Gift from the Sea

ภาพปก : Principia

 

ฉันยืนมองดูฝูงชนเดินเอื่อยเฉื่อยไปยังทางเข้ารถไฟฟ้าใต้ดิน และถูกดูดกลืนไปตามกระแสลงบันไดเหมือนขยะลอยน้ำไหลลงท่อระบายน้ำ เกือบทุกเช้าที่ต้องเดินทางมาทำงาน ฉันมักจะหยุดมองรถไฟฟ้าที่เคลื่อนทะยานออกไปขบวนแล้วขบวนเล่า มองดูผู้คนที่หลั่งไหลหมุนเวียนสับเปลี่ยนขึ้นลงบันได พลางก้มมองดูการจราจรที่แน่นขนัดเบื้องล่าง บ่อยครั้งที่เมืองใหญ่ทำให้ฉันรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว ห่างเหิน แม้ว่าจะยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน แต่นั้นเหมือนฉันกำลังหลงทางอยู่ในแผ่นดินอันรกร้าง ปราศจากแหล่งน้ำ หรือไม่บางครั้งฉันก็พบว่าบ่อน้ำนั้นแห้งผากไปเสียแล้ว

.

.

ฉันมาถึงที่ทำงานด้วยสภาพที่ยับเยินพอ ๆ กับขยะเปียกชิ้นหนึ่งที่ถูกดึงออกจากท่อระบาย ฉันถอดเสื้อคลุมที่เปียกฝนออก ทิ้งตัวลงบนเบาะหนัง หลับตารวบรวมสมาธิ พยายามรับรู้จังหวะการหายใจ แต่ก็ยังทำไม่ได้ ได้ยินเสียงคนพูดคุย เสียงส้นรองเท้าที่ย่ำลงบนแผ่นกระเบื้อง เสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบบานหน้าต่าง ทุกอย่างช่างลื่นไหลราวกับการกระพือปีกของแมลงยามบินเข้าใกล้

.

.

“ผมไม่อยากให้ความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับพี่จางหายไป เราเลิกกันด้วยดีเถอะ”… ถึงแม้จะพยายามตั้งใจฟังเสียงของหัวใจตัวเองแค่ไหน แต่เสียงที่ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทกลับเป็นเสียงของเขา แม้จะเป็นการสนทนาในช่วงเวลาที่สั้นมากก็ตาม แต่สิ่งที่กังวานออกมาคือคำพูดที่มาจากใจจริง ปราศจากสิ่งขุ่นมัวใด ๆ อย่างน้อยก็เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเขาไม่ใช่การโกหกเพื่อให้ฉันถอยห่าง มันเป็นสิ่งที่เขาอึดอัดและต้องการจริง ๆ

.

.

ฉันกัดริมฝีปากตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ จากนั้นจึงลืมตาขึ้น เอื้อมมือเปิดคอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงหน้า ฉันพยายามสกัดกั้นความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ให้ใครก็ตามสังเกตเห็น ฉันกำลังพยายามทำอะไรอยู่ ที่ผ่านมาฉันเรียกร้องต้องการตัวเขามากกว่าสิ่งใด พยายามยื้อแย่ง หาข้ออ้างมารั้งตัวเขาสารพัด ทั้ง ๆ ที่ฉันรับปากกับเขาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายชีวิตของเขาให้มากกว่าที่ควรจะเป้น เมื่อถึงเวลาต้องมีใครคนใดคนหนึ่งจากไป เขาบอกเช่นนี้เสมอ ฉันพยายามคิดว่าตัวเองยอมรับและเข้าใจมันมาตลอด แต่เปล่าเลย ฉันกลับฟูมฟาย ขอโอกาส เรียกร้องความสนใจจากเขาไม่หยุดหย่อน

.

.

“ความใกล้ชิดกลายเป็นห่าง

คนรู้จักกลายเป็นคนแปลกหน้า

ความปรารถนาดีกลับกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง น่ารำคาญ

ยิ่งอยากดึงดูดกลับยิ่งผลักออกห่าง

ยิ่งพยายาม ยิ่งสิ้นหวัง”

.

.

ในความสัมพันธ์เช่นนี้ ฉันมักมีข้ออ้างกับตัวเองเสมอ เพื่อที่ฉันจะไม่ต้องยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดว่าเราผูกพันกันแค่เพียงชั่วคราว ความสัมพันธ์ของเราไร้ชื่อ ไร้ข้อผูกมัด เราเป็นอิสระต่อกัน … การที่เห็นเขายังพบเจอเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า หรือกำลังจะเริ่มคบใครอย่างจริงจัง เขาคิดเสมอว่าฉันจะอยู่ตรงนั้นในที่ ๆ ฉันสมควรอยู่ ฉันเคยมองดูเขามีความสุขและคิดไปเองว่าความสุขของเขาคือความสุขหนึ่งเดียวของฉัน แต่เปล่าเลย ยิ่งฉันผูกมัดตัวเองแน่นแค่ไหน ก็ยิ่งเหมือนฉันต้องการที่จะคลายเชือกที่ผูกรัดตัวเองไว้เช่นกัน บ่อยครั้งที่ฉันไม่สามารถควบคุมอารมณ์หึงหวงของตัวเองได้ การกระทำของฉันเหมือนเด็กที่หวงของเล่น กลัวเด็กคนอื่นจะมาแย่ง แต่ยิ่งฉันกราดเกรี้ยวกับเด็กคนนั้นมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้ของเล่นชิ้นนั้นหลุดมือไปเร็วเท่ากัน ฉันเกาะเกี่ยวเขาไว้ด้วยความสิ้นหวัง กังวลว่าเขาจะหลุดลอยไป แต่เหมือนยิ่งฉันทำแบบนั้น กลับยิ่งทำให้สิ่งที่ถูกเกาะกุมหมดพลังไปด้วย และวันนี้ก็มาถึง เมื่อวันที่เขาหมดความอดทน

.

.

“ไม่ผิดอะไรหากเราต้องการเป็นหนึ่งเดียวในความรัก

สิ่งที่ผิดคือเงื่อนไขของเวลา

เมื่อใดเราต้องการเป็นหนึ่งเดียวไปเรื่อย ๆ

เมื่อนั้นเรากำลังก้าวพลาด”

.

.

ฉันปิดหน้าจอ หยิบเสื้อคลุม คว้ากระเป๋าและเดินออกไปจากที่ทำงาน พร้อมยื่นจดหมายลาบนโต๊ะของแผนกบุคคล ฉันตรงรี่ไปยังที่พัก ยัดเสื้อผ้าของจำเป็นเพียงน้อยนิดลงกระเป๋าเดินทางใบเล็ก และหนังสือเล่มเล็กบางเฉียบสีน้ำเงินท้องทะเล “Gift from the Sea” ของ Anne Morrow Lindbergh ติดตัวไปด้วย

.

.

.

.

ฉันปิดหนังสือลง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีเวลาได้อยู่คนเดียวแบบนี้ ฉันเหม่อมองไปยังภาพทะเลเบื้องหน้า เกลียวคลื่นกระทบชายหาด สายลมในทิวสน นกนางนวลกระพือปีกช้า ๆ เหนือเนินทราย กลบเกลื่อนจังหวะว้าวุ่นของเมืองใหญ่ที่ฉันเพิ่งจะผละจากมา ฉันตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกดของทะเล รู้สึกผ่อนคลายเสมือนผิวทรายที่ถูกซัดให้ราบเรียบไปกับน้ำทะเล เปล่าเปลือย เปิดกว้าง โล่งว่าง เหมือนแผ่นทรายที่รอยขีดเขียนของอดีตถูกลบล้างโดยกระแสคลื่นแห่งปัจจุบัน

.

.

“Gift from the Sea” เป็นบันทึกการใช้ชีวิตของแอนน์ มอร์โรว์ ลินด์เบิร์กห์ หญิงสาวที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา ผู้ผ่านชื่อเสียง เกียรติยศ โชคชะตา และความผิดหวัง ว้าเหว่ จนตัดสินใจหันเหมาใช้เวลาทบทวนชีวิตบนเกาะห่างไกลเพียงลำพัง จนบันทึกของเธอกลายเป็นหนังสือที่ทรงพลังแห่งการเยียวยา ด้วยภาษาที่งดงาม เรียบง่าย สั่นสะเทือนจิตใจ เพื่อให้เข้าใจความเป็นไปภายในของชีวิตผู้หญิง

.

.

ภายในบันทึก ลินด์เบิร์กห์กล่าวว่า “หากเราไม่สามารถเชื่อมโยงกับคนอื่น ๆ ได้เลย สำหรับเธอ แก่นกลางหรือแหล่งน้ำภายในแห่งนั้น จะถูกค้นพบได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ลำพัง แล้วเราก็จะพบแก่นกลางที่แท้จริงของตัวเอง”

.

.

ฉันปล่อยร่างให้จมลึกบนเบาะผ้าใบ พลางนั่งทบทวน … ที่ผ่านมาฉันเอาแต่วิ่งตามเขา ความเกรี้ยวกราดต่าง ๆ ที่ฉันสาดใส่เขานั้น จนฉันเองกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา หรือแม้กระทั่งกับตัวเอง พฤติกรรมของฉันมีแต่แย่ลงไปทุกวัน ฉันเหวี่ยงอารมณ์ใส่เขาไม่หยุดหย่อน ฉันหลงมัวเมากับสิ่งเพ้อฝัน คาดหวังในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายแล้ว ฉันกลับพบว่าตัวเองกำลังสูญเสียเขาไปทีละน้อยมาเรื่อย ๆ และในที่สุดก็สูญสิ้นทุกอย่าง เหมือนบางสิ่งที่ถูกคลื่นกัดเซาะมาตลอด จนกระทั่งถูกคลื่นลูกใหม่พัดพาไปแบบถอนรากถอนโคน จนไม่เหลืออะไรไว้เลย

.

.

เขาที่ตอนนี้ได้อยู่ในอ้อมกอดอันอ่อนนุ่มของหญิงสาวอีกคน ส่วนฉันเหมือนถูกห่อหุ้มไปด้วยสิ่งที่น่ารังเกียจ ต่อสู้กับตัวเอง ชนะบ้าง แพ้บ้าง หากมันเป็นจุดบอด ฉันก็คงกำลังมีชีวิต โดยมีจุดบอดอย่างเดียวติดตัว

.

.

“ไม่ใช่ความสันโดษทางกายที่ทำให้มนุษย์ห่างเหินกัน ไม่ใช่การแยกจากทางร่างกาย แต่เป็นการแยกจากทางจิตวิญญาณต่างหาก ไม่ใช่เกาะร้างหรือป่าไพรเยือกเย็นที่แยกคุณออกห่างจากคนที่คุณรัก แต่เป็นป่ารกชัฏและผืนทะเลทรายเวิ้งว้างภายในหัวใจ ที่ทำให้เราหลงทางและกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน เมื่อใดที่เรากลายเป็นคนแปลกหน้าของตัวเอง เมื่อนั้นเราจะถูกกันออกจากคนอื่น ๆ ด้วย เมื่อใดเราไม่สามารถสัมผัสตัวเอง เราก็ไม่อาจสัมผัสผู้อื่นเช่นกัน”

.

.

ฉันละสายตาจากภาพความทรงจำ “เขาไม่อยู่แล้ว” มีเพียงเสียงคลื่นและเสียงลมหายใจของฉันเท่านั้นในขณะนี้ ฉันไม่โทษเขาหรอก หากเขาจะหมดความอดทนและเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ช่วงเวลาที่ได้เห็นเขาเติบโตมันงดงาม จนฉันไม่รู้สึกโกรธหรือเกลียด แต่ฉันอิจฉาหญิงสาวคนนั้น ความสดชื่นของเธอนั้นเหมือนเช่นความสดชื่นแรกอรุณของหญิงสาววัยแรกแย้ม ส่วนฉันก็คงเป็นความสดชื่นในยามโพล้เพล้ที่กำลังจะจางหายไปในไม่ช้า

.

.

ฉันยันตัวเองลุกขึ้น และเดินเข้าไปใกล้ทะเล ลมยังพัดแรงตลอดเหมือนอยู่ริมชายหาด น้ำตาที่ไหลออกมา ถูกลมพัดปลิวว่อนเป็นเม็ดจางไปพร้อมกับน้ำทะเลที่ถูกคลื่นซัดมา ฉันเดินมาถึงจุดที่คลื่นสาดถึง ค่อย ๆ เดินลงไป น้ำทะเลท่วมถึงเท้า ขา คอ ฉันค่อย ๆ จมลง ฉันดำลึกลงไปในทะเล ฉันต้องปล่อยเขาไปจากใจ ยัดความทรงจำเกี่ยวกับเขาลงไปในหีบสมบัติ ก่อนที่จะทิ้งมันลงใต้ท้องทะเลลึก ที่ ๆ ฉันจะไม่มีวันกลับมาเจอมันอีก

.

.

“ฉันจดจำเธอไว้

ในฐานะใครบางคนที่ฉันต้องการลืม

ทว่าในเวลาเดียวกัน

ในฐานะใครบางคนที่ฉันอยากให้ค้นพบ

ค้นอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระทั่งฉันไม่สามารถจดจำอีกต่อไป

ว่าเธอเคยเป็นเช่นไรครั้งหนึ่งนั้น”

.

.

ฉันโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ หายใจรับเอาอากาศ ก่อนจะพลิกตัวหงายขึ้น ถึงแม้ท้องฟ้าในยามที่ดวงอาทิตย์ลอยต่ำจะไม่สดชื่นเหมือนยามรุ่งอรุณ แต่แสงสีที่ผสมกลมกลืนอยู่นั้นกลับแต่งแต้มผืนฟ้าให้สวยงามชวนมองอย่างน่าหลงใหล ทั้งมีมิติลึกลับ ลุ่มลึกน่าค้นหา ทั้งยากลึกเกินจะคาดเดา ฉันลอยคออยู่บนผิวน้ำอยู่เนิ่นนานก่อนที่จะว่ายกลับขึ้นฝั่ง ในท้ายที่สุดแล้วฉันก็มีโอกาสที่จะถามตัวเองว่าฉันต้องการอะไร อยากทำอะไร สนใจตัวเองให้มากกว่าสนใจคนอื่น สิ่งที่ฉันต้องการจริง ๆ กลับไม่ใช่เขา แต่เป็นความรู้สึกของฉันจริง ๆ ถึงแม้ฉันจะยังรักเขาอยู่ แต่ฉันจำต้องปล่อยเขาไป ฉันไม่อาจยื้อแย่งทำลายอนาคตของเขาได้ลง ฉันควรดีใจที่เขามีชีวิตที่สวยงาม ถึงแม้ไม่มีฉันอยู่ในอนาคตของเขาก็ตาม ในที่สุดแล้วฉันก็ไม่อาจทำลายสะพานความสัมพันธ์ของเรา คงจะเหมือนที่เขาบอก ฉันไม่ควรทำลายความทรงจำดี ๆ ของเราไปมากกว่านี้ ฉันเอามือวางทาบบนท้อง ก้มมองดูสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งชีวิตที่ฉันต้องดูแล ฉันยิ้ม เดินหยิบกระเป๋าและขึ้นฝั่งไป

.

.

เสียงคลื่นดังสะท้อนอยู่เบื้องหลัง ความอดทน ความศรัทธา และการเปิดกว้าง คือสิ่งที่ทะเลพร่ำสอน รวมทั้งความเรียบง่าย สันโดษ และความไม่แน่นอน … นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

.

.

“ชีวิตเคลื่อนที่ต่อไป

เท่าที่เหลืออยู่

สิ่งที่เคยมีร่วงหล่นตามทาง

เก็บเกี่ยวสิ่งใหม่ขึ้นมา

เพื่อทำร่วงหล่นไปอีก

เสียดาย เสียใจ โหยหา อาวรณ์

แต่ชีวิตก็เคลื่อนต่อไป

เท่าที่เหลืออยู่

ต่อไป ต่อไป ต่อไป

หล่นหาย หล่นหาย หล่นหาย

อยากเก็บไว้ทุกอย่าง

แต่เก็บได้เพียงบางอย่าง

และสุดท้ายก็สูญทุกอย่าง

เคลื่อนต่อไปจากสิ่งที่เหลืออยู่

เก็บบางสิ่งขึ้นมาเยียวยา

ให้ยังพอมีพลังเคลื่อนต่อไป

ตราบวันสุดท้าย

ที่บางครั้งดูเหมือนเนิ่นนานเหลือเกิน”

.

.

หนังสือ : ของฝากจากทะเล (Gift from the Sea)

ผู้เขียน : Anne Morrow Lindbergh

ผู้แปล : จณัญญา เตรียมอนุรักษ์

สำนักพิมพ์ : openbooks

ขอบคุณรูปหนังสือจากสำนักพิมพ์ openbooks

และขอบคุณข้อความให้กำลังใจดี ๆ จาก นิ้วกลม http://www.facebook.com/Roundfinger.Book

 

  1. “เมื่อใดเราไม่สามารถสัมผัสตัวเอง เราก็ไม่อาจสัมผัสผู้อื่นเช่นกัน”

    เป็นสิ่งสำคัญเลยนะ คนเรามักจะไม่เป็นมิตรกับตนเอง ทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ ต้องหาสิ่งอื่นมาดึงดูดความสนใจออกนอกตัวเสมอ ทั้งที่เป็นบุคคล หนังสือ ภาพยนตร์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ คงจะเป็นการดีหากแต่ละวันเราจะหาเวลามาสัมผัสตัวเองกันบ้าง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *