ช่างหัวปาฏิหาริย์

เวลา 01.10 น. ภายนอกห้องเลขที่ 204

หลังเกิดเหตุ 1 ชั่วโมง 30 นาที

สารวัตรประวิทย์เดินแหวกผู้คนที่มุงอยู่ทางขึ้นบันได เข้ามายืนหน้าห้องเลขที่ 204 ซึ่งเป็นห้องเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่สืบสวน 2 คนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ข้างใน

“ผู้ตายชื่อนายพลสวัสดิ์ แสวงหาญ กับนางสุนิสา แสวงหาญ ครับสารวัตร จากคำให้การ เมื่อเวลาประมาณ 23.40 น. ผู้อาศัยห้องข้าง ๆ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด จึงลงไปแจ้ง รปภ. พองัดประตูห้องเข้ามา ก็พบกับศพดังกล่าว สภาพศพฝ่ายหญิงถูกยิงด้วยปืนขนาด 9 มม. กระสุนทะลุศีรษะน่าจะเสียชีวิตทันที ส่วนฝ่ายชายใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงเข้าที่คางตัวเองเสียชีวิตในเวลาต่อมาครับ”

ร้อยเวรเปิดเอกสารรายงานสภาพในที่เกิดเหตุให้เขาทราบ สารวัตรประวิทย์เดินข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้องที่แดงฉานฉาบไปด้วยเลือด

“คาดว่าฝ่ายสามีเป็นผู้ยิงภรรยาก่อนและฆ่าตัวเองตายตามครับ ปืนยังคาอยู่ที่มือ ส่วนภายในห้องไม่พบร่องรอยการต่อสู้” นายตำรวจรายงานเสียงสั่น

“แล้วเด็กเป็นอย่างไรบ้าง” สารวัตรประวิทย์ถามด้วยแววตาห่วงใย

“ลูกของทั้งสองชื่อเด็กชายสุรศักดิ์ แสวงหาญ อายุ 1 ปีเศษ ตอนนี้ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจสภาพร่างกายครับ แต่ไม่น่าจะเป็นอะไร” ร้อยเวรสูดลมหายใจ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง

“แต่สารวัตรครับ มันแปลก ๆ อยู่นะครับ” ร้อยเวรเม้มปากเหงื่อผุดเต็มหน้าผากเหมือนหวาดกลัว แล้วส่งเอกสารบางอย่างให้เขา

“อะไรหรือผู้หมวด”

“คือ… “

 

เวลา 11.40 น. ภายในห้องเลขที่ 204

ก่อนเกิดเหตุ 12 ชั่วโมง

น้ำจากก๊อกทองเหลืองที่ปิดสนิทแล้ว แต่ยังซึมหยดลงถังปริ่มน้ำในจังหวะสม่ำเสมอ เสียงของมันตัดสลับกับจังหวะเข็มวินาทีของนาฬิกาที่แขวนไว้บนผนังด้านนอกห้องน้ำ พลสวัสดิ์ค่อย ๆ ลืมตาตื่นจากภวังค์เพื่อเผชิญความจริง เขามองไปรอบ ๆ แต่ไม่ชัดนัก เพราะมีม่านน้ำบาง ๆ ฉาบดวงตาทั้งสองข้าง ร่วมชั่วโมงแล้ว ที่เขาเข้ามานั่งร้องไห้ในห้องน้ำ

เมื่อคืนเขาทะเลาะกับภรรยาถึงขั้นลงไม้ลงมือ ตื่นมาตอนเช้าก็ไม่พบเธอเสียแล้ว ใครเล่าจะทนไหว แม้แต่ตัวเขายังทนตัวเองไม่ได้ เธอจะหนีไปก็ไม่แปลกอะไร ช่วงนี้เขามีปากเสียงกับเธอเป็นประจำด้วยสาเหตุเดิม ๆ คือเรื่องเงิน เมื่อทะเลาะกันทุกครั้ง เขาก็โทษตัวเองทุกครั้ง แต่คำขอโทษที่เอ่ยไปบ่อยครั้ง ไม่ได้ช่วยอะไร ทำได้เพียงนั่ง นอนหายใจทิ้ง น้ำตาไหลสำนึกผิด

แรกเริ่มของปัญหาเกิดจากเมื่อปีที่แล้ว ฝ่ายบริหารของบริษัทที่เขาเคยทำงานอยู่ สืบทราบว่ามีความไม่ชอบมาพากลของเงิน 10 ล้านบาทค่าจัดซื้อระบบเครื่องปรับอากาศห้องเย็นโรงงาน ซึ่งมีเขาเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างพ่วงอยู่ด้วย เขากับพวกโดนสอบสวนอย่างหนัก และเมื่อหลักฐานปรากฏชัดขึ้น เขาจึงถูกเพิกถอนจากการเป็นพนักงาน

ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น ทางบริษัทต้องการจะเอาเขาเข้าคุกให้ได้ ต้องกู้หนี้ยืมสินทั้งในและนอกระบบเพื่อวิ่งเต้นให้พ้นผิด นั่นยังไม่รวมหนี้สินก่อนหน้าที่เขาไปสร้างไว้กับโต๊ะพนันบอล มันหนักหนาเกินแบกรับ เขาจึงพาภรรยาและลูกหนีมาหาห้องเช่าเล็ก ๆ นอกชานเมืองแห่งนี้ ทว่า… เมื่อปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นและยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาอื่น ๆ ก็แตกหน่อตามมาเรื่อย ๆ…

“คุณ พระคุณเจ้า ลูกผิดไปแล้ว” เขานั่งกุมมือแนบอกหลับตาถามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หวังจะเห็นแสงสว่างของปาฏิหาริย์ดลบันดาลอะไรสักอย่าง ให้เขาพ้นทุกข์ หรืออย่างน้อย เมื่อลืมตา เรื่องราวต่าง ๆ นี้ขอให้มันเป็นแค่ฝันร้าย

เสียงร้องงอแงปลุกเขาตื่นจากภวังค์อีกครั้ง อนิจจา ไม่มีปาฏิหาริย์ใด ๆ และไม่ใช่ฝัน เขาอ้อยอิ่งลุกขึ้นจากพื้นห้องน้ำ แนบหน้าเข้ากับผนังสีหม่น เงยหน้ามองแผ่นฝ้าทีบาร์แผ่นที่มีรอยมือเปื้อนอยู่ “มัน” จะยังอยู่บนหลังฝ้านี่หรือเปล่านะ “มัน” จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ เจ้าปาฏิหาริย์สุดท้ายหลังเพดาน… เขาถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปหาลูกในห้อง …

นั่น… เจ้าชายตัวน้อยในเปลสีชมพูอ่อนกำลังนอนร้องไห้จ้า เขาคุกเข่าข้างเปล

“หิวนมหรือลูก” เขาจ้องลูกพลางเช็ดน้ำตา แต่เจ้าหยดน้ำแห่งความท้อแท้กลับยิ่งเอ่อและหยดลงตรงแก้มแดงของลูก

จาก ชีวิตสุขสบายมีครอบครัวที่อบอุ่น เพราะความโลภ ทุกอย่างจึงพลิกผัน เขานึกถึงบ้านจัดสรรที่เคยอยู่ คิดถึงรถที่ขายไปเมื่อกลางปี คิดถึงตำแหน่งรองผู้จัดการ หากไม่มีเรื่องชั่วนี้ มันคงไม่หลุดลอยไปไหน

“พ่อผิดไปแล้ว” เขาค่อย ๆ ป้ายหยดน้ำตานั่นที่แก้มลูก มืออีกข้างดึงคอเสื้อมาเช็ดน้ำตาของตนแล้วลุกออกมาที่มุมห้องหยิบขวดนม เปิดฝากระป๋องนมผง

ข้าง ๆ กระติกน้ำร้อนไฟฟ้ามีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองห่อวางอยู่ใกล้ ๆ มีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แนบอยู่

“หนิง ไปสมัครงาน ทานอะไรบ้างนะคะ พี่ผอมลงมากรู้ไหม /หนิง”

 

มือสั่นเทาค่อย ๆ หยิบกระดาษแผ่นน้อยมากำไว้ เธอยังมีกะใจเป็นห่วงเขาอีกหรือ ลมหายใจเข้าออกเริ่มฮึดฮัดผิดจังหวะ เขาอ้าปากรับอาการสะอื้นนั้น

หนิงยังคงเข้มแข็งเสมอ แม้โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจต้องทำให้เธอเข้าโรงพยาบาลบ่อย ๆ ก็ตาม เธอมักจะเป็นลมหากทำงานหนักหรือได้รับฝุ่นควัน แต่ก็ยังดึงดันจะออกไปหางานให้ได้

ทุก ๆ ครั้งที่มีปัญหาเช่นเวลาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง เธอมักจะไปหาหยิบยืมมาจนได้ กลับเป็นเขาที่ไม่กล้าแม้แต่จะบากหน้าไปพบใคร เธอช่างต่างจากเขานัก

นาฬิกาบอกเวลา 12.00 น. เขาถือขวดนมที่เย็นได้ที่มาป้อนให้ไอ้หนูที่ยังคงนอนร้องไห้อยู่ในเปล พอจุกนมเข้าปาก เด็กน้อยก็ขยับแก้มแดงตุ่ยดูด เขาแกว่งเปลเบา ๆ

“พ่อผิดไปแล้ว” ไม่รู้ว่าเขาเอ่ยคำนี้กับลูกและภรรยากี่ครั้งแล้ว

 

เด็กน้อยหลับด้วยดวงหน้าปริ่มสุข น้ำตายังคงเปื้อนขอบตา เขาล้มตัวลงนอนข้าง ๆ เปลลูก ยกมือก่ายหน้าผาก ดวงตาทำองศากับเพดาน เหม่อมองเลื่อนลอย แววตานั่นฉายแววสิ้นหวัง ไม่ต่างอะไรกับคนที่ยอมละทิ้งแล้ว… ชีวิต…

 

เวลา 16.00 น. หน้าโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งใจกลางเมือง

ก่อนเกิดเหตุ 7 ชั่วโมง 40 นาที

แสงแดดยามบ่ายแก่ ๆ ไม่ได้อ่อนลง มีเพียงร่มเงาของเสาไฟฟ้าเท่านั้นพอจะทำให้หนิงใช้บังกาย ลมอ่อน ๆ พัดควันพิษจากรถที่เนืองแน่นเต็มถนนจนหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีดำเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนคนนี้ต้องถอยกลับไปยืนชิดริมกำแพงเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก เธอแหงนมองป้ายชื่อตัวโตของโรงพยาบาลที่เธอเพิ่งเดินออกมาเมื่อครู่ ก่อนจะกระเถิบร่างออกมายืนรอรถประจำทางอีกครั้ง อาการปวดหัวแล่นจี๊ดอีก

เพราะเจ้าควันบ้านี่เอง ที่ทำให้เธอต้องเสียเวลาอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ตั้งนาน วันนี้เธอออกจากบ้านมาแต่เช้า เพื่อมาสมัครงานจากคำแนะนำของคุณป้าร้านขายของชำหน้าห้องเช่า

เมื่อนึกถึง หญิงสาวก็ยืนยิ้มอยู่คนเดียว ในที่สุดเธอก็ได้งานทำ เธอโกหกพนักงานฝ่ายบุคคลว่าร่างกายของเธอเป็นปกติดี ไม่มีโรคประจำตัว โชคดีที่เขาไม่เอาใบรับรองแพทย์ เธอกรอกใบสมัครด้วยที่อยู่บ้านเก่าที่เพิ่งถูกยึดไป เพราะที่นั่นอยู่ใกล้กับโรงงานแห่งนี้ อย่างน้อยก็เพิ่มความมั่นใจ ว่าเธอจะได้งานทำแน่

แม้โรงงานแห่งนี้จะไกลจากห้องเช่าที่เธออยู่ถึงคนละฝั่งเมือง แต่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร เธอคิดว่าไม่นานคงจะชินไปเอง แต่ที่น่าใจหายคือ นับจากนี้เธอคงจะไม่ได้อยู่กับลูกทั้งวันเหมือนก่อน

เธอนั่งลงตรงม้านั่งด้วยความอ่อนล้า ดวงตาจับจ้องป้ายรถประจำทางแต่ละคันด้วยแววตามุ่งมั่น พยายามดึงกระโปรงลงปิดรอยช้ำม่วงที่ขา มันเป็นร่องรอยจากการทะเลาะกันเมื่อคืน ยังมองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยใบหน้าก็ไม่มีรอยช้ำ ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้งานเป็นแน่ เธอถอนหายใจเมื่อนึกถึงสามีผู้ท้อแท้ จะอย่างไรเธอก็ยังอยากให้เขาสู้ เธอไม่เคยโกรธ หรือโทษอดีตอันเลวร้ายที่เขาก่อ เธอหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก เธอไม่อยากหมดหวัง เพราะไม่เช่นนั้นครอบครัวจะเป็นอย่างไร ไม่อยากคิด

 

แม้ดวงจันทร์หรือดาวดวงไหนจะมีผลต่อระดับน้ำทะเล ขอเพียงคลื่นยังคงหมั่นขยันกระทบฝั่งก็พอแล้ว

 

เวลา 19.20 น. ร้านขายของชำหน้าปากทาง

ก่อนเกิดเหตุ 4 ชั่วโมง 20 นาที

“เป็นไงบ้างล่ะลูก ได้หรือเปล่า” หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดี ยิ้มให้หญิงสาวด้วยความคุ้นเคย แต่ใบหน้าของหนิงกลับดูเหนื่อยล้าเต็มที

“ได้ค่ะป้า เริ่มงานวันที่ 20 นี้ ขอบคุณมากนะคะ ถ้าไม่ได้ป้าหนูคงไม่รู้จะไปหางานที่ไหนแล้ว” เธอยิ้มแห้ง ๆ ตอบและไหว้หญิงวัยกลางคนด้วยความเคารพ

“ดีแล้วล่ะลูก”

“ป้าคะ เอามาม่าต้มยำสี่ห่อ และก็นมตราหมีกระป๋องนึงค่ะ” เธอเขินอายเล็กน้อย หลายครั้งแล้วที่อาหารแต่ละมื้อคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เธอซื้อไปต้มกินกับข้าวสวย นี่เห็นจะเป็นหนทางเดียว ที่จะประหยัดได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับอาหารถุง ครั้นจะหาซื้อกับข้าวมาทำเอง ก็ต้องใช้เงินมาก และมันก็เก็บไว้ได้ไม่นาน เธอไม่มีตู้เย็น อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ค่อย ๆ หายไปทีละชิ้น เพื่อแปรสภาพมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้านโดยเฉพาะค่านมลูก ที่ยังพอมีเหลือก็แต่หม้อหุงข้าว กระติกน้ำร้อน เตารีด และโทรทัศน์เครื่องเก่า ๆ เท่านั้น

แต่เอาเถิด สำหรับอาหารแบบนี้ เธอยังมองโลกในแง่ดีว่า อย่างน้อยซองของมันก็ยังส่งชิงโชคได้

หญิงสาวควานหากระเป๋าเงิน แต่ไม่พบ เธอไม่ได้ถือถุงเอกสารสมัครงานและกระเป๋าเงินไว้ตั้งนานแล้ว

“เดี๋ยวก่อนนะป้า หนูไม่รู้เอากระเป๋าไปลืมไว้ที่ไหน” เธอปริ่มจะร้องไห้ พยายามหลับตานึก

หลังจากสมัครงานเสร็จ เธอกำลังจะกลับบ้านแต่ดันมาเป็นลมจนคนแถวนั้นพาไปโรงพยาบาล

“หรือจะหายที่โรงพยาบาล” เธอยังจำได้ว่าตอนออกจากโรงงานมายังถือถุงเอกสารอยู่

“ไม่เป็นไรหรอกลูก เดี๋ยวค่อยเอามาให้ก็ได้” คุณป้าเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

“ค่ะ เดี๋ยวหนูเอาลงมาให้นะคะ” ใบหน้าซีดของเธอยิ่งดูหมองเศร้า

“ขอให้ทางโรงพยาบาลเก็บไว้ให้ด้วยเถิด” เธอรับของจากคุณป้าแล้วรีบเดินเข้ามาในตัวตึกขนาด 4 ชั้นซอมซ่อแห่งนี้ด้วยความร้อนรน อาการปวดหัวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เธอรู้ตัวดีว่าหากเป็นมากกว่านี้ เธอจะหายใจไม่ออก

ถึงชั้น 2 หน้าห้อง เธอเคาะประตู ยืนขาสั่น พลสวัสดิ์เปิดประตูชะโงกหน้ามามองเธอด้วยแววตาเศร้า ขอบตาของเขาดำคล้ำ ดวงตาแดงก่ำเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนัก

เธอเบือนหน้าหนีและเดินเข้าไปยืนข้างเปลเพื่อดูลูกที่กำลังหลับอยู่โดยไม่พูดอะไร เธอยังโกรธที่ถูกเขาทำร้ายเมื่อคืน รอให้เขาพูดอะไรสักอย่างก่อน แล้วเธอจะได้บอกข่าวดีเรื่องงานให้เขารู้

“พี่ขอโทษ” เขาทรุดเข่าลงนั่งก้มหน้าร้องไห้จนไหล่สะท้าน ความโกรธเคืองของเธอพลันหายไปในทันที

ตลอดเวลาเกือบปีที่ผ่านมา นี่เป็นอีกครั้ง… ในหลาย ๆ ครั้งที่เธอเห็นเขาเป็นอย่างนี้ และจะเป็นหนักมาก ตอนเขาไปกินเหล้าเมากลับมา เธอนั่งคุกเข่าวางของลงเอามือโอบคอเขาเข้ามากอด ลูบผมแผ่วเบา

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรน้า” น้ำเสียงอ่อนโยนของเธอกลับยิ่งทำให้เขาปวดร้าว เขาซบหน้าแนบไหล่เธอแล้วสะอื้นไห้หนักขึ้น

“อย่าร้องไห้เลยนะคะ หนิงไม่โกรธพี่แล้ว” เขานั่งก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ไม่พูดอะไร จนเธอต้องพยุงให้ลุกขึ้น

“วันนี้หนิงเพลียมากเลย เอาอย่างนี้ละกัน พี่พลช่วยเอาเงินในลิ้นชักลงไปจ่ายให้ร้านป้าก่อนนะคะ ขึ้นมาแล้วหนิงจะบอกข่าวดีให้ฟัง” ข่าวดีคือเรื่องงาน แต่ในเมื่อเขาเป็นอย่างนี้เธอคงไม่กล้าบอกเรื่องกระเป๋าเงินหาย เขาปาดน้ำตาแหงนหน้ามองเธอ

“นะคะ” เป็นน้ำเสียงที่สดใส แม้ข้างในจะตรงกันข้าม เขาพยักหน้า ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบธนบัตรสีแดง 2 ใบสุดท้ายในลิ้นชักออกมา แล้วเดินก้มหน้าออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไร

อาการ ปวดหัวของเธอรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังฝืนก้มหน้า มองเจ้าหนูที่นอนหลับปุ๋ยในเปล สิ่งนี้แหละ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์ให้เธอมีชีวิตและอยู่สู้ได้ทุกวันนี้

“ฝันดีนะลูกแม่” เธอล้มตัวลงนอนตรงฟูกด้วยความเหนื่อยล้า หายใจระรวย หวังว่าเมื่อตื่นขึ้นมาอาการปวดหัวจะทุเลาลง… ไม่นานหญิงสาวก็หลับสนิท

 

เวลา 23.30 น. ภายในห้องเลขที่ 204

ก่อนเกิดเหตุ 10 นาที

เขาผลักประตูเข้ามาอย่างแรงจนเธอสะดุ้งตื่น ทันทีที่ลมหายใจสูดเข้า เธอก็รับรู้ถึงกลิ่นเหล้า

เขาเดินมาเปิดโทรทัศน์ ส่ายสายตามองเธอแวบหนึ่งด้วยแววตาของคนไม่กลัวสิ่งใด แล้วหันกลับไปจ้องหน้าจอโทรทัศน์ เธอโมโหจนตัวสั่น

“พี่ไปกินเหล้ามาเหรอ!” เธอลุกขึ้นตะคอกใส่ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ยังคงนั่งสะอึกจ้องมองรายการเกมส์โชว์ในโทรทัศน์ต่อไป

“พี่ได้จ่ายเงินให้ป้าหรือเปล่า? “

เขาส่ายหน้าแทนคำตอบ เจ้าหนูในเปลตื่นขึ้นมาร้องไห้ทันที ความพยายาม ความอดทนของเธอมันไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้น กลับกัน มันยิ่งทำให้เขาจมดิ่ง

พลสวัสดิ์หันมามองเธออีกครั้งอย่างลุกลี้ลุกลน ผิดกับทุกครั้ง

“ทำไมพี่ทำกับหนิงอย่างนี้” เขายังคงไม่พูดอะไรออกมา ปล่อยให้เธอนั่งร้องไห้ เขาลุกขึ้นยืน เดินโซเซเข้าห้องน้ำ เธอตามมายืนอยู่ตรงหน้าประตู

“ออกมานะ!” เธอทุบประตูโครมคราม เสียงเจ้าหนูร้องไห้จ้าปนกับเสียงหัวเราะของดาราตลกสามคนในโทรทัศน์ บานประตูห้องน้ำแง้มออก สิ่งที่ยื่นโผล่พ้นประตูออกมาทำให้เธอชะงักงัน

ดวงตาของเขาแดงก่ำเขม็งเกร็งเหมือนกับปีศาจร้าย เธอผงะถอยหลังสะดุดขอบประตูล้ม ดวงตาเบิกกว้างตื่นตะลึง เพราะในมือของเขาคือปืน ที่ปากกระบอกของมันเล็งมาที่เธอ พร้อมลั่นไกได้ตลอดเวลา

“พี่ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” เป็นน้ำเสียงจริงจังของเขา

“พะ พี่จะทำอะไร !” เธอกระเถิบร่างที่เปียกโชกด้วยเหงื่อถอยไปจนชิดมุมห้อง เขาเดินโซเซเข้ามาใกล้ ๆ เธอพนมมือไหว้ อ้อนวอนด้วยความกลัว

 

“พี่ วางปืนลงนะ นะ… หนิงไม่ว่าพี่แล้ว หนิงได้งานทำแล้ว เดี๋ยวเราก็มีเงินไปใช้หนี้ ดะ… เดี๋ยวเรา…”

เปรี้ยง !

ลำแสงสีเพลิงพาลูกกระสุนแล่นตัดอากาศ เจาะกะโหลกหน้าผาก ผ่านสมองเจาะกะโหลกด้านหลัง พาเลือดสด ๆ เศษเนื้อ เศษกะโหลก เนื้อสมองและเศษเส้นผมของหญิงสาว สาดกระจายเป็นสีแดงเหลืองแต้มผนังห้อง ปากของเธออ้าค้าง ตาเหลือก มือกระตุกหงึกแล้วล้มลง

เธอ จะรู้ไหมว่า มันไม่ใช่แค่ดวงจันทร์หรือดาวดวงใด ที่มีผลต่อทะเลชีวิตเขา แต่มันคือพระอาทิตย์ที่จรัสจ้านี้เองที่มันแผดเผาน้ำทะเลจนแห้งผาก ทะเลไร้น้ำที่ไหน จะมีคลื่นให้ซัดฝั่ง

เขามองผ่านควันจากปลายปืน เห็นวินาทีสุดท้ายของชีวิตเธอด้วยความอาวรณ์

“เดี๋ยว พี่ตามไปนะ” เขาละสายตาจากเธอ เดินมาที่เปล จ้องมองหนูน้อยที่ยังคงนอนร้องไห้ หากการกระทำของเขาต้องตกนรกหมกไหม้ มันก็ยังดีกว่านรกในใจตอนนี้ เขาเล็งปลายกระบอกปืนไปที่ลูก

เด็กน้อยจับปลายปืนด้วยความไร้เดียงสา เบะปากมองเขาด้วยดวงตาใสซื่อ

“ป้อ” เขาเบิกตาโพลงสูดลมหายใจเข้า เอียงคอฉงน

“ไอ้หนู ลูกพูดว่าอะไรนะ” มือที่ถือปืนลดระดับลง ลูกน้อยเรียกเขาว่า “พ่อ” เป็นครั้งแรก

“หนิงดูสิ ลูกเรียกพ่อได้แล้ว” ดั่งคนบ้า เขาหัวเราะร่า หันไปบอกร่างภรรยาที่มุมห้อง แต่……

 

เวลา 01.20 น.

หลังเกิดเหตุ 1 ชั่วโมง 40 นาที

“สภาพ ศพของฝ่ายหญิงนี่แปลก ๆ นะครับ เธอถูกยิงเข้าตรงกลางหน้าผากจนทะลุ จากบาดแผลแล้วเธอน่าจะเสียชีวิตทันที” นายตำรวจสืบสวนมองตาที่จริงจังของสารวัตรประวิทย์

“แล้วยังไงเหรอครับ”

“จากรอยเลือดรวมทั้งรอยกระสุนตรงผนังห้อง เธอน่าจะเสียชีวิตตรงมุมห้องนี่” เขากลืนน้ำลายลงคอ

“แต่ทำไมศพเธอกลับมานอนอยู่ข้าง ๆ เปลนี่ได้ก็ไม่ทราบครับ” เขาเดินมาชี้รอยกระสุนตรงผนังที่ฉาบไปด้วยสีแดงสด

“ผู้หมวดจะบอกผมว่าศพนี่เดินได้ และเดินมาตายตรงข้างเปลเหรอ” สารวัตรประวิทย์หัวเราะหึ…

 

เวลา 23.40 น.

ณ เวลาและสถานที่เกิดเหตุ

เสียง และภาพจากโทรทัศน์ตัดสลับระหว่างโฆษณาและรายการเกมส์โชว์ โดยมีพิธีกรใส่แว่นชื่อดังกับดาราตลกทั้ง 3 และแขกรับเชิญออกมายืนยิ้มให้กล้อง…

เขาขนลุกเกรียว รอยเลือดและเศษสมองยังคงเปรอะอยู่เต็มผนัง แต่… ร่างของเธอหายไป

ทันใดนั้นมือเย็น ๆ ของใครคนหนึ่งก็กุมมือที่ถือปืนของเขา

“อย่า ทำอะไรลูกนะ” เขาหันกลับมาด้วยความตกใจ หนิงยืนอยู่ตรงหน้า เธอยังไม่ตาย เธอไม่เป็นอะไร เป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่ความจริง

เขามอง ใบหน้านิ่งเฉย มองรอยกระสุนตรงหน้าผากของเธอ มองเลือดที่ไหลเปรอะเต็มใบหน้า นี่คือความฝัน นี่คือปาฏิหาริย์ คำอธิษฐานคงเป็นจริงแล้ว

พลสวัสดิ์ปัดมือที่เย็นชืดของเธอออก ชักปืนกลับมาจ่อปลายกระบอกเข้าที่ปลายคางของตน มันเป็นความฝัน เดี๋ยวเขาก็ตื่นแล้ว อย่างนี้ละ ตื่นแน่…

เปรี้ยง !

ความเจ็บปวดที่ไม่ใช่ฝันแล่นแปรบไปทั่วร่าง แสงจากจอโทรทัศน์ เปลี่ยนเป็นสีม่วง เขียว แดง สลับกัน และพลันวูบดับ

“พ่อผิด…” เขาพูดได้แค่นั้น หนิงอุ้มลูกยืนดูเขาตะเกียกตะกายด้วยความทรมานก่อนแน่นิ่งไป

เธอกอดลูกไว้แน่น เลือดจากแผลตรงหน้าผากไหลเปรอะเปลและผ้าอ้อม ไม่นานเด็กน้อยก็หลับในอ้อมกอด เธอวางลูกลงในเปลอีกครั้งอย่างแผ่วเบา

 

“เป็นเด็กดีนะ ต่อไปนี้หนูต้องดูแลตัวเอง” น้ำตากับเลือดเปรอะเปื้อนทั่วหน้า เธอเอามือปิดหน้าผากไม่ให้เลือดหยดลงเปลอีก มืออีกข้างปาดน้ำตามองดูลูกเป็นครั้งสุดท้าย แล้วทอดตัวลงนอนข้าง ๆ เปลนั่น

หญิงสาวไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ แต่อะไรบางอย่างที่อยู่ลึกเกินกว่าจะเข้าใจก็ทำให้เธอได้ปกป้องลูกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนดวงตาจะปิดลงสู่นิทรานิรันดร์

นี่หรือคือปาฏิหาริย์…ช่างมันเถิดนะ…

 

เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงจากโทรทัศน์ที่แผ่วเบา เป็นเสียงพูดจากพิธีกรใส่แว่นที่กำลังเอ่ยชื่อผู้โชคดีจากรางวัลทองคำหนัก 1 กิโลกรัม จากกระดาษในซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

“เด็กชายสุรศักดิ์ แสวงหาญ กรุงเทพฯ” มันเป็นชื่อของเจ้าตัวน้อยในเปล

 

เวลา 01.25 น.

หลังเกิดเหตุ 1 ชั่วโมง 45 นาที

“ครับสารวัตร แต่ที่ยิ่งกว่านั้น ผมอยากให้สารวัตรดูรายงานครับ” ร้อยเวรสายตรวจกัดฟันกรอด พยายามข่มความรู้สึกกลัว สารวัตรประวิทย์ยกแฟ้มรายงานขึ้นอ่านคร่าว ๆ”ทำไมเหรอ นี่มันรายงานเมื่อตอนเย็นนี่””ครับ ทางโรงพยาบาลแจ้งมาว่าเมื่อตอน 5 โมงเย็น มีศพหญิงสาวคนหนึ่งหายไปจากโรงพยาบาลอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทิ้งไว้เพียงเอกสารสมัครงานและกระเป๋าเงิน” นายตำรวจกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง”แพทย์รายงานว่าเธอขาดอากาศหายใจ และถูกนำส่งโรงพยาบาลช้าไปจึงเสียชีวิต ผมพยายามติดต่อญาติ แต่ติดต่อไม่ได้ เพราะที่อยู่ในบัตรประชาชนของเธอไม่มีคนอยู่ ผมลองเช็คกับทางหมู่บ้านนั้นดูเขาบอกว่าบ้านหลังนั้นอยู่ในระหว่างการขายทอด ตลาด”

“อืม ! แล้วยังไง”

 

“ชื่อและนามสกุลของศพที่หายไป เป็นคนเดียวกันกับศพนี้ครับ” สารวัตรประวิทย์เบิกตาโพลง หันมามองศพหญิงสาวในผ้าคลุมสีขาว ที่รอยกขึ้นรถ

อนิจจา ! แขนซ้ายที่โผล่ออกมาจากผ้าคลุมนั่น มีป้ายสายรัดข้อมือศพจากโรงพยาบาลแขวนอยู่…

“นี่มันบ้าชัด ๆ”

 

BOOKster x Octory

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *