ฉันรักนายนะ แต่จะผิดไหมถ้าฉันอยากเห็นนายตายมากกว่า?

ฉันรู้สึกดีมากที่ได้เขียนถึงนาย แอบรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่กำลังนั่งอยู่หน้ากระจกแอริเซด มองดูตัวเขาและพ่อแม่ที่ตายไป นายคงไม่รู้จักแฮร์รี่ พอตเตอร์หรอก เขาเป็นพ่อมดน้อยที่พ่อแม่ตายไปตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กทารก กระจกแอริเซดคือเวทมนตร์และไม่ได้ส่องอะไรให้นายเห็นมากไปกว่าสิ่งที่หัวใจนายปรารถนา ฉันรู้ว่าถ้าฉันมองเข้าไป ฉันจะเห็นตัวฉันและนาย เติบโตขึ้น อาจจะห้อมล้อมไปด้วยเด็กๆ พ่อแม่ของเราคงจะมีความสุขมาก นายต้องระวังกระจกนั่นนะ แฮร์รี่เตือนเอาไว้ – นายอาจเสียสติไปได้เมื่อมองดูมัน โหยหาในสิ่งที่ไม่อาจมีได้.. บางครั้งนะ บางที ฉันควรให้ความรักกับคนที่ยังอยู่มากกว่า ฉันไม่คิดว่านายจะมาว่าอะไรเรื่องแบบนี้หรอก

 

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

 

ใจความส่วนหนึ่งของข้อความที่พี่สาวของ แมตตี้ เด็กหนุ่มวัย 16 ผู้มีรอยยิ้มอันสดใส ฉลาดเฉลียว มีอารมณ์ขัน มีเสน่ห์และเป็นที่รักของคนในบ้านและเพื่อนฝูงอีกทั้งใครก็ตามที่ได้พบเห็น เราจะเรียกมันว่าเป็น จดหมาย ก็ได้นะ หรืออาจจะเป็น บันทึก ก็คงไม่แปลกมากนัก หากแต่มันคือความคำนึงถึงที่มอบให้กับคนตาย

มีบางสิ่งบนโลกใบนี้ที่เกิดขึ้น และดำเนินไปโดยได้มอบความเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก… มันเป็นความเจ็บปวดทรมานที่ทุกคนในครอบครัวได้รับจาก แมตตี้ ในกลางดึกสงัดของค่ำคืนหนึ่ง เมื่อได้รับข่าวว่าเขาถูกรถชน สมองของเขาได้รับความกระทบกระเทือนจนอยู่ในอาการโคม่า ทุกคนได้แต่หวังและภาวนาขอให้เขามีชีวิตรอด

ได้โปรดอย่าปล่อยให้เขาตาย
ได้โปรด… ถ้าท่านอยู่ที่นี่ ถ้าท่านมีอยู่จริง
ถ้ามีใครสักคนฟังเราอยู่จริง
พวกเรายอมทำทุกอย่าง
ได้โปรดอย่าปล่อยให้เขาตาย

แต่ผิดแล้ว…

พวกเขาร้องขอผิดแล้ว สิ่งที่พวกเขาขอมันผิดไปหมด

แมตตี้ พ้นขีดอันตรายในที่สุด แม้ทีมแพทย์เองจะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันถูกต้องหรือไม่ แต่ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลือให้เขามีชีวิตรอด ความเสียหายรุนแรงที่สมอง ฟื้นตัวขึ้นหลังอยู่ในภาวะโคม่าและทำให้เขาตื่นขึ้นมาโดยไม่มีสติรู้เนื้อรู้ตัว ไม่มีใครอยากใช้คำนี้กับเขา แต่ก็พูดได้ว่าเขาต้อง นอนเป็นผัก อยู่อย่างนั้น ต้องถูกต่อท่ออาหาร ต้องถูกรักษาตามอาการเรื่อยมาเป็นระยะ ถูกทดสอบการตอบสนองของร่างกายอย่างยาวนานท่ามกลางความรักและความหวังของทุกคนในครอบครัว

มันเป็นเรื่องยากที่จะดับความหวังของใคร โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว ทุกคนย่อมอยากที่จะมีความหวัง ไม่ว่าจะเพื่อต่อสู้ เพื่ออดทนฝ่าฟันกับความยาก เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป หรือเพื่อเศษเสี้ยวของโอกาสที่จะได้รับสิ่งตอบแทนจากความอดทนทั้งหมดทั้งมวลที่ยอมเผชิญ เป็นเวลากว่า 8 ปีที่ทุกคนต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากสภาพของ แมตตี้ ทุกคนรอคอยการเยียวยาของเวลา ให้พวกเขาเข้มแข็ง และกล้าหาญพอที่จะยอมรับความคิดที่จะยุติการรักษาและปล่อยให้เขาพ้นจากสภาพผักถาวรนี้ไปเสีย นั่นควรจะเป็นการกระทำแห่งรักเพียงสิ่งเดียวที่สมควรจะหยิบยื่นให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย…

ฟังดูอาจจะใจร้ายไปใช่มั้ยคะ?

ถ้าฉันไม่เคยเขียน รีวิวหนังสือ Me Before You มาก่อน ฉันอาจจะคิดอย่างนั้น ในกรณีของ แมตตี้ เขาไม่รู้สึกตัวหรอกว่าเขาอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นกับเขา ทุกครั้งที่จ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเขา ทุกคนต่างรู้สึกทรมานกับความจริงที่ว่า เขาไม่อยู่ในนั้นแล้ว… ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม มันก็คงดูเป็นการทรยศต่อเขามากเมื่อครอบครัวที่เขารักปล่อยให้เขาตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่แบบนั้น เขาคงไม่อยากให้ใครต้องมาทนดูเขาในสภาพแบบนั้น เพราะถ้าฉันเป็นเขาฉันคงอยากให้ทุกคนปล่อยให้ฉันตายไปเสียมากกว่าเหมือนกัน

การตายของ แมตตี้ ไม่ได้ทำให้เรื่องราวจบลงง่ายๆ ฉันผู้ซึ่งมองดู แคทเธอรีน พี่สาวในวัยไล่เลี่ยกันกับเขา ผ่านการเล่าเรื่องของเธอตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องชายของเธอได้สร้างความเสียหายต่อจิตใจของเธอมากเกินกว่าที่จะอธิบายได้ ตัวตนของเธอได้ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงพอๆ กับสมองของน้องชายของเธอ ฉันรู้สึกอึดอัดที่ต้องทนมองดูเธอแบกรับความเจ็บปวดที่มากมายไว้ในใจอย่างยาวนานโดยไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออะไรเธอได้เพราะเธอมีตัวตนอยู่แค่เพียงในหนังสือ ฉันต้องทนมองดูเธอใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตของเธอเก็บกดความเศร้าและความเจ็บปวดไว้ในใจโดยไม่แสดงออกให้คนรอบตัวรับรู้ เธอกักเก็บความรู้สึกผิดในใจที่ปรารถนาจะให้น้องชายของเธอตายเพราะเธอคิดว่ามันคงจะดีกับทุกฝ่ายถ้าเขาตายไปเสียตั้งแต่อุบัติเหตุครั้งนั้น เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฆาตกร และรู้สึกผิดที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างน้องชายอันเป็นที่รักในวันที่ลมหายใจสุดท้ายของเขาหมดลง เพราะมันเป็นเรื่องที่เธอไม่สามารถทนทำใจได้เลย

เธอทรมานมากจริงๆ ค่ะ จากเด็กสาวที่ร่าเริง อนาคตไกล เธอกลายเป็นคนไร้เป้าหมายในชีวิต เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการร้องไห้ ต่อสู้กับฝันร้ายที่ทำให้เธอไม่อยากหลับ สูบบุหรี่และต้องพึ่งพาเหล้าเพื่อให้เมาไร้สติ หลงลืมความทุกข์ และหลับไป ความบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจทำให้ชีวิตคู่ครั้งแรกของเธอต้องจบลง ฉันดีใจกับเธอมากที่ภายหลังเธอพบบางสิ่งที่ทำให้เธอหยุดคิดถึงเรื่องของ แมตตี้ ลงได้ แม้จะไม่ถาวรแต่ก็มากเกินพอที่จะดึงความสนใจของเธอให้ห่างจากความเศร้าขณะที่ทำสิ่งนั้นได้ นั่นคือ หนังสือ

การตัดสินใจทำงานที่ร้านหนังสือของเธอทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้น เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่ และให้กำเนิดลูกชายตัวน้อยๆ ที่เธอตั้งชื่อตามน้องชายของเธอ เธอเริ่มหันมาเขียนหนังสือซึ่งมันทำให้จิตใจของเธอสงบขึ้น จุดเปลี่ยนที่ดีที่สุดของเรื่องคือเธอและพ่อแม่เริ่มพูดถึง แมตตี้ มากขึ้น แทนที่จะหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึงเหมือนที่เคยทำมาตลอด เธอพบเคสผู้ป่วยแบบน้องชายของเธอหลากหลายรายที่คนในครอบครัวยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ดำเนินการการุณยฆาต เธอไม่ได้รู้สึกผิดต่อความคิดของตัวเองอีกต่อไปเมื่อได้รับรู้ว่าสภาพจิตใจคนในครอบครัวของผู้ป่วยเหล่านั้นต่างก็ต้องได้รับการเยียวยาเหมือนกับที่เธอก็ต้องการ

 

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

 

ฉันพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อเรื่องหลังความตาย เธอบอกกับฉัน ว่าฉันควรคิดว่านายเป็นอิสระแล้ว เธอไม่ได้พยายามทำให้ฉันเชื่อแต่อย่างใด เธอกลับชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าเรื่องหลังความตายจะมีอยู่จริงหรือไม่ อย่างน้อยนายก็เป็นอิสระจากคุกบนโลกนี้ เธอยังบอกอีกว่าสิ่งที่ช่วยเธอได้ในยามที่เธอเพิ่งสูญเสียใครสักคนไปคือการขอบคุณช่วงเวลา 15 ปีที่ใช้มาด้วยกัน มากกว่าที่จะคิดถึงแต่เพียงความว่างเปล่าในตอนนี้ ฉันถามเธอว่าคนๆ นั้นเป็นใคร เธอตอบกลับมา – แมวของฉันเอง ^-^

 

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

 

สิ่งที่เหนือความคาดหมายกว่านั้น คือฉันไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้ว… หนังสือที่อยู่ในมือของฉัน จะเป็นหนังสือที่พี่สาวของ แมตตี้ เป็นผู้เขียน ฉันรู้สึกดีใจกับเธอมากจริงๆ ที่จิตใจของเธอได้รับการเยียวยาในที่สุด ^-^

 

ฉันรักนายนะ

The Last Act of Love เป็นหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นโดย Cathy Rentzenbrink เพื่อบันทึกเหตุการณ์และความทรงจำที่มีต่อน้องชายของเธอ หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างอ่านยาก มันอาจจะไม่ใช่หนังสือที่เมื่ออ่านจบแล้ว จะช่วยให้ผ่อนคลาย ได้รับอารมณ์สุขสมหรือช่วยให้หายเครียดลงได้เลยแม้แต่น้อย ฉันใช้เวลาอ่านมันนานกว่าปกติ ด้วยเวลาส่วนตัว ด้วยปริมาณงานที่มี ด้วยความเครียดจากงาน ทำให้ทุกครั้งที่หยิบมันมาอ่าน เป็นต้องอ่านวนอยู่บทเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่เข้าหัวเลย

คนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ ฉันว่าต้องเป็นคนที่มีความเศร้าในใจอยู่ระดับหนึ่ง เป็นไปได้ว่าอาจจะเจอเหตุการณ์สูญเสียในทำนองเดียวกันและกำลังอยู่ในช่วงเวลาทำใจกับความสูญเสียนั้น ไม่ก็ต้องเป็นคนที่มีอารมณ์พร้อมที่จะเดินตามความนึกคิดของตัวละครและตามจังหวะเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไหลไปตลอดจนจบเรื่อง ซึ่งในกรณีของฉัน เป็นอย่างหลัง ส่วนตัวต้องหาเวลาติสต์แตกเพื่อฟื้นฟูจิตใจตัวเองนิดนึง ฟังเพลง นอนโง่ๆ แหกปากร้องเพลง กิน นอน ร้องรำทำเพลง นอน กินและก็กิน จนกว่าจะมีอารมณ์สุนทรีย์เพียงพอที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบได้

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ยังไม่ได้ถูกแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทยนะคะ คงจะดีถ้ามันมีโอกาสให้นักอ่านชาวไทยได้อ่านกัน หากใครสนใจอยากอ่านฉบับภาษาอังกฤษ สามารถติดต่อขอรับได้ที่เพจ BOOKster.blog ของเรา เพราะตัวฉันเองไม่คิดว่าจะสามารถอ่านมันได้อีกเป็นครั้งที่สอง ฉันไม่อาจทนรับกับเรื่องราวอันงดงามที่แสนจะโศกเศร้าแบบนี้ได้อีกครั้ง

.

.

เพราะสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะทำเพื่อความรักที่ฉันมีต่อนายได้ คือการที่ฉันจะยอมปล่อยนายไป… ไปให้ห่างจากการรับรู้ว่าฉันยังคงเจ็บปวดเพราะนาย และเพราะฉันรักนายมาก มากจนฉันไม่อยากให้นายต้องมารู้สึกเจ็บปวดกับการที่รู้ว่านายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันเจ็บปวด

.

.

หนังสือ : The Last Act of Love

ผู้เขียน : Cathy Rentzenbrink

 

lalajinx

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *