คนรักคนที่แล้ว

ในคืนฝนพรำ จะมีเหตุผลใด ให้ใครคนหนึ่งต้องวิ่งฝ่าสายลม เม็ดฝนเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร จากที่ทำงานเพื่อกลับบ้าน แต่ชายหนุ่มผู้นี้ก็วิ่งมาจนเกือบจะถึงจุดหมายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำไปเพื่ออะไร

เขาใส่เสื้อยืดสีขาวกางเกงกีฬาขาสั้น สวมรองเท้าผ้าใบเปื้อนดิน หลังสะพายเป้ ยืนก้มหน้าหอบ มือเกาะเสาไฟฟ้าปาดเม็ดฝนปนเหงื่อบนใบหน้า แหงนคอ อ้าปากชิมเม็ดฝนรสเฝื่อน แล้วถอนหายใจ จ้องฝ่าสายฝน แสงจากไฟหน้ารถยนต์คันแล้วคันเล่าสาดเข้าตา

.

.

แสงจากไฟหน้ารถยนต์คันแล้วคันเล่าสาดฝ่าละอองฝนเข้ากระจกหน้าของรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าซีวิคสีเปลือกมังคุด สะท้อนคอนแทคเลนส์จากดวงตาคู่สวยของหญิงสาว ฉายให้เห็นความเศร้าในแววตาที่เลนส์เว้าทั้งคู่ไม่อาจปกปิดได้

เธอแหงนนาฬิกาข้อมือดู มันบอกเวลายี่สิบสองนาฬิกาสี่สิบสามนาทีแล้ว แต่รถของเธอยังคงจอดนิ่ง เพราะถนนฟากโน้นกำลังกั้นทางเพื่อซ่อมแซม บีบให้ช่องทางจราจรเหลือแค่ช่องเดียว เธอถอนหายใจเมื่อมองไฟกลมสีแดง มันแดงค้างอยู่อย่างนี้มานานจนหงุดหงิด

สามปีกว่าแล้ว ที่เธอไม่ได้ผ่านมาแถวชานเมืองแห่งนี้ บ้าน ร้านค้า และถนนหนทางเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ ต้องลองผิดลองถูกขับเข้าซอยนั้นซอยนี้อยู่นาน

ฝนเริ่มซาแล้ว เธอเสยผม มองไปอีกฝั่งถนน รู้สึกคุ้นกับบรรยากาศด้านนอก สะดุดตาร้านบะหมี่เกี๊ยวบนฟุตปาธที่ไม่มีลูกค้านั่ง คงเป็นเพราะฝนตกและใกล้เวลาเก็บร้าน ลุงกับป้าคนขายกำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดโต๊ะ ช่างเป็นภาพคุ้นตาที่เลือนหายไปนาน

ใช่แล้ว เมื่อก่อนเธอเคยมาที่นี่ ร้าน…แห่งความทรงจำ ที่เธอและ “เขา” เคยมากินบะหมี่ด้วยกันอยู่เป็นประจำ

ไฟเขียววาบขึ้นสองดวง ส่งสัญญาณให้ตรงไปและให้เลี้ยว เธอตัดสินใจหมุนพวงมาลัยพารถเลี้ยวมาหาที่จอดแถวใต้ถุนแมนชันใกล้ ๆ กับร้านดังกล่าว

เธอลงจากรถเดินมาหยุดตรงข้างร้าน มองป้าที่กำลังเก็บชามก๋วยเตี๋ยว เมื่อหญิงวัยกลางคนเห็นเธอ หญิงสาวก็ยิ้มก่อนกล่าว

“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้ คุณป้าขมวดคิ้ว จ้องหน้าอยู่นาน

“อ๋อ! สวัสดีจ้า หนูคนนั้นเอง ที่ชอบมากินบ่อย ๆ”

“ดีจัง จำหนูได้ด้วย”

“เกือบจำไม่ได้หรอกจ้า ตั้งหลายปีแล้ว นี่หนูไม่ได้ใส่แว่นเหมือนก่อนเหรอ สวยและก็ผอมกว่าเดิมตั้งเยอะ”

“หนูใส่คอนแทกเลนส์”

“แล้วเป็นยังไงมายังไง ทำไมมาคนเดียว เจ้าเม่นล่ะ”

รอยยิ้มเจื่อนลง หญิงสาวเอียงหน้าหลบตาหญิงวัยกลางคน เพราะเจอคำถามสะกิดใจ เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร

“ตอนนี้หนูย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วค่ะ พอดีวันนี้มีธุระแถวนี้เห็นร้านยังไม่ปิด เลยแวะมาอุดหนุน”

“น่ารักจริง ๆ ผ่านมาก็ยังคิดถึงกัน” ป้ากล่าว หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ

“ธุระที่ว่านี่คือมาหาเจ้าเม่นมันเหรอจ๊ะ?” คุณป้ายังไม่ละความสงสัย นี่เองที่เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงได้แต่ส่ายหน้าเปื้อนยิ้มเจื่อน ๆ ให้ หญิงวัยกลางคนเหมือนจะรู้ จึงหยิบผ้าออกมาเช็ดโต๊ะและยกพวงพริกมาวาง

“นั่งก่อน”

“เอาบะหมี่เกี๊ยวแห้งน้ำแดงค่ะ ขอซุปกระดูกหมูถ้วยนึงด้วย เส้นไม่ต้องเยอะนะคะ” คุณป้าพยักหน้าแล้วเดินออกไป

หญิงสาวมองรอบ ๆ เก็บบรรยากาศเก่า ๆ ได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากน้ำซุปในหม้อก๋วยเตี๋ยว หวนให้นึกถึงอดีต

จำได้ว่าเลยหัวมุมของร้านนี้ไป เคยมีร้านเช่าหนังสือการ์ตูน เธอมักจะรบเร้าให้ “เขา” ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนเธอออกมาจากอพาร์ตเมนต์ที่เธอกับเขาเคยอยู่ด้วยกัน เพื่อเอาหนังสือมาคืนทีละหลายเล่ม เพราะเช่ามาอ่านแล้วก็ดองไว้จนถูกปรับอยู่หลายครั้ง บัดนี้ร้านดังกล่าวกลายเป็นร้านเช่าดีวีดีไปเสียแล้ว

ไม่นานคุณลุงที่ทำหน้าที่ลวกเส้น ก็ยกชามบะหมี่มาวางพร้อมน้ำซุป เธอมองเส้นบะหมี่เหลืองนวล กับเกี๊ยวที่ราดด้วยน้ำแดงโรยกระเทียมเจียวหอม แล้วเงยหน้ายิ้มให้เขา

“ขอบคุณค่ะ คุณลุงสบายดีนะคะ” เธอยกมือไหว้

“สบายดี แล้วหนูล่ะ มากับไอ้เม่นเหรอ” คำถามนี้อีกแล้ว เธอถอนหายใจ เมื่อใดก็ตามที่ยังเจอผู้คนในอดีต คำถามเหล่านี้ก็ยังคงวนเวียนมาเสมอ

“เปล่าค่ะ หนูขับรถมาคนเดียว มาจากฝั่งธนนู้น หนูไม่ได้อยู่กับเม่นนานแล้วค่ะ”

“อ้าว ! เลิกกันแล้ว”

“ค่ะ” เธอก้มหน้า

“ทำไมถึงคิดว่าหนูมากับเม่นล่ะคะ ?” เพราะเลิกกับเขามาหลายปีแล้ว จึงสงสัยว่าลุงและป้าไม่ได้เอะใจเลยหรือที่ไม่เคยเห็นเธอตั้งหลายปี

“ก็… ก่อนที่หนูจะมาแป๊บนึง ลุงเห็นเม่นมันวิ่งตากฝนผ่านมา แล้วแวบเข้าไปในร้านขายของฝั่งนู้นน่ะสิ คงไปซื้ออะไร ก็เลยคิดว่ามาด้วยกัน มันยังโบกมือให้ บอกเดี๋ยวจะมากิน”

“หา !”

“นั่นไง ตายยาก” ลุงพยักพเยิดบอกเธอว่ามีใครคนหนึ่งอยู่ข้างหลัง เธอจึงรีบหันไป

ก็พบกับชายหนุ่มในชุดกีฬาเปียก ๆ ยืนทำตาโตเมื่อเห็นเธอ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเธอนัก

“แว !” เขาเรียกชื่อเธอด้วยเสียงสั่น “เฮ้ ! มาได้ยังไงเนี่ย”

เขาทำท่าเหมือนจะเข้ามากอด แต่ก็ยั้งไว้ ทำได้แค่จับไหล่เท่านั้น เธอยิ้มให้แล้วก้มหน้ามองรองเท้าเปื้อนดิน กางเกงขาสั้น เสื้อสีขาวมอมแมม ผมรองทรงที่ยาวลู่ปรกหน้าผากจนปิดตาเหมือนว่าเขาไม่ได้เข้าร้านตัดผมมาไม่ต่ำกว่าสามเดือน

“มาธุระแถวนี้ กำลังจะกลับพอดี เลยแวะมาหาอะไรกินค่ะ” เธอถูมือ แล้วกุมแน่น “คุณ… เป็นยังไงบ้าง”

สามปีที่ไม่ได้พบ เขาผอมลงกว่าเดิมมาก ใบหน้าอิดโรยเล็กน้อย ปากซีด พูดไปหอบไป คงมีแต่แววตาเท่านั้น ที่ยังมีความสดใสเหมือนเดิม

“ก็ดีครับ… บังเอิญมาก ไม่นึกว่าจะเจอแวที่นี่”

“ทำไมแต่งตัวแบบนี้ล่ะ ? ไปทำอะไรมา ? แล้วตากฝนทำไม ?” นอกจากจะมองหัวจรดเท้าแล้ว เธอยังยิงคำถามเป็นชุด

“ไปวิ่งออกกำลังกายมา”

“ฝนตกแบบนี้น่ะเหรอ”

“เปลี่ยนบรรยากาศไง อีกอย่าง วันนี้เป็นวันแรกของเดือนด้วยน่ะ”

“ทำไมเหรอ ?”

“แฮ่ะ ๆ เงินเดือนออก” เขาลูบผม คล้ายไม่รู้จะวางตัวอย่างไร

“เงินเดือนออกก็เลยวิ่งตากฝน ไม่เห็นมีอะไรเชื่อมโยงกันเลย”

“เอาน่า เอาเป็นว่ามันเป็นวันพิเศษ” เขาพูดเหมือนตัดบท

“คุณหิวรึเปล่า? กินบะหมี่กัน”

“แน่นอน !” เขาลากเก้าอี้มานั่ง จ้องเธอตาไม่กะพริบ เธอเหลือบมองแวบหนึ่ง ก็พบกับความรู้สึกมากมาย

“มองอยู่ได้ ทะลุหมดแล้ว”

“ขอโทษที มันแปลกตานี่นา แวไม่ได้ใส่แว่นเหมือนก่อน แถมผอมกว่าเดิมอีก”

“ใครกันแน่ที่ผอม” เธอดีดนิ้วชี้ไปที่ท้อง เขาจึงเอาเป้ที่สะพายอยู่มากอด

“แวเปลี่ยนเบอร์โทรเหรอ ?”

“ค่ะ”

“ว่าแล้ว โทรไม่เคยติดเลย แถมไม่ยอมบอกกันด้วย ใจร้ายมาก” พูดแล้วก็เบ้ปาก

“เม่น” คุณลุงคนขายกระแอมเบา ๆ บอกให้รู้ว่ายังมีเขายืนอยู่อีกคน “กินอะไร”

เม่นยิ้มอาย ๆ  “เหมือนเดิมครับ”

คุณลุงหัวเราะหึ แล้วเดินออกไป

“คุณลุงแกยังแข็งแรงเนาะ”

“ใช่ แกไม่เคยปิดร้านเลยนะ”

“นี่คุณมากินที่นี่ทุกวันเลยเหรอ?”

“อือ! ปกติจะมาตอนสองทุ่มน่ะ แต่วันนี้เป็นวันที่หนึ่งก็เลยมาป่านนี้”

“วันที่หนึ่ง ?”

“อ๋อ ก็เป็นวันต้นเดือนไง เงินเดือนออก เม่นยกให้มันเป็นวันพิเศษ”

“เสาร์ อาทิตย์ก็มา ?”

“ใช่ ลุงแกบอกว่า เดี๋ยวจะยกลูกสาวให้ ถ้ามากินทุกวัน”

“อ้อ หวังผล” เธอเบะปาก ทำให้เขาหัวเราะร่า

“ไม่เบื่อบ้างเหรอ” เธอเอียงคอถาม

“ไม่รู้สิ… คงเหมือนแวตอนอ่านการ์ตูนทุกวันนั่นล่ะ ไม่เบื่อบ้างเหรอ ?”

“เลิกอ่านนานแล้ว” เธอหยิบตะเกียบและช้อนในตะแกรงมาถือไว้

“โอ้โห! นั่นคือสิ่งสุดท้ายในโลก ที่เม่นคิดว่าแวจะเลิกนะนั่น แวเปลี่ยนไปมากเลย”

“คนเรามันก็ต้องรู้จักโต แล้วคุณล่ะ ยังทำงานที่เดิมหรือเปล่า ?”

“อือ ! ที่เดิม เหมือนเดิม”

“ก้าวหน้าดี ?”

“ไม่รู้จะถูกไล่ออกเมื่อไหร่”

“ทำไมล่ะ”

“มันเอื่อย ๆ เจ้านายก็เรื่องมาก ทำงานมาตั้งนานแล้ว เงินเดือนแทบไม่ขึ้นเลย อย่างว่า เม่นไม่ได้จบตรีนี่นา”

“อ้าว! แล้วที่เรียนเสาร์อาทิตย์ล่ะคะ ฉันคิดว่าคุณจบแล้ว”

“จู่ ๆ มันก็ขี้เกียจ เลยดร็อปไว้” เธอถอนหายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ไม่รับผิดชอบตัวเองเลย ห่วงอนาคตตัวเองบ้างสิ” เป็นน้ำเสียงผิดหวัง

ตอนอยู่ด้วยกัน เธอเป็นตัวตั้งตัวตีให้เขาเรียนต่อ และมักจะว่าเขาเรื่องความไม่พยายามไขว่คว้าหาอนาคต ไม่รู้จักเก็บเงิน ซื้อแต่ของเล่นเหมือนต้องการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในวัยเด็ก

เขาเป็นคนต่างจังหวัดที่ทิ้งการเรียนเข้ามาทำงานในเมือง โชคชะตาทำให้เธอได้พบกับเขา และคบหาเป็นแฟนกัน

ตอนนั้นเธอยังเป็นนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในเมืองเหมือนกัน มันเป็นความรักครั้งแรกของทั้งเธอและเขา ด้วยไร้เดียงสา จึงไม่รู้ขีดจำกัด ไม่นานเธอก็ย้ายมาอยู่กับเขา เช่าห้องอยู่ด้วยกันโดยที่ทางบ้านของทั้งสองฝ่ายไม่เคยรู้

เมื่อเวลาผัน อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะความคิดที่โตขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่เธอคนเดียวที่เป็นเช่นนั้น เขายังคงมีความคิดเป็นเด็กเสมอ นั่นเป็นเหตุผลหลักที่เธอมักจะเอามาปลอบตัวเองเสมอ ในระยะแรก ๆ ที่เลิกกับเขา

“อนาคตมันเดินจากเม่นไปนานแล้วล่ะแว” เขาทำเสียงน้อยใจเหมือนตอกย้ำบางสิ่ง

“ไม่มีเหตุผลเลย อย่าทำให้ฉันดูแย่สิ” เธอตัดพ้อ และก็นิ่งเงียบอยู่นาน เพราะคิดว่า คำว่าอนาคตที่เดินจากเขาไปนั่น คือเธอ

“เฮ้! นาน ๆ เจอกันที เราอย่ามาทะเลาะกันเลยนะ ๆ” เขาฝืนยิ้ม

คุณลุงถือบะหมี่เกี๊ยวน้ำแดงชามโตมาวางบนโต๊ะ มองเขาและเธอพลางอมยิ้มก่อนจะเดินออกไป เม่นหยิบตะเกียบ ช้อน และตักพริก น้ำส้มใส่ลงในชามบะหมี่

“กินหมดเหรอ” เธอพยายามหาเรื่องคุย เขาได้แต่ยิ้ม

“แว ยังไม่ได้ปรุงเลย” เขาหันพวงเครื่องปรุงด้านที่ใส่น้ำตาลให้เธอ

“กินก๋วยเตี๋ยว ฉันไม่ปรุงรสหรอกค่ะ”

“แปลกมาก นี่ใช่แวคนที่เคยอยู่ด้วยกันหรือเปล่านะ” เขาส่ายหน้า

“ฉันเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นเลยเหรอคะเม่น”

“ใช่ เมื่อก่อนแวไม่เคยเรียกแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ และไม่เคยเรียกเม่นว่า ‘คุณ’ เรามักจะแทนกันด้วยชื่อมากกว่า เป็นแบบนี้มันดูห่างเหิน”

จริงอย่างเขาว่า แม้แต่คำพูดแทนตัวเอง เธอยังลืมไปเสียสนิท อาจเป็นเพราะความเคยชินในชีวิตประจำวันทำให้เป็นเช่นนั้น ตอนนี้เธอไม่รู้สึกสนิทใจที่จะเรียกชื่อเขาและแทนชื่อตัวเองแบบเก่าได้

“แฟนของแวเป็นยังไงบ้าง ?” ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ ถามคำถามนี้ออกมา

“เรื่อย ๆ” เธอไม่รู้จะตอบเขาอย่างไร คงเพราะไม่อยากตอบมากกว่า จึงย้อนถามเขาบ้างเพื่อตัดบท

“แล้วคุณล่ะ คบใครอยู่หรือเปล่า?”

“อือ มีแล้ว” เขาพยักหน้า ไม่รู้ทำไม เธอรู้สึกใจหายระคนดีใจ

“ก็… ลูกสาวคุณลุงนี่ไง เม่นบอกน้องเขาว่าให้รอพี่หน่อยนะ อีกสิบปีจะให้แม่ไปขอ”

“จ้ะ” เธอค้อนขวับแล้วหัวเราะ รู้สึกโล่งใจที่เขายังไม่มีใครเข้ามา แต่ก็สับสนว่าทำไมต้องรู้สึกอย่างนั้น มันไม่เห็นแก่ตัวเกินไปหรือ

“แวคงมีความสุขดี”

“ก็ไม่ค่อยหรอกค่ะ”

“อย่างน้อยก็มีรถนี่นา” ขณะที่เขากำลังคีบบะหมี่ใส่ปาก มืออีกข้างก็ชี้มาที่พวงกุญแจรถของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะ

“มีรถ ใช่ว่าจะมีความสุขนะ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นมาก ไหนจะค่าน้ำมัน ค่างวดผ่อน ยิ่งถ้าไปเฉียวไปชนกับใครเข้าก็แย่ไปใหญ่” เธอถอนหายใจแล้วเก็บกุญแจใส่กระเป๋า

“อย่างน้อย ความฝันของแวก็เป็นจริง เม่นจำได้ แวเคยบอกว่าอยากมีรถ อยากขับไปทะเล เอาหนังสือการ์ตูนอัดใส่กระโปรงรถให้เต็ม แล้วไปนั่งไปนอนอ่านที่ชายหาด”

เขาใช้ช้อนคนน้ำในชามไปมา แล้วพูดต่อ “เม่นคิดเสมอว่า สักวัน แวจะได้ทำอย่างนั้น… ได้ทำแล้วหรือยัง ?” คำพูดของเขา ทำให้มือเธอสั่น

ตั้งแต่มีรถ เธอก็มัวแต่ทำงาน เพื่อหาเงินมาหมุนให้พ้นไปเดือน ๆ หนึ่ง หวังเพียงสักวันหนี้สินที่หนักอึ้งนี้จะหมดไปเสียที

เขาคงมองออกว่าเธอคงลืมสิ่งที่เคยพูดไว้ จึงเอ่ยบางอย่างออกมา

“พอมีความฝัน หาวัตถุมาเติมฝัน แล้วก็เป็นทุกข์กับวัตถุ จนลืมฝัน” เขาทำตาลอย มองไปที่อื่น

“หมายความว่ายังไงเหรอ”

“ก็…” เขาเอาตะเกียบเคาะที่ชามบะหมี่ “ถ้าเปรียบคนเป็นชามบะหมี่เปล่า ๆ แล้วเปรียบ เส้น ลูกชิ้น ถั่วงอก น้ำเป็นสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตที่เราพบเจอ ถ้ามันจืดชืด ก็หาความฝันมาใส่ลงไป”

ว่าแล้วเขาก็ตักน้ำส้ม น้ำตาลจากพวงพริกใส่ในชาม “เนี่ย พอมีความฝัน รสชาติของชีวิตก็จะอร่อยขึ้น”

“เหมือนจะดีนะ แต่ต้องการจะสื่ออะไรเหรอ”

“แว แวอย่าลืมสิ ว่าแท้จริงแล้วเราคือ ‘ชาม’ แค่เส้นก๋วยเตี๋ยวกับถั่วงอกก็เพียงพอให้เราลืมชามแล้ว แต่นี่เรากลับไปวุ่นวายกับเครื่องปรุง ขณะกินก๋วยเตี๋ยว จะมีสักกี่คนที่สนใจชาม”

“จะสื่อว่า แวมัวแต่ตามหาฝันจนลืมตัวเอง ?”

“ครับ”

“ความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนี่ ขอบคุณที่เตือนนะ” เธอขึ้นเสียงเล็กน้อย “แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่เคยได้ฝันล่ะน่า”

เธอพูดแล้วก็มานึกได้ ว่าความนัยของคำพูดนี้คือว่ากระทบเขา

“ไม่ได้มีเจตนาอะไร แค่อยากรู้ว่าแวมีความสุขดีรึเปล่า” เขานิ่งเงียบอีกครั้ง เธอไม่ได้มีเจตนาจะทะเลาะกับเขาเลย

ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อน หรือตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความไม่เข้าใจกัน ยิ่งมาระยะหลัง ๆ เธอกับเขาทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนลามเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และในที่สุด ก็เป็นเธอที่ทนไม่ได้

แรกเริ่มของความรักมักคิดว่าหากมีปัญหาใหญ่ขนาดไหนเข้ามา ต้องช่วยกันแก้ไขและฟันฝ่าไปให้ได้ เมื่อเวลาผัน พอรู้สึกว่าคนที่อยู่ด้วยนี้…ไม่ใช่ จึงกลับกลายเป็นว่า พอมีปัญหา จะน้อยนิดแค่ไหน มันก็เป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ

บะหมี่ในชามของเขาหมดลงแล้ว คงเหลือแต่เธอที่ใช้ช้อนสับเส้น

“ไม่อร่อยเหรอ ลุง ป้าแกน้อยใจแย่”

“อร่อยสิ แต่มันอิ่มยังไงไม่รู้ นี่ยังไม่ตอบเลย ว่าทำไมวันนี้ต้องแต่งตัวแบบนี้ด้วย ? แล้วไปวิ่งการกุศลอะไรหรือไงถึงได้ตากฝนมาน่ะ?” เธอเปลี่ยนเรื่องคุยอีกครั้ง

“เม่นวิ่งมาจากบริษัทเลยนะครับ เก่งรึเปล่า”

“หา! ทำไมถึงทำอย่างนั้นล่ะ?”

“เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษ”

“เห็นพูดมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว สรุปไอ้วันพิเศษที่ว่านี่คืออะไรคะ?”

“คือ… ทุก ๆ คืนวันศุกร์แรกของเดือน เม่นตั้งเป้าหมายที่จะต้องทำอะไรบางอย่างให้กับตัวเองน่ะ อะไรที่ไม่ปกติ ที่ไม่เคยทำ”

“ยังไง?”

“ก็อย่างวันนี้ของเดือนที่แล้ว พอเลิกงาน เม่นก็ไปเที่ยวผับคนเดียว”

“เที่ยวผับ? แปลกตรงไหน”

“แปลกสิ ถ้าวิ่งไปนะ วิ่งจากที่ทำงานไปผับแถวเอกมัยนู้น แล้วก็เข้าไปนั่ง ไปเต้นกับคนที่ไม่รู้จัก โดยมีข้อแม้ว่า ห้าม! เสียเงินสักบาทนะ เหล้าไม่ซื้อ ไม่ซื้อแม้กระทั่งโค้ก และต้องไม่เสียค่ารถด้วย พอตีหนึ่งก็วิ่งกลับบ้าน”

“พิลึกคน ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย นี่ทำทุกเดือนเลยเหรอ?”

“อือ! อย่างวันศุกร์ต้นเดือนก่อนนู้น เม่นออกจากบ้าน โดยสัญญากับตัวเองว่า ทั้งวันจะไม่คุยกับผู้หญิงเลย”

“แล้วทำได้หรือเปล่า?”

“แฮ่ะ ๆ” เขาหยิบช้อนคนไปมาในชามบะหมี่ที่เหลือแต่น้ำเลียนแบบเธอ “ทำไม่ได้หรอก ไม่ถึงสิบเอ็ดโมง แม่ก็โทรมา ลืมตัว…รับเฉยเลย” เขาพูดปนเสียงหัวเราะ เธอก็หัวเราะตาม

“แล้วถ้าไม่สำเร็จอย่างนี้ คุณทำยังไงต่อล่ะ?”

“ก็… อาจจะหาอย่างอื่นทำ ตั้งข้อผูกมัดกับตัวเองใหม่”

“ทำไปทำไมเนี่ย?”

“อืม… ไม่รู้สิ คงเป็นเพราะชีวิตมันธรรมดาเกินไปมั้ง เลยหาอะไร สะใจ ๆ ทำ อะไรบางอย่างที่คิดว่าไม่ปกติ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเดือนหรอกนะ”

เธอพยักหน้าทำทีว่าเข้าใจ “แล้วรู้สึกดีไหมล่ะ คนดี ๆ น่ะ เขาไม่ทำกันหรอก รู้ไหม” เธอกล่าว

“คนดี ๆ เหรอ…คนดี ๆ แบบนี้หรือเปล่า?” เขายิ้ม พลางชี้ให้เธอดูช้อนในมือ ที่คนไปมาในชามบะหมี่

“หือ?”

“ก็ช้อนนี่ไง เม่นกำลังคนช้อนอยู่”

“ไม่เข้าใจ”

“ถ้าเปรียบโลกส่วนตัวของแต่ละคนเป็นชามบะหมี่ จิตใจก็เหมือนช้อนนี่แหละ การที่เราถือช้อนไว้เฉย ๆ มันจะเรียกว่า ‘คน’ ได้ยังไง” เขามองตาเธอ

“คนดี ๆ มันก็แค่การเอาช้อนไปกวนน้ำในชาม แล้วไม่ให้น้ำบะหมี่นี่กระฉอกออกมา… ก็เท่านั้น” เขายิ้มแล้วกล่าวย้ำ “คนดี ๆ”

“หึ ๆ ก็เปรียบได้ดี ต้องการจะบอกว่ามนุษย์มันมีอะไรเหลว ๆ อย่างน้ำก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างใน ?”

“ใช่แล้ว”

“แล้วถ้าคนแล้วน้ำก๋วยเตี๋ยวกระเด็นออกล่ะ”

“ก็…จะกลายเป็น… คนไม่ดีน่ะสิ” เขาพูดพลางยิ้ม

เธอย่นจมูกประชดแล้วก็หัวเราะร่า “จ้ะ พ่อคนดี งั้นมา แวคนด้วย” หญิงสาวทำท่ากวนช้อนล้อเลียนเขา และในที่สุด เธอก็แทนตัวเองว่า ‘แว’ อย่างไม่รู้ตัว

“เนี่ย มันสื่อถึง… เราสองคน” เขาพูดเสียงนุ่ม

“นี่ ๆ” เธอกล่าวเสียงเข้ม เพื่อไม่ให้ลืมสถานะที่เป็นอยู่ แต่ก็ไม่วายกลั้นหัวเราะในสิ่งที่เขาเล่นคำ

“เราทั้งสองคนเหรอ” เธอคิดในใจ มันไม่มีอีกแล้ว

.

.

ขณะกำลังสนทนา เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น และเงียบลง เธอหยุดคนช้อน ล้วงในกระเป๋าพลิกโทรศัพท์ดู แต่ไม่ได้ควักออกมา เธอพลิกนาฬิกาข้อมือดู สักพักแววตาที่สดใสนั่นก็เปลี่ยนไป

“ฉัน… คงต้องกลับแล้วล่ะ”

“อ้าว! ยังกินไม่หมดเลย”

“กินไม่ไหวแล้วค่ะ”

“แล้ว… เราจะได้พบกันอีกหรือเปล่า” เขาถาม เธอได้แต่ยิ้มเศร้า ๆ ไม่พยัก หรือส่ายหน้า

เขาและเธอนิ่งงันอยู่นาน แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็หยิบตะเกียบขึ้นมาหนึ่งกำมือ

“เม่นบอกว่าแวเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งหนึ่งนะที่ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ เวลากินก๋วยเตี๋ยว แวมักจะเอาตะเกียบออกมาหลาย ๆ อัน แล้วก็ตั้งกับโต๊ะ เลือกว่าตะเกียบอันไหนที่มันยาวเท่ากับ แล้วก็เลือกคู่นั้น เก็บที่เหลือไว้ที่เดิม ทั้งที่ความจริงแล้ว จะคู่ไหนมันก็คีบเส้นได้”

เธอนั่งอึ้งกับสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ

“จะด่าฉัน ก็พูดมาตรง ๆ ก็ได้ไม่ต้องอ้อมหรอก” เธอตวาดใส่ เมื่อพอจะเข้าใจความหมาย

“เม่นรู้ว่าที่แล้วมา แวต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ที่เราต้องเลิกกัน เพราะเม่นคงเป็นแค่ตะเกียบอันที่มันสั้นไป นั่นไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือ ทำไมแวต้องจากไปโดยโยนความผิดให้เม่น !” เขาขึ้นเสียงบ้าง จนเธออึ้ง มือสั่น “ทำไม… ต้องปล่อยให้เม่นจมอยู่กับความผิด”

หญิงสาวน้ำตาคลอ สิ่งที่เขาพูดมันคือความจริง เธอต้องการเลิกกับเขา แต่ก็ไม่กล้าพอจะโทษตัวเองว่าเปลี่ยนไป กลไกการป้องกันตัวเองจึงบอกให้เธอโบ้ยความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปให้เขา ให้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่รู้ตัวดีว่าตัวปัญหานั้นคือเธอ

“ตอนเลิกกัน… เม่นขอให้เรายังเป็นเพื่อน แต่แวไม่ยอม บอกว่ามันไม่สนิทใจ แล้วแวก็หายไป ไม่เคยติดต่อมาเลย มันช่าง…” เขากลืนน้ำลาย แล้วพูดต่อ “ทำไมแวใจร้ายนัก”

“พอได้แล้ว อย่าตอกย้ำอีกเลย” เธอน้ำตาคลอมองเขา

“คุณคิดว่าสามปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้รู้สึกอะไรเลยเหรอ เพราะฉันมันไม่ดี เลยไม่มีหน้ามาพบคุณ คุณเคยรู้ไหม ในที่สุดฉันก็ทนไม่ได้ คุณคิดว่า วันนี้ฉันมาธุระจริง ๆ หรือไง”

พูดเสร็จก็กลืนน้ำตาที่ไหลอยู่ข้างในลงคอ

“วันนี้ฉันตั้งใจมาหาคุณ อยากรู้ว่าคุณยังสบายดี รอตรงข้างล่างอพาร์ตเมนต์ตั้งนาน แต่คุณก็ไม่มา จนฉันคิดว่าคุณย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว” เธอเบือนหน้าไม่ให้เขาเห็นน้ำตา ขณะที่เขาทำหน้าตกใจกับความจริงที่เธอเฉลย

“แวมาหาเม่น”

เธอค่อย ๆ หันมาพยักหน้า

“เม่น…” หญิงสาวก้มหน้า เบะปาก

“แว… ขอโทษ”

.

.

เธอกุมมือแน่น หยดน้ำตาร่วงลงหลังมือ ร้องไห้จนไหล่สะท้าน ตลอดเวลาที่เลิกกัน คำขอโทษ คือสิ่งที่เธออยากพูดกับเขามากที่สุด แล้วเธอก็ได้ทำแล้วในตอนนี้

ลมอ่อน ๆ พัดละอองฝนมาอีกครา เธอเงยหน้ามองฟ้าหวังคืนน้ำตาเก็บไว้ข้างใน เห็นเม็ดฝนสะท้อนแสงไฟเป็นสาย

เขาก้มหน้าไม่พูดอะไร มองเธอร้องไห้อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเขาเอามือหยิบเส้นบะหมี่เส้นหนึ่งออกมาจากชามเธอ แล้วดึงไว้ด้วยมือซ้ายและขวา

“ถ้าเส้นบะหมี่นี่แทนโชคชะตาที่ทำให้เราได้พบกัน มือซ้ายก็คงเป็นเม่น มือขวาคงเป็นแว” แล้วเขาก็ขมวดเส้นบะหมี่เข้าด้วยกันแล้วดึงหลวม ๆ

“เห็นไหม การที่เรารักกัน ก็เหมือนกับเอาเส้นบะหมี่มาผูกให้มันเป็นรูปคล้ายหัวใจตรงกลาง” จริงอย่างที่เขาว่า เส้นบะหมี่เส้นนั้นผูกเข้าด้วยกันอย่างหลวม ๆ คล้ายรูปหัวใจ

“แต่แล้ว เมื่อเวลามันเดินไป ใครคนหนึ่งเดินจากไป โดยที่ยังถือปลายอีกข้างหนึ่งไว้แบบนี้” เขาขยับมือขวาออกห่าง

“แวดูสิ รูปหัวใจตรงกลาง มันกลายเป็นอะไร ?”

“ปม ?”

“ใช่ มันกลายเป็นปม ปมที่ยังค้างอยู่ในใจเราสองคน เราทำได้แค่ ปล่อยบะหมี่เส้นนี้ซะ ทั้งสองคนเลย”

เขาลุกขึ้น เดินมาหา บีบไหล่เธอแล้วเขย่าเบา ๆ “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร”

นั่นเพียงพอที่จะทำให้เธอร้องไห้โฮอีกครั้ง

.

.

บรรยากาศรอบข้างช่างเงียบงัน ไม่มีผู้คนเดินผ่าน เธอยังคงสะอื้นและไม่กล้ามองไปทางลุงกับป้าคนขายเพราะอาย

“ฉัน… ต้องไปจริง ๆ แล้ว” แวยกมือปาดน้ำตา เดินไปจ่ายเงิน แล้วเดินไปที่รถ เขาสาวเท้าเข้ามาเดินข้าง ๆ เธอ

“หยุดร้องไห้ได้แล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้ววางฝ่ามือบนศีรษะของเธอ

“แน่ะ! ยังไม่หยุดอีก ยายหมูแว่น” เม่นเรียกฉายาที่เขาตั้งให้เธอเมื่อครั้งก่อน ซึ่งเธอต้องไล่ตีเขาทุกครั้งที่ได้ยิน เธอปัดมือเขาออกแล้วถลึงตาใส่ “ไอ้หัวหลิม”

นี่ก็เป็นฉายาที่เธอตั้งให้เขาเหมือนกัน “หลิมตรงไหน !” เขาเสยผม เผยให้เห็นหน้าผาก เธอมองท่าของเขาแล้วก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ ทำให้บรรยากาศที่หดหู่เมื่อครู่ได้คลายลงบ้าง

บรรยากาศเดิม ๆ หวนคืนมาอีกครั้ง เธออยากเก็บความรู้สึกแบบนี้ไว้ให้นาน ๆ แต่รถของเธอก็จอดอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้

เมื่อมาถึง เธอเอนหลังพิงรถ ผายมือทั้งสองให้เขาดูรถคันเก่งของเธอ

“สุดยอดเลย!” ตาเขาเป็นประกาย อ้าปากพ่นไอจากปากใส่กระจกและใช้ฝ่ามือเช็ด เธอหัวเราะแล้วไขกุญแจ เปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างใน แล้วถามเขา

“ไปส่งไหม?” พูดพลางเช็ดคราบน้ำตา

“ไม่เป็นไร ใกล้จะถึงห้องแล้ว ต้องวิ่งไปให้ถึง เดี๋ยววันพิเศษนี่จะไม่สัมฤทธิ์ผล” เขายิ้ม แต่เธอกลับถอนหายใจ

“บอกอะไรให้นะคะ ขณะที่คนมากมายพยายามค้นหาสิ่งดี ๆ สิ่งพิเศษให้กับตัวเอง บางคนหาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่กลับลืมไปว่า สิ่งที่ได้มามันคุ้มไหม? มันทำให้ตัวเองมีความสุขหรือเปล่า? หากสิ่งดี ๆ ที่ว่าทำให้คนเราไม่มีความสุข เราก็ไม่อาจเรียกสิ่งนั้นว่าสิ่งพิเศษหรอกนะคะ… เหมือนแวในตอนนี้” เธอหยุดพูดแล้วถอนหายใจอีกครั้ง

“เม่นรู้ไหม ขณะที่คนอื่นกำลังค้นหาแต่สิ่งพิเศษเข้าตัว แต่การที่คุณเป็นผู้ชายธรรมดา ๆ ใช้ชีวิตแบบปกติน่ะ มันเป็นสิ่งพิเศษแล้ว พิเศษ…ตรงไม่พยายามจะพิเศษ คุณต่างจากคนอื่นนะ เป็นตัวของตัวเองเถอะ และรักษามันไว้ ไม่ต้องไปทำอะไรโลดโผนอย่างนี้หรอกค่ะ”

“เม่นทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำมาก่อนที่เราจะคบกันอีก แวไม่รู้หรอก” เขากล่าว

“แล้ว…ทำไมล่ะ…ทำไมตอนอยู่ด้วยกัน แวไม่เคยรู้เลย ว่าคุณมีไอ้วันแบบนี้ด้วย” เธอย้อนถาม เขากลับนิ่งเงียบแล้วเฉไฉตอบเธอว่า

“ในที่สุดก็เรียกแทนตัวเองว่าแวจนได้” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม เธอเม้มปากมองใบหน้าเขา ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“แวไปแล้วนะคะ” เธอหันไปที่กระจกหน้า และจะปิดประตูรถ แต่เขาเอาแขนขวางไว้

“แว… เราจะได้พบกันอีกหรือเปล่า”

เธอแหงนหน้ามองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง เม้มปากเก็บกลั้นอารมณ์ นึกถึงเหตุผล ความถูกผิดในใจ แล้วค่อย ๆ ส่ายหน้าเพราะกลัวน้ำตาจะเอ่ออีก

เขายืนตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ค่อย ๆ พยักหน้ารับรู้ เข้าใจ แล้วบอกกับเธอด้วยเสียงเศร้า

“ถ้าอย่างนั้น… ดูแลตัวเองดี ๆ นะ” เขาปล่อยมือจากประตูรถ

“เม่นก็เหมือนกันน้า” เธอดึงประตูปิด มองหน้าเขาผ่านกระจกข้างเป็นครั้งสุดท้าย แล้วสตาร์ทรถขับออกไป

ฝนที่เริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง ไม่ได้ตกลงมา แต่กระจกกลับเต็มไปด้วยน้ำ… ซึ่งไม่อาจใช้ที่ปัดน้ำฝนหน้ารถช่วยทำให้มันหายพร่ามัวได้ เพราะกระจกที่ว่านั่นคือเจ้าเลนส์เว้า คอนแท็กเลนส์ที่ติดแนบกับดวงตาทั้งสองของเธอ

.

.

ชายหนุ่มมองรถเก๋งสีเปลือกมังคุดแล่นออกไปจนลับตา เพื่อจดจำภาพนี้เป็นครั้งสุดท้าย เขาคงไม่ได้เจอเธออีกแล้ว

เม่นสะพายเป้ไว้ที่หลัง ก้มหน้าเดินออกมาที่ถนนแล้วเหลียวมองหามอเตอร์ไซค์รับจ้าง

“คงไม่ต้องวิ่งไปให้ถึงห้องแล้วล่ะ พอกันที วันพิเศษของเดือนนี้ เดือนหน้าก็คงต้องยกเลิกด้วย เพราะแค่วันนี้วันเดียวก็คุ้มไปหลายเดือนเลยเชียว” เขาคิดในใจ

“แล้ว…ทำไมล่ะ…ทำไมตอนที่อยู่ด้วยกัน แวไม่เคยรู้เลย ว่าคุณมีไอ้วันแบบนี้ด้วย” เขาจดจำประโยคที่เธอถามแล้วเขาไม่ได้ตอบ

“เป็นเพราะ ตอนอยู่ด้วยกัน เม่นไม่เคยทำไอ้วันพิเศษอะไรแบบนี้น่ะสิ” เขาตอบในใจ

จะเพราะอะไรน่ะหรือ…

เพราะ ตอนที่มีเธออยู่ ทุก ๆ วัน คือวันพิเศษ” เขาตอบในใจอีกครั้ง แล้วยิ้ม

 

BOOKster x Octory

  1. ง่า ขนลุกประโยคสุดท้าย TT

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *