเล็กๆที่นั่งจดเลคเชอร์โต๊ะข้างๆ วันนี้เธอสวมเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเอี้ยมยีนส์ขายาวรองเท้าผ้าใบ เธอรู้ตัวแล้วหันมายิ้มให้ผมอย่างอายๆ ตากลมโตสีอัลมอนด์มองมาที่ผมครู่หนึ่งก่อนรีบหันกลับไปมองครูที่กําลังบรรยายหน้าชั้นเรียน นิ้วชี้มือซ้ายเกี่ยวปอยลอนผมคล้องหลังใบหู

ผมดีดต้นขาตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่านี้ไม่ใช่ฝันหวานที่ต้องสะดุ้งตื่นในไม่ช้าดีใจที่มันเจ็บ

ข้าวหน้าหมูทอด เธอบอกว่าปกติพ่อทานไม่เคยหมดเพราะมัวแต่รีบกลับไปทำงาน แต่ผมซัดจนอิ่มแปร้ไม่เหลือข้าวสักเม็ด เธออมยิ้มพอใจบอกว่า “ถ้าไม่รังเกียจ พรุ่งนี้ทำอย่างอื่นมาให้อยากกินไหม?” ผมพยักหน้าตอบโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ

เราทานกลางวันด้วยกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลังเลิกเรียนก็ไปซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้าน ซื้ออาหารมาทำที่ครัวเล็กๆในห้องของผม เพิ่งรู้ว่าห้องพักของเราอยู่ติดกัน เตียงของเราทั้งคู่มีเพียงผนังห้องคั่นกลาง เป็นเรื่องบังเอิญที่ผมยินดีรับไว้ด้วยความเต็มใจ เธอมักเอาแผ่นซีดีเพลงของ Nat King Cole มาเปิดฟังระหว่างนั่งทำการบ้านบนโซฟาที่ห้องผม เธอบอกว่าทุกครั้งที่ฟังเพลง “Unforgettable” จะคิดถึงครั้งแรกที่เราเจอกันเสมอ มันเป็นเพลงภาษาอังกฤษเพลงแรกที่เธอนั่งแกะเน้ือร้องและความหมายจนสามารถร้องตั้งแต่ต้นจนจบได้ ระหว่างที่เธอนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟามักมีเสียงฮัมเพลงออกมาเสมอ

“Unforgettable
That’s what you are,
Unforgettable
Tho’ near or far…”

เสียงแผ่วเบาและนุ่มนวล ผมมักลืมตัวจ้องมองริเอะทุกครั้งเวลาที่เธอนั่งขดตัวใต้ผ้าห่มบนโซฟาตัวนั้น สักพักเธอจะรู้ตัวแล้วมองกลับมาถาม “อะไรเหรอชินจัง?” ผมมักหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนแกล้งถามว่า “เอาชาร้อนไหม?” ริเอะพยักหน้าตอบ “อือ…รบกวนด้วยนะ”

บางคืนที่ผมกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ก็มีเสียงเคาะผนังดังตึกๆดังมาจากฝั่งตรงข้ามเพื่อดูว่าผมยังตื่นอยู่รึเปล่า ผมเคาะกลับไปสองครั้งเพื่อบอกว่ายังไม่นอน แล้วเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงก็ดังขึ้นในไม่กี่อึดใจ เราคุยกันทุกเรื่องตั้งแต่เพื่อนที่โรงเรียน ร้านอาหารที่อยากไปทาน ดนตรีแจ๊สที่เธอชอบฟัง หนังสือแฮรี่พ็อตเตอร์ที่เธอคุยได้ไม่รู้จบ บางครั้งนอนคุยกันจนแสงสีทองแยงผ่านมูลี่บ่งบอกว่ายามเช้ากําลังมาเยือน มันเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษ

ช่วงซัมเมอร์ของซีแอตเทิลอบอุ่นเกินกว่าที่จะขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง บ่ายวันหนึ่งหลังเลิกเรียนผมชวนริเอะว่า “พรุ่งนี้ไปปิคนิคกันที่ Green Lake ไหม?” สวนสาธารณะที่มีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง นั่งรถบัสจากมหาวิทยาลัยไปแค่ประมาณห้านาที เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่ไปปูบนสนามหญ้าทำแซนวิชไปนั่งกิน อ่านหนังสือฟังเพลงกล้ิงบนสนามหญ้า เธอรีบตอบรับบอกว่าอยากทำแบบนี้มานานแล้วแต่ไม่เคยมีโอกาสเลย

เย็นวันนั้นริเอะเดินเลือกซื้ออาหารอย่างพิถีพิถัน เนื้อบดไว้ทำ Hambāgu (แฮมบากุสเต็ก) ไข่ไก่ใช้ทำไข่ม้วน ข้าวโพดต้ม ผักสลัด มะเขือเทศ เป็นครั้งหนึ่งที่ผมเห็นเธอเดินยิ้มเลือกซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต แววตาใสซื่อบ่งบอกถึงความสุขเปี่ยมล้นเหมือนเด็กน้อยในร้านขายลูกกวาด

.

.

บ่ายวันต่อมาอากาศสดชื่น เราทั้งคู่แทบจะอดใจรอให้หมดคาบเรียนช่วงบ่ายไม่ไหว ผมเตรียมหนังสือ Norwegian Wood ที่อ่านค้างไว้ครึ่งหนึ่งติดกระเป๋ามาด้วย หน้าที่เตรียมเพลงเป็นของริเอะ เธอเลือกอัลบัม Kind of Blue ของ Miles Davis ใส่ไว้ในไอพอด

บ่ายวันธรรมดาแต่มีคนมาที่สวนสาธารณะแห่งนี้เยอะพอสมควร เราหาที่นั่งใต้เงาต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งบนเนินด้านหลัง จากตรงนั้นเห็นวิวทะเลสาบระยิบระยับกระทบแสงแดดของฤดูร้อน ผู้คนพากันออกมาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์บนถนนรอบทะเลสาบ บ้างก็ปั่นจักรยานไม่ก็โรลเลอร์เบลด บางคนพาน้องหมามาเดินเล่น สายลมอ่อนพริ้วพัดเอาความเย็นสดชื่นขึ้นมาจากผิวน้ำ เป็นวันแห่งฤดูร้อนที่สมบูรณ์แบบ

เบนโตะของริเอะยังรสชาติเยี่ยมเหมือนเคย เธอบอกว่าดีใจเสมอที่เห็นผมชอบอาหารที่เธอทำ ผมนอนหงายพึ่งพุงมองแสงแดดที่เล็ดลอดมาตามเงาของใบไม้โบกปลิวตามสายลม ริเอะยื่นหนังสือที่อยู่ในกระเป๋ามาให้ก่อนทิ้งตัวลงนอนข้างๆ เธอตะแคงตัวหันหน้ามาใกล้ห่างไม่ถึงคืบ กลิ่นแชมพูอ่อนๆยิ่งอยากให้ผมดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอก หัวใจผมเต้นรัวเหมือนมีมนุษย์ตัวเล็กๆตีกลองชุดอยู่ข้างใน เธอยิ้มแล้วค่อยๆบรรจงสอดหูฟังที่บรรเลงเพลง “Blue in Green” จากไอพอดให้ผม เสียงทรัมเป็ตของไมล์สยังทรงพลังเช่นเคย

ผมเปิดหนังสืออ่านแต่ใจไม่จดจ่อ ตาชำเลืองมองริเอะที่ยังนอนหลับตาอยู่ใกล้ๆอยู่บ่อยครั้ง รอยยิ้มเล็กๆเกิดขึ้นที่มุมปากก่อนเธอถามขึ้นมาว่า “อะไรเหรอชินจัง?”

“ปะ..เปล่า..ไม่มีอะไร หลับตาอยู่รู้ได้ยังไง?” ผมสะดุ้งตกใจ

“ชินจังทำแบบนี้ทุกครั้งที่เราอยู่ในห้อง แต่วันนี้ไม่มีชาร้อน ฉันขอเป็นอย่างอื่นแทนได้ไหม?”

“อะไรเหรอ?”

“ขอฉันนอนหนุนแขนชินจังแล้วหลับสักพักหนึ่งจะมากเกินไปรึเปล่า?”

“มะ..ไม่เลย ถือเป็นค่าตอบแทนที่วันนี้ทำอาหารได้อร่อยมากละกัน”

เธอยิ้มแล้วค่อยๆขยับตัวเข้ามาใกล้แล้ววางแก้มขวาลงบนอกของผม ผมค่อยๆสอดมือซ้ายไปใต้คอของริเอะแล้วโอบหัวไหล่เธอเอาไว้ มือของเธอโอบกอดตัวผมไว้หลวมๆ ถ้าเป็นไปได้อยากหยุดเวลาเอาไว้แค่ตรงนี้ หรืออย่างน้อยให้มันเดินช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ วินาทีที่ผมมีความสุขแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน

…ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างนี้ตลอดไปก็ดีสิ… เสียงริเอะพึมพำแผ่วเบาระหว่างช่วงต่อความฝันและความจริง ผมผลอยหลับไปพร้อมริเอะในอ้อมกอดและรอยยิ้มบนใบหน้า

ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีหลังจากวันนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคลุมเครือคือผมไม่รู้ว่าริเอะคิดกับผมแบบไหนกันแน่ แค่เพื่อนที่ดีมากคนหนึ่งหรือแบบคนรัก คืนหนึ่งระหว่างที่ริเอะทำหน้าที่ในครัว ผมจัดเรียงจานบนโต๊ะเล็กๆหน้าทีวีที่ประจำ ผมสอดกระดาษโน๊ตสีขาวมีข้อความเขียนไว้ว่า

“You know you are in love when you can’t fall asleep because reality finally is better than your dream, and I am in love with you.

Please tell me that you feel the same way too.”

(คุณจะรู้ตัวว่ากำลังมีความรักเมื่อตอนที่ข่มตานอนไม่หลับ เพราะในที่สุดความจริงเมื่อลืมตาตื่นนั้นสวยงามกว่าห้วงเวลาของความฝัน และผมกำลังรู็สึกแบบนั้นกับคุณ

ได้โปรดบอกกับผมเถอะว่าคุณเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน)

หัวใจผมเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ อาหารเย็นวันนั้นรสชาติเป็นยังไงผมจำไม่ได้ ใจจดจ่อกับกระดาษที่อยู่ใต้จานและคำตอบที่ใกล้เข้ามาทุกลมหายใจ ริเอะทักว่าวันนี้ผมเงียบเป็นพิเศษ ผมบ่ายเบี่ยงบอกว่าวันนี้ท้องอืดนิดหน่อยไม่ต้องเป็นห่วง เธอรู้จักผมดีพอที่จะรู้ว่ามีอะไรสักอย่างที่ผิดปกติแต่ไม่ได้ซักไซร้อะไรไปกว่านั้น

ระหว่างที่ช่วยกันเก็บกวาด ริเอะยกจานข้าวของตัวเองขึ้นแล้วเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นนั้นวางอยู่บนโต๊ะ เธอหยิบมันขึ้นมาอ่านแล้วก็อมยิ้ม ยิ้มเล็กๆที่ทำให้ผมตกหลุมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน เธอเอามือปิดปากทำท่าคล้ายจะร้องไห้แล้วหันมาบอกผมว่า

“ชินจัง…คุณน่าจะรู้ว่าฉันรู้สึกยังไง คุณเป็นคนจิตใจดี ยิ้มง่ายหัวเราะเก่ง อยู่ใกล้ๆรู้สึกอบอุ่นและสดชื่น ฉันมีความสุขทุกครั้งที่เราอยู่ด้วยกัน”

“งั้นแสดงว่าคุณก็รู้สึกเหมือนกับผม” ผมแสร้งถามเพื่อให้เธอเขินเล่น

เธอหน้าแดงระเรื่อก่อนจะก้มหน้าแล้วก็พงกหัวเล็กน้อย “อืออ..”

หัวใจผมพองโตแทบทะลักออกมาจากหน้าอก

“แต่….ฉันมีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง”

“…”

“เรารู้จักกันมาเกือบสองเดือนแล้ว และฉันเหลือเวลาอยู่ที่นี้อีกแค่เดือนหนึ่งก็ต้องกลับญี่ปุ่น”

“คุณก็กลับมาใหม่ได้ มาเรียนต่อด้วยกัน”

“นั้นแหละคือข้อแม้ ฉันกลับมาไม่ได้ และไม่สามารถบอกได้ด้วยว่าเหตุผลคืออะไร นี้เป็นสามเดือนแรกในชีวิตและคงเป็นสามเดือนสุดท้ายที่ฉันสามารถใช้มันอย่างอิสระ ก่อนที่จะ…”

” ‘ก่อนที่จะ’ อะไรครับ?”

“ฉันบอกไม่ได้จริงๆ ถ้าชินจังรับข้อแม้นี้ได้ เราก็ใช้เวลาที่เหลือที่มีด้วยกัน แต่ถ้ารับไม่ได้มันอาจจะดีกว่าถ้าเราไม่ผูกพันกันมากไปกว่านี้…”

หัวใจที่พองโตได้ไม่ถึงห้าวินาทีเหมือนโดนเข็มแทงลมรั่วจนห่อเหี่ยว ผมไม่รู้จะตอบริเอะยังไงดี ความรู้สึกถูกหั่นครึ่งเป็นสองฝั่ง ทั้งดีใจที่เธอรักขณะเดียวกันก็ห่อเหี่ยวหมดหวัง เราทั้งคู่เก็บกวาดห้องครัวกันต่อไปอย่างเงียบๆ มันอึดอัดแต่สมองและหัวใจยังประมวลข้อมูลไม่เสร็จ

ริเอะกลับห้องไปโดยไม่พูดลาสักคำ ไม่โทษเธอหรอกเพราะตัวผมเองก็ไร้ซึ่งคำกล่าวใดๆเช่นกัน ผมเดินไปอาบน้ำเผื่อว่าน้ำเย็นๆจะช่วยทำให้สมองโล่งคิดหาทางออกที่ดีกว่านี้ แต่สุดท้ายก็ตื้อตันและปวดหัวมากไปกว่าเดิม ผมเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดอาลัยตายอยาก พยายามคิดถึงเหตุผลต่างๆนานาที่เป็นต้นเหตุของข้อแม้อันแปลกประหลาด เมื่อเธอรักผมแล้วทำไมต้องไป แล้วเพราะอะไรถึงกลับมาไม่ได้ ความเจ็บปวดลึกบนหน้าอกทรมานจนหายใจไม่ออก ล้านคำถามวิ่งพล่านในสมองแต่ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ

สิ่งเดียวที่รู้คือผมไม่อยากเสียเธอไป…ไม่ว่าทางใดทั้งนั้น ถ้าผมไม่ยอมรับ “ข้อแม้” ที่ริเอะมอบให้ ผมจะเสียเธอไปในตอนนี้ แต่ถึงรับ…สุดท้ายผมก็ต้องเสียเธอไปอยู่ดี ผมหลับตาเพื่อลดความความรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่สิ่งเดียวที่ผมเห็นคือรอยยิ้มของเธอ เสียงหัวเราะอันร่าเริง และดวงตากลมโตคู่นั้น ช่วงเวลาดีๆที่เรามีให้กันตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ ผมตัดสินใจยกมือขึ้นแล้วเอื้อมไปเคาะผนังห้อง “ตึกๆ….”

วินาทีที่เงียบงันอันยาวนาน ผมกลั้นหายใจกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ริเอะจะอยู่ตรงนั้นรึเปล่า เธอกำลังเจ็บปวดเช่นเดียวกับผมไหม หรืออาจตัดใจและเลือกทิ้งทุกอย่างที่เรามีไปเสียแล้ว

“ตึกๆ….” นั้นไม่ใช่เสียงหัวใจผมเต้นใช่ไหม?

ผมเคาะตอบกลับไปอีกครั้ง “ตึกๆ…” สักพักเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

“ขอบคุณ…ที่กลับมานะชินจัง” เสียงเล็กๆลอดผ่านมาจากปลายสาย

“อืม…ถ้าเลือกได้ผมไม่อยากเสียคุณไป ไม่ว่าตอนไหนทั้งนั้น แต่แน่ๆคือไม่ใช่ตอนนี้” ผมสูดลมหายใจก่อนพูดต่อ “ผมให้เกียรติเหตุผลของคุณและจะไม่ถามถึงมันอีก แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง”

“ค่ะ?”

“ทุกวินาทีต่อจากนี้ คุณเป็นผู้หญิงของผมโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น”

เธอเงียบไปสักพักก่อนตอบกลับมา “อืออ…งั้นพรุ่งนี้ฉันทำข้าวหมูทอดให้นะ”

น้ำตาผมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว “อืมมม ขอหมูสองชิ้นเลยนะ”

หนึ่งเดือนหลังจากนั้นเธอย้ายมาอยู่ห้องเดียวกันกับผม เราตัวติดกันตลอด 24 ชั่วโมง แม้รู้ดีว่าเวลาแห่งความสุขกำลังใกล้หมดลงทุกขณะ ทุกค่ำคืนที่เราเปลือยกายนอนกอดกัน เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่ใกล้ถึงวันที่ผมจะไม่มีเธออยู่ข้างกาย

43,200 นาทีผ่านไปไวยิ่งกว่ากระพริบตา วันสุดท้ายมาถึงผมพยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด ริเอะก็เช่นกัน ผมช่วยเธอเก็บของในห้องของเธอด้วยความรีบเร่ง ส่วนริเอะอาสาทำความสะอาดห้องผมแทน

รถแท็กซี่มาจอดรอหน้าอพาร์ทเมนต์ตอนหกโมงเย็น ผมยกกระเป๋าขึ้นหลังรถเสร็จเรียบร้อย ริเอะเดินมาสมทบหลังจากนั้นไม่นาน เธอหันกลับไปมองห้อง studio ของเราอีกครั้ง การบอกลาความทรงจำดีๆเป็นเรื่องปวดหัวใจเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“ไปกันรึยังครับ ฝนแรกของปีกำลังตั้งเค้าว่าจะตก ฤดูร้อนช่างสั้นจริงๆ” คนขับแท็กซี่บ่นพึมพำพร้อมเปิดประตูที่นั่งด้านหลังให้พวกเรา

นั้นสินะ…ฤดูร้อนสั้นไปจริงๆ

หลังจากรถออกตัวไปได้ไม่นาน ฝนก็เริ่มโปรยลงมาตามคาด ริเอะนิ่งเงียบไปตลอดทางจนใกล้ถึงสนามบินก่อนเอ่ยเบาๆกับผมว่าเธอไม่ค่อยชอบฤดูฝนสักเท่าไหร่ สายฝนนั้นทำให้หัวใจเธอร้องไห้

ริเอะเชคอินท์และโหลดกระเป๋าก่อนเวลาเรียกขึ้นเครื่องไม่นาน เรารีบเดินไปยังจุดตรวจค้นเพื่อให้ทันขึ้นเครื่อง

ผมดึงเธอมาสวมกอดอีกครั้ง กระซิบถามคำถามแสนโง่เง่า “ต้องไปจริงๆเหรอ?”

มือเล็กๆของเธอเคลื่อนมาลูบหลังของผมพร้อมเสียงสะอื้นในลำคอ “อืมม…”

ถึงรู้อยู่แล้วแต่คำตอบสั้นๆนั้นสะเทือนเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ ผมกอดแน่นพร้อมน้ำตาที่อุ่นไหล เธอสะอื้นไห้บนหัวไหล่เสียงดังโดยไม่สนใจผู้โดยสารคนอื่นที่เดินผ่านไปมา ในที่สุดนาทีนี้ก็มาถึงจนได้ พระเจ้าไม่ได้สนใจคำอ้อนวอนของผมแม้แต่น้อย เข็มนาฬิกาที่หมุนไปข้างหน้าอย่างไม่แยแสต่อความเศร้าที่ทวีคูณ

เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารที่เหลือขึ้นเครื่องดังขึ้นเตือนเป็นครั้งสุดท้าย

“ขอบคุณสำหรับสามเดือนที่ผ่านมานะ ฉันมีความสุขมากจริงๆ คิดถึงฉันด้วยนะ….”

ผมดึงเธอมาจูบก่อนเธอจะพูดจบ สัมผัสอันนุ่มนวลอบอุ่นของริมฝีปากสีชมพู รสชาติลิปกลอสกลิ่นผลไม้ที่เธอใช้อยู่ประจำ เหมือนทุกอย่างในโลกนี้หยุดลงในห้วงเวลานั้น

“…ผมไม่อยากสูญเสียคุณไป”

“ตราบใดที่คุณยังคิดถึงฉัน ฉันก็ยังคงอยู่เสมอ”

ริเอะพูดจบก็เดินหันหลังเข้าประตูผู้โดยสารขาออกไปอย่างรวดเร็ว ผมเอื้อมมือคว้าได้แต่เพียงความว่างเปล่า ผมรีบเอามือปาดน้ำตาชะเง้อมองหาเธอแต่สายไปเสียแล้ว

ผมเรียกแท็กซี่ให้กลับมาส่งที่อพาร์ทเมนท์ นั่งเงียบใช้ความเข้มแข็งในจิตใจที่เหลือเพียงน้อยนิดสะกดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหล ห้อง studio เล็กๆดูเวิ้งว้างหดหู่ ผมเดินคลำทางเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่ม ห่อผ้าสีน้ำเงินเข้มทรงสี่เหลี่ยมที่คุ้นเคยถูกวางไว้บนชั้นพร้อมจดหมายเหน็บไว้ข้างบน ผมหิ้วมันไปบนเตียงก่อนเอื้อมไปเปิดโคมไฟเพื่ออ่านจดหมายฉบับนั้น เสียงฝนตกด้านนอกยังร่วงหล่นไม่ขาดสาย

.

.

ชินจัง ตอนนี้ฉันคงอยู่บนเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณนะสำหรับทุกอย่างและเลือกที่จะใช้เวลาทั้งหมดที่มีด้วยกัน ชินจังรักฉันโดยมองข้ามข้อแม้แปลกประหลาดนั้นไปได้ คงไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้วที่ทำแบบนั้น

ฉันมีความลับอะไรจะบอกแหละ จำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม? ที่จริงแล้วฉันเห็นชินจังตั้งแต่ตอนที่ปีนต้นไม้ขึ้นไปเอาลูกโป่งสีแดงลงมาให้เด็กคนนั้นแล้ว ฉันมองชินจังอยู่ตั้งนานโดยที่คุณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ฉันคิดว่าผู้ชายคนนี้ช่างจิตใจดีเหลือเกิน เพราะฉะนั้นตอนที่ฉันไปเจอชินจังอีกครั้งในโรงอาหารเลยอดไม่ได้ที่จะเข้าไปทัก แต่ก็แอบเขินจนเห็นเธอยืนลังเลเลือกแซนวิชอยู่ตรงหน้าตู้เย็น เลยช่วยชินจังตัดสินใจซะเลย

ความลับอย่างที่สอง วันนั้นฉันไม่ได้ลืมกระเป๋าสตางค์หรอก คุณก็รู้ว่าฉันไม่ใช่คนขี้ลืม ตอนนั้นฉันอยากรู้ว่าชินจังจะทำยังไงถ้าเห็นฉันตกในที่นั่งลำบาก คุณยื่นมือมาช่วยอย่างไม่ลังเล นี้แหละเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันตกหลุมรักคุณเข้าเต็มเปา

ฉันอยากให้ชินจังจำไว้ว่า เราอาจบังเอิญเจอกันก็จริง แต่ความรักของเราไม่ใช่ความบังเอิญ เราสร้างมันขึ้นมาด้วยกัน มันเป็นสิ่งที่สวยงามแม้ช่วงเวลาของมันจะแสนสั้น แต่นั้นไม่ได้ทำให้ความหมายมันน้อยลงเลย

CD เพลงของ Nat King Cole ฉันไม่ได้เก็บกลับมาด้วย เผื่อว่าวันไหนชินจังคิดถึงวันที่ฉันนั่งทำการบ้านอยู่บนโซฟาตัวโปรดนั้นจะได้เปิดฟัง ส่วนข้าวหน้าหมูทอดรีบกินนะเดี๋ยวไม่อร่อยไม่รู้ด้วย

อ๋อ…อีกอย่างหนึ่ง เมื่อกี้ก่อนปิดทีวี พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกที่ซีแอตเทิลวันนี้ ฉันไม่ชอบสายฝนเอาซะเลย หัวใจฉันเหมือนร้องไห้ทุกครั้งที่ฝนตก มันเศร้าบอกไม่ถูก ชินจังดูแลสุขภาพตัวเองนะ ห่มผ้าหนาๆ กินผักเยอะๆด้วย

รัก
ริเอะ

.

.

ไม่รู้ทำไมข้าวหน้าหมูทอดกล่องนี้ที่เธอทำถึงเค็มกว่าทุกครั้ง ผมลุกไปกดเปิดเพลง “Unforgettable” แล้วกลับมานั่งพิงผนังบนเตียง สายฝนยังคงเปาะแปะอยู่ข้างนอกไม่ยอมหยุดเช่นเดียวกับน้ำตาที่ยังคงรินไหลพร้อมเสียงสะอื้น มันเป็นอย่างที่ริเอะว่าจริงๆ หัวใจผมเองเหมือนกำลังร้องไห้เช่นเดียวกัน

10:14 pm ผมเอื้อมมือไปเคาะผนังห้อง “ตึกๆ…”

ไม่มีเสียงตอบรับใดย้อนกลับมา ผมเอาหัวพิงผนังแล้วหลับตาแล้วเริ่มคล้อยหลับไป

“…ตึกๆ” นั้นแค่เสียงหัวใจผมเต้น…ใช่ไหม?

  1. คุณคนเขียนต้องชอบอ่านหนังสือของมูราคามิรึเปล่า? เขียนได้สนุกดีค่ะ อ่านรวดเดียวจบเพลินๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *