อ่านเจ้าชายน้อยใน พ.ศ.นี้

“ดินแดนแห่งน้ำตานั้น เป็นดินแดนแสนจะลี้ลับ”

ออกจะเชยไม่น้อย หากชวนใครต่อใครอ่าน “เจ้าชายน้อยใน” พ.ศ.นี้ เพราะหนังสือเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในแวดวงนักอ่านและนักอยากอ่าน กระนั้นก็ตามรู้หรือไม่ ว่าเจ้าชายน้อยฉบับจริงๆ ที่นักบินในเรื่องอยากจะเล่านั้น ไม่เคยถูกเขียนถึงมาก่อน เราๆ ท่านๆ จึงได้อ่าน “เจ้าชายน้อย” แค่ในฉบับสำหรับผู้ใหญ่ก็เท่านั้น

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า เรื่องแบบที่นักบินอยากจะเล่าจริงๆ “…ฉันรักที่จะเริ่มต้นเล่าเรื่องนี้อย่างนิทานมากกว่า…” มันต้องอาศัยสายตาความเข้าใจแบบ “มองทะลุกล่องเห็นลูกแกะ” ที่เจ้าชายน้อยและนักบินในวัยหกขวบเคยมี ซึ่งบัดนี้นักบินรับว่าเขาไม่มีแล้ว “ฉันเองก็ออกจะเสียใจที่ไม่สามารถมองทะลุกล่องเห็นลูกแกะได้ ฉันคงเหมือนกับผู้ใหญ่ทั้งหลาย” (น.34) ฉบับที่นักบินอยากเล่าจริงๆ ขึ้นต้นไว้เพียงว่า “…ฉันอยากจะเล่าว่า ครั้งหนึ่งยังมีเจ้าชายน้อยองค์หนึ่ง อาศัยอยู่ที่ดวงดาวซึ่งโตกว่าเขานิดเดียว…” (น.32) นี่แหละผมจึงรู้ว่า เราๆ ท่านๆ ได้อ่านแค่ในฉบับสำหรับผู้ใหญ่ก็เท่านั้น

หนังสือเล่มนี้ประพันธ์โดย อองตวน เดอ แซงแตง-ซูเปรี ชาวฝรั่งเศส
เริ่มเรื่องที่นักบินเล่าย้อนว่าเขาเป็นเด็กชายคนหนึ่งซึ่ง “…ดำรงตนอย่างเดียวดาย ไร้คนที่จะเข้าใจอย่างแท้จริง…” ก็เพราะผู้ใหญ่รอบตัวเขานั้น “…ไม่เคยเข้าใจอะไรเองเลย เป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่ง ที่พวกเราเด็กๆ จะต้องคอยอธิบายให้พวกเขาเข้าใจอยู่ตลอดเวลา” (น.14) และเขาก็ตระหนักว่า เขาแตกต่างจากพวกผู้ใหญ่รอบข้างอย่างมาก เพราะ “ถ้าคุณบอกกับพวกผู้ใหญ่ว่า ฉันเห็นบ้านก่อตัวด้วยอิฐแดงหลังหนึ่ง มีดอกกล้วยไม้สีขาวม่วงอยู่ที่หน้าต่าง และมีนกพิราบเกาะอยู่บนหลังคา…คนพวกนั้นจะไม่มีวันนึกภาพหลังนั้นออกเป็นอันขาด คุณจะต้องบอกเขาว่า “ฉันเห็นบ้านหลังหนึ่งราคาหลายร้อยล้าน” พวกเขาจะร้องขึ้นว่า แหม สวยอะไรอย่างนั้น” (น.32)

แต่แล้วเขาก็เติบโตเป็นแบบผู้ใหญ่ กระทั่งวันหนึ่ง เจ้าชายน้อยได้ปรากฏตัว การเรียนรู้ การเติบโต และย้อนกลับภายในก็บังเกิด จินตภาพส่วนตัวที่นักบินหลอมรวมจากบทสนทนาของเจ้าชายน้อย ได้ก่อเกิดเป็นเรื่องราวของเด็กชายผมสีทองที่เราได้อ่านในเชิงอุปมาเปรียบเทียบถึงลักษณะนิสัยแบบผู้ใหญ่ ทั้งในรูปพระราชา นักดื่ม นักธุรกิจ นักภูมิศาสตร์และชายหลงตน ที่ถูกลงความเห็นว่า “แปลกพิลึกเสียจริงๆ” ซึ่งตามท้องเรื่องพบได้มากสุดบนดวงดาวดวงที่เจ็ดที่ชื่อโลกมนุษย์

คงปฏิเสธได้ยากแหละครับว่า “เจ้าชายน้อย” เป็นวรรณกรรมเหน็บแนมอย่างน่ารักแบบหน้าตาย อาการและมุมมอง “เหน็บแนมอย่างน่ารักแบบหน้าตาย” ที่ผู้เขียนเจ้าชายน้อยเลือกใช้นี้มีผลสองประการ คือ หนึ่ง จี้จุดตัวเรากันเองอย่างไม่โวยวายเมื่อหยิบอ่าน (ทำให้น่าเข้าหาอย่างยินยอมมากกว่าจะหนีห่าง ก็หนังสือมันเหน็บเราอยู่นะน่ะ) และสอง เร่งเร้าให้ตัวเราเองทบทวน ยิ้มเยาะ แล้วย้อนกลับสู่ช่วงวัยก่อนความเป็นผู้ใหญ่จะมาเยือน เหตุนี้ผู้ที่ได้อ่านจึงจะพบว่า ยิ่งเติบใหญ่มากขึ้นเท่าไร การอ่าน “เจ้าชายน้อย” จะยิ่งสร้างสภาวะเจ็บปวดมากขึ้นตามไปด้วย มันจึงเป็นหนังสือสำหรับ “ยิ่งโตยิ่งต้องอ่าน” ยิ่งมีมุมมองเติบใหญ่ยิ่งรู้สึกถูกเสียดแทง

ดังนั้น การที่มันถูกปฏิเสธจากตัวละครตั้งแต่เริ่มต้นที่จะเขียนแบบนิทานอย่างที่อยากเขียนจริงๆ มาเป็นเขียนอย่างที่เป็นอยู่แบบปัจจุบันนี้ ก็เพื่อให้สอดรับภาระหน้าที่ของมันเองสำหรับพวกผู้ใหญ่แบบเราๆ ไม่ใช่เราๆ ตอนสมัยเด็กๆ เพราะผู้ประพันธ์เห็นว่า “ผู้ใหญ่ทุกคนเคยเป็นเด็กมาก่อน แต่น้อยคนนักที่จะหวนระลึกได้”

ถึง พ.ศ.นี้ คงพูดได้เต็มปากแล้วว่า หนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์น้อยๆ ไว้ซักซ้อมให้หวนระลึกถึงมุมมอง “ความเป็นเด็ก” ที่ครั้งหนึ่งเคยมีเคยเป็นในตัวเรา ก่อน “ความเป็นผู้ใหญ่” จะมาเยือน

ป.ล. ทุกครั้งที่เจอผู้ใหญ่แบบที่ผมไม่ชอบ (อหังการ โวยวาย วางโต เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง) ผมจะอยากรู้เสมอว่าเขาหรือเธอเคยอ่าน “เจ้าชายน้อย” ไหม หากไม่เคย เขาหรือเธอจะรู้สึกอย่างไรหากได้อ่าน มันเป็นปริศนาถามท้าในใจว่าอยากเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ได้อ่าน ด้วยอยากรู้อย่างลำพังว่าความเป็นเด็กของพวกเขาหรือเธอที่เคยมีเคยเป็นนั้นเป็นอย่างไร และจะรู้สึกอย่างไรเมื่อระลึกรู้ขึ้นมา

  1. Somchai Phloibunna

    55+ ไม่รู้ว่าลุงตู่ เคยอ่านหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจว่าเคยอ่านหรือยัง ว่าจะลองหามาอ่านดู(ฉบับแปลเพราะไม่รู้ภาษาฝรั่งเศส 55+) แต่ผมว่าคนเราทุกคนยังคงมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวทุกคนนั้นแหละ อย่างที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นอหังการ โวยวาย วางโต เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก็มิใช่จะไม่มีในเด็กบางคน อย่างที่สะท้อนในตัวการ์ตูน ไจแอนท์ แต่คาดว่า ที่กล่าวถึงนั้น น่าจะหมายถึงเฉพาะมุมมองด้านบวกของเด็ก ๆ ซึ่งก็มีความเห็นว่า ผู้ใหญ่เราเองก็ควรดึงมุมมองด้านบวกออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ทะลุขอบเขตความรู้เดิมที่มีอยู่ การยอมรับ และฟังผู้ที่อ่อนเยาว์กว่า เหมือนเราฟังเพื่อน ๆ สมัยเราเป็นเด็ก 55+ เรื่องนี้คุยสบาย ๆ คุยกันได้ยาว ๆ เลย ว่าแล้ว ไปลองหามาอ่านดีกว่า 55+

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *