Uber after Travis Kalanick

คงไม่มีประโยคไหนที่จะบรรยายเหตุการณ์ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาของ Uber และผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง Travis Kalanick ได้ดีไปกว่า

“It has been a wild ride”

เริ่มต้นจากการเป็นเพียงแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อระหว่างผู้โดยสารกับรถรับจ้างที่อยู่ใกล้เคียง จนตอนนี้กลายมาเป็นบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพดาวเด่นอันดับหนึ่งของโลก มีการประเมินมูลค่าของธุรกิจไว้ถึงเจ็ดหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ​ 2.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 6 เท่าของมูลค่าธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) โดยอัดแน่นไปด้วยวัฒนธรรมแห่งความมั่นใจ มุ่งมั่น แน่วแน่ และทะเยอทะยาน (จนบางครั้งดูเป็นความหยิ่งจองหองจากสายตายของหลายๆคน) โดยมีหัวเรือใหญ่อย่าง Travis Kalanick ที่อยู่หลังพวงมาลัยคอยกำหนดทิศทางตลอดเวลาที่ผ่านมา

แต่จากนี้ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

Travis Kalanick ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง CEO (Chief Executive Officer) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ต่อสู้กับพายุปัญหาต่างๆมากมายตั้งแต่ต้นปี 2017 ที่ผ่านมา (ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ) เริ่มตั้งแต่เรื่องที่ว่าบริษัทขโมยเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ ไปจนถึงการดีไซน์ซอฟแวร์ที่บ่งชี้และหลีกเลี่ยงกฎหมายจราจร แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคงเป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับระบบกีดกันทางเพศภายในบริษัท Uber ที่ไม่ให้ความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง มีการปกป้องผู้กระทำผิดฐาน sexual harrassment (การคุกคามทางเพศ) ที่หัวหน้าชายพยายามเชื้อเชิญให้ลูกน้องผู้หญิงให้มีเพศสัมพันธ์กับตน เมื่อพนักงานหญิงคนนั้นปฏิเสธและนำเรื่องไปแจ้งฝ่ายบุคคล คำตอบที่เธอได้รับเป็นเพียงคำสัญญาว่าจะกล่าวตักเตือนหัวหน้าคนนั้นเพราะนี่เป็นความผิดครั้งแรก แถมเขายังเป็นพนักงานที่ “high performance” ที่ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม (ข้ออ้างแบบนี้ก็ได้จริงๆเหรอ?) ต่อมาภายหลังเมื่อเธอได้คุยกับพนักงานหญิงคนอื่นๆก็พบว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก นี่ไม่ใช่ความผิดครั้งแรกของชายคนนั้น เรื่องราวเริ่มใหญ่โตบานปลาย ไม่ใช่แค่นั้น เธอยังถูกกีดกันจากตำแหน่งหน้าที่การงานที่ควรได้รับ จนในที่สุดหลังจากที่อดทนทำงานมาได้พักใหญ่ๆ เธอเองต้องเป็นฝ่ายลาออกมาเพื่อจบปัญหาทุกอย่าง (อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ : https://goo.gl/73fieY)

ถึงแม้ว่าหลังจากข่าวกลายเป็นหัวข้อประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ Uber ได้ปลดพนักงานที่เกี่ยวโยงกับคำกล่าวหาเรื่อง sexual harrassment ถึง 20 คน (หลังจากสำนักงานกฏหมายได้สืบสวนเป็นเวลาหลายเดือน พบว่ามีการข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการประพฤติผิดของพนักงานมากกว่า 200 ครั้ง) แต่ถึงจุดนี้มันกลายเป็นแผลฉกรรจ์ของ Uber และ Travis ที่บาดลึกเลือดไหลจนเกินเยียวยา ในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมาส่วนแบ่งของตลาดของ Uber ที่อเมริกาได้ตกลงไปถึง 7% และนักลงทุนของบริษัทเองเปิดใจให้สัมภาษณ์ว่ารู้สึก “อาย” ที่ต้องใช้บริการรถของ ​Uber จากข่าวเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

จนวันอังคารที่ผ่านมา ระหว่างที่ Travis Kalanick อยู่ระหว่างการสัมภาษณ์พนักงานตำแหน่งผู้บริหารที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่เมืองชิคาโก Matt Cohler กับ Peter Fenton สองนักลงทุนจากบริษัท Benchmark (เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Uber) มาพบกับเขาพร้อมกับจดหมายเรียกร้องจากกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ต่างๆ และหนึ่งในข้อเรียกร้องนั้นคือให้ Travis Kalanick สละตำแหน่ง CEO ของบริษัทเพื่อรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด

หลังจากที่คุยกันนานหลายชั่วโมง (เขาโทรหาที่ปรึกษาส่วนตัวด้วย คำตอบจากปลายสายบอกว่ามันเป็นทางเลือกที่ “ควรคิด”) เขาก็ตัดสินใจลาออกโดยกล่าวเอาไว้ว่า

“I love Uber more than anything in the world, and at this difficult moment in my personal life, I have accepted the investors’ request to step aside so that Uber can go back to building rather than be distracted with another fight,”

เมื่อไร้เงาของ Travis Kalanick ตอนนี้ Uber ต้องรีบควานหาหัวเรือคนใหม่มาแทนให้ได้โดยเร็ว เพราะงานที่รอเขาอยู่นั้นถือว่าหนักเอาการเลยทีเดียว ตั้งแต่การซ่อมแซมชื่อเสียงของ Uber เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมในการทำงาน การคัดเลือกเหล่าหัวหน้าของฝ่ายต่างๆกันใหม่อีกครั้ง ปัญหาเรื่องพนักงานอีก 14,000 ชีวิตที่ต้องดูแล ไหนจะเรื่องธุรกิจของพวกเขาที่กำลังขยายตัวทั่วโลก เรื่องการต่อสู้กับระบบกฎหมายในพื้นที่ต่างๆเหล่านั้น แต่สิ่งสุดท้ายคงหนีไม่พ้นการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่สำคัญที่สุด เพราะถ้า Uber ต้องการให้บริษัทของตนเองเติบโตได้มากกว่านี้ และดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนเพื่อเข้าตลาดหุ้น พวกเขาต้องเร่งสร้างหนทางตัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานขับรถ Uber ซึ่งในปีที่ผ่านมาใช้ไปถึง 700 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

มันเป็นงานที่ใหญ่มากจนหลายคนคิดว่าบางที Uber อาจจะพอใจแล้วกับการเป็นแค่บริการแท็กซี่ทางเลือกที่ปลอดภัย ราคาถูกและสะดวกสบาย (กว่าระบบเดิม) แทนที่จะขวนขวายเพื่อเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกและทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งถ้าTravis Kalanick ยังอยู่ ถึงแม้จะมีเรื่องเสียหายมากมาย แต่ความทะเยอทะยานของเขากลับเป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายคนฝากความหวังเอาไว้

ในแง่ของศีลธรรมความถูกต้องสิ่งที่Travis Kalanick ทำนั้นถือว่าเป็นหน้าที่อันควรของผู้บริหารที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อ Uber เขาบกพร่องและปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่บ่อนทำลายบริษัทโดยไม่ดูแลมาเนิ่นนานจนเกินไป

แต่ในแง่อนาคตของธุรกิจ ในเวลานี้ที่ Uber ขาดผู้นำอย่างเป็นทางการ มันช่างคล้ายกับรถยนต์ไร้คนขับบังคับระบบด้วย AI ที่ไม่สมบูรณ์ พร้อมพุ่งตัวไปทุกทิศทางคาดเดาไม่ได้ ถึงแม้Travis Kalanick จะยังมีสิทธิ์ในการออกเสียงโหวตในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการของบริษัท มันจะเพียงพอไหมที่จะช่วยประคับประคอง Uber ไปจนถึงฝั่งฝันที่เขาเคยตั้งเอาไว้? ต้องมารอลุ้นกันต่อครับ

ลิ้งค์อ้างอิง

  • https://goo.gl/NWWs4F
  • https://goo.gl/73fieY
  • https://goo.gl/YJFpB7
  • https://goo.gl/vas2ph

cr.ภาพ : NYTimes

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *