“ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์” ความลงตัวพอดี ไม่ได้มีแค่ในเมืองกรุงฯ

 

-0-

ฟ้าสีเทาหม่นหมองเพราะถูกปกคลุมด้วยเมฆใหญ่หนาทึบ น่ากลัวว่าฝนเม็ดใหญ่กำลังจะเข้ามา แต่นั่งคิดดูดี ๆ เราไม่ได้เล่นน้ำฝนมานานแค่ไหนแล้ว…

 

-1-

ในกระแสของหนัง Mass ที่ต่างพากันขาดทุนย่อยยับ (มีเพียง GDH เจ้าเดียวที่ครองตลาดและฟาดกำไรได้) ดูเหมือนว่าการทำหนังพอเพียง เจาะกลุ่มคนดูเฉพาะภาคพื้นภาษาของตนเองจะเป็นแนวทางที่มาแรงและเหมาะสมดี มีเป้าหมายชัดเจน ว่าต้องการลูกค้ากลุ่มไหน เมื่อรู้เช่นนี้การลงทุนก็น้อย และทำให้กล้าเล่นในประเด็นที่เจาะจง ท้องถิ่น จนได้ผลงานที่ลงตัว

“ไทบ้านเดอะซี่รี่ส์” หนังนอกกระแสที่หากินรอบนอก จนกระทั่งเป็นป่าล้อมเมือง ก่อนเบียดเข้ามาในเมืองกรุงฯ สำเร็จ ด้วยแนวทางการรู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง และสร้างสรรค์เพื่อคนถิ่นตัวเอง

หนังจากอิสานเรื่องนี้ เล่าเรื่องชีวิตของวัยรุ่นบ้านอกแดนอิสาน โดยแกนหลักของเรื่องอยู่ที่ “จ่าลอด” หรือ “บักลอด” ชายหน้าเห่ยไร้แฟน ขาดความมั่นใจ ไร้สมรรถภาพ ทำบ้า ๆ บอ ๆ ไปวัน ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง “บักเซียง” เพื่อนรักผู้เปลี่ยนแฟนบ่อย จนไม่มีเวลาให้เพื่อนรักอย่างบักลอด เลยบอกแนวทางการหาแฟนแบบหว่านแห ด้วยการไปจีบผู้หญิง 100 คน

“ต้องมีจั๊กคนแหละที่ฮักมึง” เซียงเพื่อนรักบอกลอดย่างภูมิใจ จากนั้น ลอดก็จัดการจีบทุกคนที่ผ่านมา แต่ปัญหาก็เกิดเมื่อลอดรู้ว่า การจีบผู้หญิงต้องใช้เงิน จึงออกหางาน โดยเริ่มจากรับจ้างเพื่อนที่มาจากกรุงเทพฯ ชื่อป่อง ผู้ที่มีความฝันอยากพัฒนาบ้านทุ่งเมืองนา โดยเริ่มจากการอ้อนพ่อขอเปิดเซเว่นฯ แต่พ่อยื่นคำขาดว่าต้องทำนาให้เป็นเสียก่อน ป่องเลยตัดสินใจจ้าง ลอด ให้ทำนาแทน แต่แล้วก็ไม่เป็นใจ เมื่อพ่อของป่องประกาศผ่านลำโพงหมู่บ้านว่า ใครช่วยป่องจะโดนดี ทั้งสองเลยตกที่นั่งลำบาก เพราะป่องก็ต้องทำนาเอง และลอดต้องหางานใหม่ ท่ามกลางความลำบากของป่องและลอด เซียงก็ยังใช้ชีวิตเสเพล และยุแยงให้ลอดจีบสาวอยู่ตลอดเวลา โดยถือคติที่ว่า อย่าหลงรักใคร 

แล้วความอลเวงทั้งหลายก็ดำเนินต่อไป โดยลอดไปได้งานเป็นภารโรงโรงเรียนและได้พบกับ “ครูแก้ว” ซึ่งแน่นอนเธอก็เป็นหนึ่งใน 100 เป้าหมายของลอดด้วย ส่วนป่องก็ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปด้วยการนำความรู็ที่ตนเองมี มาพัฒนาบ้านของตนให้ได้ เซียงก็ต้องค้นหาคนที่ใช่ของตนต่อไป…

-2-

ผมหลงใหลเสน่ห์ของเรื่องนี้เข้าอย่างจัง ไม่ใช่เพราะว่าเป็นหนังจากภาคอีสานบ้านเดียวกันเท่านั้น แต่หลงรักการแสดงที่เรียกได้ว่าธรรมชาติ สะท้อนความจริง ปัญหาต่าง ๆ ของสังคมอีสานได้อย่างดี ปัญหาการมั่วสุม และกล้าเล่าเรื่องทางเพศให้ออกมาเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ชี้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แต่หนังเล่าในสิ่งที่คนเป็น เล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและดำรงอยู่อย่างกลมกลืน

บทที่สนุกสนาน หยอกล้อกันแต่พอดีพอเหมาะ สร้างเสียหัวเราะและสะกิดความคิด สอดแทรกปัญหาครอบครัว การทำมาหากินด้วยความยากลำบาก ความเข้าใจในวัยรุ่นที่บอกผมอย่างกลาย ๆ ว่า เราต้องเข้าใจว่าพวกเขาเป็นอย่างไร ไม่ใช่ชี้ทางให้พวกเขาเดินอย่างไร

ชอบในบทของป่อง ที่แม้จะดูว่าพยายามใส่สาระให้หนัง แต่ก็ไม่ฉูดฉาด บังคับให้ป่องเป็นคนเก่งคนดี สร้างตัวละครให้คิด เติบโต หกล้ม และสำเร็จในแบบที่ไม่เว่อวังอลังการ ฉายให้เห็นสังคมชนชั้นบ้านนอก ที่หากครอบครัวมีฐานะ ก็จะสร้างฐานะให้ลูก ๆ ต่อไป ความมีอำนาจของข้าราชการและผู้ใหญ่บ้าน ที่ไม่ได้เล่าในแง่ของอิทธิพลแต่ก็พูดในเรื่องการได้รับการยอมรับนับถือและเชื่อฟัง

อีกคนที่มีบทเด่นและได้รับการกล่าวถึง (มากกว่า) ตัวพระเอกนางเอกก็คือ หมอปลาวาฬ (น้องฟิฟิน) ที่ฉายความน่ารักน่าทะนุถนอมได้ออกมาอย่างพอดี

เสียดายในบทของเซียง ที่คิดว่าผู้กำกับเองน่าจะวางให้เขาเป็นคนที่มีความสุขที่สุดและมีความทุกข์ที่สุดเช่นกัน กับการเปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นคนที่บาดเจ็บ ราวกับทหารที่เก่งกาจก็ย่อมมีแผลเป็นที่มากมาย การล้อเล่นกับความรู้สึกของคนย่อมนำพาความยากลำบากมาให้ไม่มากก็นอย และบทสรุปที่ว่า “ไม่มีวันที่คุณจะไม่รักใคร” แต่ด้วยความยาวของเรื่อง และการใส่ความตลกที่มากเกินไป (ตลกนะแต่มากเกินไป) ทำให้ต้องลดบทบาทตรงนี้ลงอย่างน่าเสียดาย พร้อม ๆ กับหั่นบทของป่องในช่วงที่เขาเติบโตออกไป และให้ความสำคัญกับบทและความขัดแย้งของนางเอกซึ่งไม่มีผลกับเรื่องมากนัก ตรงนี้คิดว่าทำให้ตัวหนังทำแก่นที่ต้องการบอกตกหล่นไปพอควร

หมอปลาวาฬ

-3-

เมื่อหนังจบ สิ่งที่ค้างอยู่ในหัวมากกว่าเรื่องราวและบทที่ไหลลื่นและความเป็นธรรมชาติของนักแสดงนั้นคือ การโหยหาความเป็นวัยรุ่น ความแก่น ห้าว บ้าดีเดือด ความหน้าด้านกับบางเรื่องและความไร้เดียงสา

ความคิดที่ว่าเมื่อครั้งนั้นที่เรายังมีแรงเต็มกาย เราสร้างสรรค์อะไรและมีความคิดก้าวหน้ามากแค่ไหนเมื่อเทียบกับป่อง เราเหนียมอายและไร้ความกล้ามากแค่ไหนเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่เราชอบ 

กับบางฉากที่ตัวเอกหยอกล้อกันท่ามกลางแดด กลางฝน และฝุ่นผงที่บดบังอนาคต

ในวัยที่เต็มไปด้วยความสุขุมทุกย่างก้าวถูกวางแผนและอนาคตที่เดินไปเห็นได้ชัดกว่าสมัยวัยรุ่น แต่เท้าของเรากลับหนืดเหนียว เดินยากและเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ก่อเกิดมาจากภาระอื่น ปัจจัยอื่น เรารู้จักหลบฝน บังแดด เข้าใจวิธีทำมาหากิน และเรียนรู้ที่จะดูแลคนอื่น

แต่สิ่งที่หายไปกลับเป็น ความสนุกที่เคยโอบกอดร่างกายและให้ความชุ่มชื่นหัวใจ บัดนี้กลับไร้ความรู้สึกเหล่านั้น มีเพียงเป้าหมายที่นำพาหัวใจห่อเหี่ยวให้มุ่งข้างหน้าเท่านั้นเอง

 

-4-

“ซอมเบิ่งอยู่เด้อ ถ้าหากว่าเธอ นั้นเลิกกันกับเขา
เรื่องของ สองเฮา สิ เป็นไปได้บ่
บ่ได้เข้ามาเพื่อกดดัน แต่ว่าฉันนั้นแค่รอ
ฟ้าวเลิกกันแหน่เถาะ ผู้สาวขาเลาะ… อยากเป็นผู้สาวอ้าย”

เพลง “ผู้สาวขาเลาะ” จากนักร้องที่ดราม่ากันอยู่ถึงเรื่องความเหมาะสมในการนำเสนอ อีกทั้งยังมีการแนะนำให้เปลี่ยนชื่อจากสตรีคุณธรรมดีเด่นประจำชาติจาก ลำไย ไหทองคำ ให้เป็น ลำไย ใจดี นั้นยังถูกเปิดอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เป็นคำถามให้ผู้คนในสังคมถกเถียงกันว่า “เหมาะสมแล้วหรือ” 

ในบริบทสังคมที่มักให้ค่าความเป็นไทยให้มีอยู่เพียงแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใช้ภาษาตระกูลไทย – ลาว และมีอาหารรอบพระราชวังเป็นอาหารประจำประเทศ การเหยียดพื้นที่ชายขอบและลุ่มน้ำอื่น ๆ มีให้เห็น การเรียกด้วยภาษาสนุกปาก แบ่งแยกมีทั่วไป ทั้ง ลาว เขมร แขก เจ็ก ฯลฯ เหล่านี้ ถูกปลูกฝังให้รวบเก็บวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่สนุกสนาน แอบซ่อนความทะลึ่งของโนราห์ หมอลำ พร้อมตอกย้ำว่าโขนหรือละครวังสูงส่งสวยงามกว่าหนังตะลุง

เสียงวิพากษ์จนกระทั่งสั่งให้ยกเลิกการแสดงของนักร้องหมอลำสาว ราวกับเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ โดยใช้เกณฑ์จากกระทรวงวัฒนธรรมที่กล่าวหาว่าไม่เหมาะสมนั้น แสดงให้เห็นว่า คำว่า “วัฒนธรรม” ของประเทศเรานั้นแคบเพียงใด มองว่าความสนุกสนานและสันดานคนไทยด้วยกันเป็นเพียงสิ่งต่ำค่า ด้อยอารยะ

น่าเสียดายนักหากใครตกหลุมกับดักการแบ่งแยกเช่นนี้ จนทำให้พลาด หนังที่ผมคิดว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศเราในปีนี้

เหล่านักแสดงในมาดเท่ ๆ ใน MV ทดเวลาบาดเจ็บ เพลงประกอบภาพยนตร์ ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์

-5-

เมฆเบื้องหน้าขยับเข้ามาใกล้ แต่คล้ายวัดใจว่าเรากล้าที่จะออกไปเผชิญกับห่าฝนหนาหนัก เราลืมความสนุกในการเล่นน้ำฝนแล้วหรือยัง การออกไปเล่นน้ำฝนอีกสักครั้งไม่ได้หมายความเพียงว่า เราแค่กล้าที่จะไม่กลัวหวัด ไม่กลัวเปียก แต่มันอาจหมายถึงการเปิดใจอีกครั้ง ออกจาก Save Zone สู่ความสนุกในที่ ๆ เคยเป็นของเรา

การเปียกฝนครั้งนี้เราอาจจะได้เรียนรู้อีกโลก เข้าใจมันอีกครั้งว่าในที่ต่างไป วัฒนธรรมที่ไม่เหมือนเดิมนั้น สร้างสีสันและความสุขได้อีกแบบเหมือนกัน

 imonkey

9.7.17

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.