เราต่างเป็นฮอลลี โกไลต์ลี | Breakfast at Tiffany’s

Two drifters off to see the world.
There’s such a lot of world to see.
We’re after the same rainbow’s end–
waiting ’round the bend,
my huckleberry friend,
Moon River and me.

ฉันคิดว่าตัวเองไม่มีทางเป็นคนแบบฮอลลี โกไลต์ลี

เพราะอะไรน่ะหรือ?

ก็เพราะเธอเป็นที่รู้จักมากมาย เธอเข้าสังคมเก่ง เธอรู้ว่าในช่วงเวลานั้น เธอจะทำอย่างไรให้ตัวเองกลายเป็นจุดเด่น เธอรักสนุก เธอทำในสิ่งที่อยากทำ เธอเป็นเสรีชน

เธอคือนกที่ไม่มีวันจะยอมอยู่ในกรงขัง ต่อให้กรงนั้นสวยงามยั่วยวนแค่ไหนก็ตาม

ด้วยเหตุนั้นแล้ว เรียกได้ว่าฉันกับฮอลลี คือคนที่อยู่กันคนละโลก เป็นขั้วแม่เหล็กกันคนละขั้ว เธอมักเต็มไปด้วยสีสันหลากหลาย ในขณะที่ฉันเป็นมนุษย์ธรรมดาไร้สีสัน

แต่ถึงฉันจะบอกไปอย่างนั้น แต่แท้จริงแล้ว ฉันก็รู้สึกว่าภายใต้สีสันในตัวเธอก็มีอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไป…

ฉันได้พบกับฮอลลีครั้งแรกบนหน้ากระดาษของหนังสือ Breakfast at Tiffany’s นวนิยายขนาดสั้นที่ประพันธ์โดย Trueman Capote เรื่องราวของเธอได้รับการเอ่ยถึงผ่านชายหนุ่มนิรนาม นักสังเกตการณ์ และคนรู้จักของฮอลลี และเป็นเขานั่นเองที่พาฉันเข้าไปทำความรู้จักโลกของเธอ 

ฮอลลีกลับเข้ามาในความทรงจำของเขา เนื่องจากวันหนึ่ง เขาได้ยินข่าวคราวของเธอจาก โจ เบลล์ เจ้าของบาร์ใกล้ๆ กับตึกบราวน์สโตน อพาร์ตเมนต์แห่งแรกที่เขาใช้พักอาศัย และยังเป็นสถานที่แห่งแรกที่ทำให้เขาเจอฮอลลี 

ชายหนุ่มนิรนามผู้นี้ เล่าย้อนกลับไปถึงวันที่ได้รับรู้การมีอยู่ของเธอที่อพาร์ตเมนต์

“ผมอยู่ที่นั่นได้ราวหนึ่งสัปดาห์ ตอนที่ผมสังเกตเห็นว่ากล่องไปรษณีย์ของอพาร์ตเมนต์หมายเลขสองมีกระดาษน่าสงสัยติดอยู่ที่ป้ายชื่อ เป็นตัวพิมพ์เนี้ยบระดับคาร์เทียร์ อ่านว่า มิสฮอลิเดย์ โกไลต์ลี ข้างใต้ตรงมุมกระดาษเขียนว่า อยู่ระหว่างการเดินทาง…”

ฉันคิ้วขมวด ทำไมจึงต้อง “อยู่ระหว่างการเดินทาง” ด้วย

แม้จะสงสัย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ ปล่อยให้เขาได้เล่าต่อไป

เอาจริงๆ แล้ว ฉันคิดว่าฮอลลีเองก็รู้ว่าใครพูดถึงเธอเช่นไร

“ฉันเดาว่าคุณต้องคิดว่าฉันหน้าด้านมาก หรือไม่ก็แทระส์ ฟูส์-เสียสติ ไม่ก็อะไรสักอย่าง”

“ไม่เลย”

หล่อนดูผิดหวัง “คุณต้องคิดสิ ใครๆ ก็คิดแบบนั้น ฉันไม่ว่าหรอก มันก็มีประโยชน์ดี”

ฉันเองก็ยอมรับว่าได้เผลอคิดไปเช่นนั้นเหมือนกัน เธอเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบเก้า มีใบหน้าในแบบที่ “มันเป็นใบหน้าที่พ้นวัยเด็กไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่ใบหน้าของหญิงที่โตเป็นผู้ใหญ่” แต่เธอก็ทำให้ผู้ชายหลายๆ คน ตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย 

ฉันเฝ้ามองเธอผ่านสายตาของชายนิรนามผู้นั้น ก่อนจะค่อยๆ เห็นตัวตนภายใต้สีสันที่เธอบรรจงเอามาแต่งแต้มตามตัว เธอทดลองใส่สีนั้น ปรับสีนี้ ทดลองใช้ชีวิตด้วยสีสันต่างๆ นานา เธอเหมือนเด็กสาวที่อยู่ในวัยค้นหาตัวตน ค้นหาหลักยึดแห่งชีวิต และแล้ว…ฉันก็ค้นพบคำตอบว่า นี่อาจจะทำให้เธอต้อง “อยู่ระหว่างการเดินทาง” เสียบ่อยๆ

การเดินทางที่ว่านี้ไม่ใช่เพียงการเดินทางธรรมดา อย่างที่ฮอลลีบอกกับชายหนุ่มว่า “ทั้งหมดทั้งมวลนะ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าพรุ่งนี้ฉันจะอยู่ที่ไหน ฉันเลยบอกเขาให้ใส่คำว่า อยู่ระหว่างการเดินทางไว้ก่อน” แต่มันอาจหมายถึงการเดินทางเพื่อค้นหา “ตัวตน” ของเธอด้วย และด้วยคำว่า “การเดินทาง” นี้ ภาพของฮอลลีที่ฉันเห็นจึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ไม่แปลกที่เธอจะดูอิสระเสรีอยู่เสมอ ไม่แปลกที่เธอจะไม่ยอมหยุดอยู่ภายใต้กรอบที่ใครๆ สร้างขึ้น

พอมองฮอลลีในมุมนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกได้ว่ามนุษย์เองก็เติบโตมา และพยายามค้นหาว่าตัวเองคือใคร ทุกคนจึงแทบไม่ต่างจากฮอลลี มนุษย์ทุกคนล้วนต้องเดินทางเสมอ

เส้นทางแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป บางคนเดินตามทางที่ที่มีคนขีดเส้นเอาไว้ บางคนเลือกออกนอกเส้นทางเดิม เพื่อไปผจญกับสิ่งใหม่ๆ บางคนก็เปลี่ยนเส้นทางไปมา กระโดดจากถนนสายนั้นมาสายนี้

แต่ไม่มีใครที่ไม่เคยเดินทาง

เส้นทางของฮอลลีเองก็คงแตกต่างไปในอีกรูปแบบเช่นกัน อย่างน้อยเธอก็ไม่พยายามเดินทางบนถนนที่คนอื่นสร้างไว้

ดังนั้น ฉันจึงเริ่มรู้สึกสนใจเธอมากยิ่งขึ้น เริ่มมองเธอเหมือนเพื่อนที่เราบังเอิญได้ฟังเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่คาดคิด และแล้วฉันก็ได้เห็น ฉันได้เห็นเด็กสาวธรรมดาภายใต้สีสันที่พยายามปกปิด เด็กสาวที่โดดเดี่ยว เด็กสาวที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองคือใคร เด็กสาวที่ไร้ที่พึ่งพิง เด็กสาวที่ออกเผชิญโลกกว้างเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง เธออาจจะได้เจอสถานที่ที่เธอฝันหา ที่ๆ เหมาะสมกับเธอ

หล่อนยังกอดแมวอยู่ “เจ้าขี้เกียจเอ๊ย” หล่อนพูดพลางยีหัวมัน

“เจ้าขี้เกียจไม่มีชื่อ ไม่ค่อยสะดวกเหมือนกันที่ไม่มีชื่อน่ะ แต่ฉันไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปตั้งชื่อมัน มันต้องรอจนกว่ามันเป็นของใครสักคนหนึ่ง เราแค่มาเจอกันที่ริมแม่น้ำในวันหนึ่งเท่านั้น เราไม่ได้เป็นของกันและกัน มันเป็นอิสระ ฉันก็ด้วย ฉันไม่อยากเป็นเจ้าของอะไรจนกว่าฉันจะรู้ว่าฉันพบที่ที่ฉันและสิ่งต่างๆ เป็นของกันและกันได้ ฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าที่แห่งนั้นมันอยู่ที่ไหน แต่ฉันรู้ว่ามันเป็นยังไง”

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ฉันพบว่าการเดินทางของเธอไม่ได้เปล่าประโยชน์ เธอได้เรียนรู้วิธีการอยู่กับความสัมพันธ์ เธอเรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุขคือการปล่อยให้ความสัมพันธ์นั้นเลื่อนไหลไปอย่างอิสระ ความรักที่ไร้ขอบจำกัด มิตรภาพที่ไม่มีชื่อเรียก

หากฉันพบเธอ เธอคงจะพูดว่า “อย่าให้กรอบของบางสิ่งบางอย่างมาปิดกั้นเราเกิดไปนักสิ ที่รัก ปล่อยให้หัวใจได้โลดแล่นออกไปบ้าง ปล่อยให้ชีวิตได้เลื่อนไหลไปอย่างเสรี” ฉันเดาว่าคงเป็นแบบนั้น

แน่นอน ว่านั่นคือสิ่งที่ฉันคิด(เอาเอง) แต่แม้ว่าเธอจะพูดเช่นนั้น แต่สุดท้ายแล้วมันอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสรีแค่ไหนก็ได้ แต่อยู่ที่ว่าเราสบายใจที่จะได้เป็น หรือได้ทำอะไร เพราะอย่างน้อย…สำหรับเธอ ฉันคิดว่าเธอเองก็อยากจะพบสถานที่แห่งนั้น

.

.

.

แย่จังนะ แต่บ้านน่ะคือที่ไหนก็ตามที่คุณรู้สึกว่าเป็นบ้านนะ ฉันกำลังมองหาอยู่

เพราะลึกๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นฮอลลี ฉัน หรือใครก็ตาม เราต่างมองหาที่ยึดเหนี่ยวกันทั้งนั้น เรามองหาสถานที่สักแห่งสำหรับเอาไว้ให้เราได้พิงกายยามเหนื่อยล้า ที่ๆ เราจะสามารถล้มตัวลงนอนได้อย่างสบายใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านที่ลงหลักปักฐาน ไม่ต้องเป็นสถานที่โอ่โถงอลังการ หรือจริงๆ แล้ว ไม่ต้องยึดติดอยู่กับสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้

แค่มี ‘ใครบางคน’ อยู่ด้วยแค่นั้น

ก็เพราะมนุษย์เราต่างก็ต้องการใครสักคนเคียงข้าง เป็นหลักยึดยามไขว้เขว โอบรับยามอ่อนแอ แค่เพียงใครคนหนึ่งก็เพียงพอ

ฮอลลีก็คงคิดเช่นนั้น

แล้วฉันก็พบว่า ฉันเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับฮอลลี โกไลต์ลี เลย…

.

.

ขอบคุณร้านหนังสือ Candide ที่ทำให้ฉันได้มาพบกับหญิงสาวคนนี้ และสำหรับคนอ่านที่น่ารักของฉัน หากอยากรู้จักเธอให้มากขึ้น สามารถเข้าไปสั่งซื้อได้ที่ >> มื้อเช้าที่ทิฟฟานีส์ l BREAKFAST AT TIFFANY’S นะคะ

theotherploy

I read, therefore I am | เป็นนักศึกษาเอกภาษาไทย เป็นนักอ่าน เป็นนักคิดเองเออเอง และมีความฝันอยากเป็นนักแบ่งปัน 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *