เพราะโลกมันแบน#5: ตลาดกับความคาดหวัง ชีวิตที่มารวมกันของผู้คนที่ดิ้นรนไม่มีวันจบสิ้น

ภาพปก : Principia

 

“ทุกคนต้องทำมาหากิน” เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกไว้ตอนที่ผมไปถามว่าทำไม คน ๆ หนึ่ง ถึงทำอะไรแบบนี้ได้
-นั่นสิ-  ในการดิ้นรนต่อสู้กับชีวิต บางทีเรื่องถูกผิดอาจสำคัญน้อยกว่าปากท้อง… 

 

ตลาด – พื้นที่ที่คนมาแลกเปลี่ยน มันก็เหมือนโลกอีกใบที่ย่อส่วนลงมา ให้เห็นชัด ๆ ว่าอยู่ในพื้นที่ซื้อขาย เช่นเดียวกับโลกใบนี้ ที่แม้จะมีเรื่องอื่นมากมายให้คิด ให้ทำ และเฝ้าสังเกต แต่พอเจาะลึกจริง ๆ มันก็คืออาณาเขตค้าขาย มีจีดีพี คอยขับเคลื่อนแอบซ่อนอยู่ในทุก ๆ เรื่อง และทุก ๆ กิจกรรมของมนุษย์ 

แก้วเบียร์ในมือถูกเกาะด้วยหยดน้ำ สะท้อนแสงจากหลอดไฟเปลือยตามร้านค้าส่องสว่างแตกต่างกัน ขาวบ้าง เหลืองบ้าง แต่ให้อารมณ์ไม่ต่างกัน แข่งขันขับส่องเพื่อปากท้องของตัวเอง ผมนั่งรอแฟนที่กำลังง่วนกับการขายของ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่เรามาขายของตลาดนัด ยอดขายดี อาจเป็นเพราะความใหม่ของสินค้าที่เรานำมาขาย การกระจายจึงง่ายและสร้างความตื่นเต้นให้ทั้งลูกค้าที่มาประจำและแม่ค้าใกล้เคียงมาคอยสอบถาม อุดหนุน และทำความรู้จัก แฟนผมก็ขาเมาท์ ส่วนผมก็นั่งเก็บเรื่องราวอยู่รอบ ๆ พบว่าการค้าขายได้เงินคล่องกว่าก้มหน้าก้มตาเป็นมนุษย์เงินแบบที่ผมทำอยู่มาก  

     “งานสบาย ขายของ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใครให้เขาโขกสับ” ผมคิด  

 

คงเพราะช่วงนี้ผมเครียดกับการทำงานพอสมควร ทั้งขัดแย้งกับลูกน้อง และเหนื่อยกับนโยบายใหม่ที่บริษัทจัดให้ เพื่อให้สามารถพัฒนาทั้งคนและบริษัท –เหรอ? – มันจึงเกิดความลังเล สับสน คิดมาก อยากลาออก ไปทำอะไรที่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่อยากทำตามกระแสแต่อยากทำตามความกระหาย การออกมาเริ่มค้าขายกับแฟนจึงอาจจะเป็นการปูทางอะไรซักอย่าง  

     “พี่ไม่ได้มาวันเสาร์ เพราะไปขายที่ร้อยเอ็ด เพราะพี่อยู่ร้อยเอ็ด เลยมาแค่วันพุธ พี่มลแม่ค้าร้านใกล้ ๆ บอกผมหลังจากเธอแวะมาทักทายแถมอุดหนุนชุดนอนไปให้ลูก 2 ตัว แฟนผมบอกพี่มลว่าเราก็เป็นคนร้อยเอ็ด แต่มาทำงานที่นี่ ถนนคนเดินที่ร้อยเอ็ดคนเยอะน่าจะขายดี “ไม่หรอก มีแต่คนเดิน ไม่มีคนซื้อ เขาน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นถนนคนซื้อ จะได้มีคนซื้อกันบ้าง พี่มลบอกพร้อมโบกมือปฏิเสธเรื่องยอดขาย  

     ในยุคนี้ทำอะไรไม่ใช่เรื่องง่าย และความตายก็อยู่ใกล้เหลือเกิน ทั้งตายจริง ๆ และตายเพราะไร้สภาพคล่อง

พี่มลเลือกชุดเสร็จยื่นให้ใส่ถุง แฟนผมบอกว่าจะลดค่าชุดให้เป็นพิเศษ แต่แกปฏิเสธบอกว่าไม่ต้อง เก็บไว้ลดให้ลูกค้าเถอะ พวกนี้เขาชอบต่อ ห้าบาท สิบบาทก็เอา ขอให้ได้ต่อ แต่พี่เองไม่ค่อยลดหรอก… ความจริงเราก็ขายให้ได้นะ แต่สงสารขาประจำ คนที่เดินมาหาเราบ่อย ไม่พูดมาก ชี้เลือก เก็บพับ ยัดเข้าถุงยื่นเงินแลกเปลี่ยน ยิ้มแย้มแล้วจากไป ลูกค้าเหล่านี้เข้าใจเรา เขาบอกว่าถ้าหนูต่อ พี่ก็อยู่ไม่ได้ ถ้าพี่อยู่ไม่ได้แล้วหนูจะไปซื้อกับใคร ถ้าเราไปลดให้คนที่ถามหาแต่ผลประโยชน์ จะไม่โกรธตัวเองหรือ ที่หักหลังลูกค้าที่รักเรา… เราเป็นแม่ค้า กำไรเท่าไหร่เรารู้ แต่ความเจ็บปวดและความลำบากที่ซ่อนอยู่ไม่มีใครมองเห็น… พ่อค้า แม่ค้า ต้องสร้างภาพลักษณ์มากมายเพื่อปกปิดตำหนิเอาไว้ ฉีกหน้ายิ้มรับลูกค้าแม้ว่าจะกวนตีนซักแค่ไหน” พี่มลพูด 

ผมเห็นด้วย บางทีคนเราเลือกต่อราคาเพราะต้องการ “อภิสิทธิ์” ที่ตนถูกผู้ที่อยู่เหนือกว่าริดรอนไป พยายามหาช่องว่าง หาทางเข้าลับที่คนทั่วไปไม่ได้สัมผัส ยิ่งคิดว่าได้ส่วนลด ได้โปรโมชั่น หรือได้อะไรที่คนอื่นไม่ได้กันแล้ว มันจะเติมเต็มหัวใจที่แหว่งเว้าของตนได้ จึงไม่แปลกที่คนเหล่านี้จะพยายามมาหาผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากส่วนลด จนกลายเป็นเหยื่อการตลาด ลูกค้าได้ของราคาถูกจนคิดว่าตนฉลาด และพ่อค้าก็ได้เงินจากคนฉลาดเหล่านั้น

แต่ที่น่าหดหู่คือการใช้อำนาจกับความไม่เป็นทางการของชาวบ้านผู้ทำมาค้าขาย ของในห้างแพง -ิบหาย ไม่ต่อสักคำ หน้าดำคร่ำเครียดรอเวลาราคาลด แต่แม่ค้าคลองถมก้มหน้าหารายได้ไปวัน ๆ  กลับต่อรองพร้อมว่ากล่าว จะเป็นจะตายกับการไม่ได้ส่วนลด อยากให้กลับไปคิด แม่ค้าไม่ได้รวยขึ้นหรอกถ้าไม่ลดให้ลูกค้า และก็เชื่อว่า ลูกค้าก็ไม่ได้จนลงเพราะต้องจ่ายราคานี้ ทุกอย่างถูกคิดมาแล้ว สมดุลแล้ว แม้จะมีคนบางกลุ่มขายเกินราคา แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่า ลูกค้าสร้างภาพลักษณ์นี้มาเอง อยากต่อนัก ก็เลยขึ้น เพราะจะได้ลดมาอยู่ตรงที่ต้องการ Win Win กันไป…

พี่มลเคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ครั้งที่มาขายของวันแรกว่า แต่ก่อนแกไปอยู่มาเลเซีย 11 ปี ก่อนย้ายกลับมาอยู่บ้าน ที่สืบไปสืบมาก็ย่านเดียวกันกับแฟนผม น่าจะรู้จักกัน แต่การพลัดถิ่นดิ้นรนทำให้ต้องเดินทาง ไปหาสิ่งที่ดีแก่ชีวิตและครอบครัว สู่แดนศิวิไลซ์ที่ใคร ๆ ก็อิจฉา แต่สรุปสุดท้ายจากการตามหาความฝันเป็นเวลาหลายปี กลับกลายเป็นการทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับมาที่จุดเริ่มต้น… กลับมาที่ ๆ เรียกว่า “บ้าน” 

พี่มลรับของ ยิ้มให้พวกเราแล้วจากไป… 

 

สองทุ่มแล้ว ตลาดเริ่มวาย แต่เรายังเอารถออกไปไหนไม่ได้ ต้องรอให้พ่อค้าแม่ค้าเจ้าอื่นที่อยู่หน้าตลาดออกไปก่อน พวกอยู่ตรงกลางถึงจะทยอยออกไปได้ ท้องเริ่มหิว ลูกเริ่มงอแงบอกว่าทำไมนานจังกว่าจะได้กลับ ต่างกับพ่อค้าแม่ค้าที่บ่นว่าทำไมลูกค้าหมดเร็ว ทุกอย่างสวนทาง คนอยากไปกับคนอยากอยู่ เหมือนกับงานที่ผมทำ “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า” 

ผมเดินออกมาหาซื้ออะไรไปให้ลูกกิน เจอพี่ลิขิตลูกค้าบริษัทผม แกทักทายถามว่ามาทำอะไร ผมบอกว่ามาขายของพร้อมชี้โบ้ชี้เบ้ไปทางแผงที่อยู่อีกฟาก แกพยักหน้ารับรู้ว่าอยู่ตรงนั้น แต่คงไม่รู้หรอกว่าตั้งอยู่ตรงไหน เราทั้งสองเดินตีคู่กันไปหาอะไรกิน 

“ทำงานเราต้องมีเป้าหมาย มุ่งมั่น แล้ว Passion จะทำให้เราสำเร็จ” พี่ลิขิตพูดตอนรู้จักกันใหม่ ๆ แกตั้งมั่นกับธุรกิจขายตรงที่แกทำอยู่มาก ๆ ผมพยักหน้ารับ พี่ทำงานโรงแรมมา 10 ปีไม่เคยได้รับการยอมรับ แต่มาทำธุรกิจขายตรง กลับมีคนนับถือ มีคนสนใจ มีคนมอบพลังให้ เป็นแรงใจที่แกไม่เคยได้รับมาทั้งชีวิต” ผมเห็นแววตารับรู้ได้ว่าแกมีความสุข สนุกการเดินไปหาลูกค้า เข้าหาคนที่รู้จักเพียงเพื่อได้รับการปฏิเสธ ปัดป้อง และดูถูก พี่ลิขิตบอกว่า “เขาไม่เข้าใจแค่นั้นเอง” แกเก็บรอยยิ้มเหือดแห้งของเพื่อนฝูงและคนที่ส่ายหน้าเดินหนีเหล่านั้น มาผลักดันตัวเองให้สำเร็จตามเป้าหมายระดับอัญมณีสำคัญที่แกอยากได้ 

“ไม่มีอะไรง่ายหรอก ถึงพี่ทำงานบริษัทตำแหน่งดี ๆ แบบน้อง พี่ก็ต้องขยันอยู่ดี” แกยิ้มให้กับความเท่ของคำพูดตัวเอง แต่คนเราอยู่ได้ด้วยความรู้สึกดีที่อยู่ภายใต้ต่างหาก วันนี้หากน้องไม่มีความสุข เงินเดือนแค่ไหนน้องก็อยากออก แต่กลับกัน ถ้ามันคือความปราถนา ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็สู้… ว่าไหม?”  ผมเงียบ ไม่รู้จะตอบอะไร ในใจก็อยากบอกว่า ตอนนี้ผมไร้ความสุขกับสิ่งที่ทำ แต่ความสุขในเรื่องราวและบนใบหน้าของแกหุบปากผมไว้… 

     แล้วอะไรที่ทำให้ผมไม่มีความสุข? 

พี่ลิขิตไปแล้ว ผมได้สองสามอย่างมาแกล้มเบียร์ที่กับป้อนลูกที่วิ่งเล่นกัน รถหน้าตลาดออกไปได้เยอะพอควร อีกหน่อยผมคงเก็บร้าน

เรื่องของพี่ลิขิตทำให้ผมนึกถึงอาชีพไลฟ์โค้ช คนเหล่านี้ใช้ความเชื่อ ใช้ศรัทธาขับเคลื่อนชีวิต ยอมรับแบบแมน ๆ ว่าผมคิดว่า อาชีพขายตรงยังดีกว่าอาชีพกูรู อย่างน้อยก็มีสินค้า มีบริการจับต้องได้ แต่กูรูเหล่านี้เป็นความเชื่อล้วน ๆ การปลุกระดม การมอบพลัง ในวงการขายตรงเขาเอามากระตุ้นลูกทีมแบบฟรี ๆ แต่โค้ชเหล่านี้เอามาขายเอาเงิน… ผมคิดแบบนั้น 

แต่เอาเข้าจริงก็ได้เรียนรู้อีกนั่นแหละ จากบทสัมภาษณ์กูรูชื่อดัง ในนิตยสารออนไลน์ค่ายใหญ่ที่พึ่งเปิดตัว ใจความสำคัญบอกว่า ไลฟ์โค้ช อาชีพที่โดนดูถูกมากที่สุดอาชีพหนึ่ง -เออว่ะ กูแหละคนหนึ่ง- สายตาของคนที่ไม่เชื่อถือกลุ่มอาชีพเหล่านี้มีมากมาย บ้างก็ว่ามาหลอกลวง บ้างก็ว่าจับต้องไม่ได้ บ้างก็ว่ามันคือลัทธิมอมเมา 

     “เปล่า ทุกคนพอใจที่จะจ่ายในสิ่งที่ตนเองคิดว่า”
คำตอบในคอลัมน์นั้นบอกผม คุณใช้มือถือตามที่คุณอยากได้ คุณกินอาหารตามที่คุณอยากกินและจ่ายไหว หัวใจและเรื่องของศรัทธาก็เป็นเรื่องที่คุณเป็นคนเลือก แม้แต่การไม่เลือกก็ยังเป็นทางเลือกอันหนึ่ง กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพโค้ช ก็มีตัวจริงตัวปลอม มีการรับรองของแท้และใบเซอร์ฯ เถื่อน เหมือนทุกวงการนั่นแหละ ย่อมมีคนได้คนเสีย เข้าวัดยังมีเลือก พระบ้าน พระปฏิบัติ และพระปลุกเสก เอาอะไรไปชี้ว่าอันไหนดีกว่ากัน มาตรฐานคุณหรือมาตรฐานใคร ทุกอย่างมีความยากง่ายของมันทั้งนั้น 

              ความจริงใจมีอยู่จริง พอ ๆ กับการหลอกลวง  

 

แฟนผมนั่งนับเงินด้วยใบหน้าแห่งความสุข เธอไม่เคยขายของตลาด ไม่กล้าตั้งราคา สินค้าของเรามีกำไรไม่เกินตัวละห้าสิบ แต่ความตั้งใจเลือกสินค้ามาขายของเธอเกินร้อย น่าแปลกใจที่ตอนเราขายอาหาร ผักจานนิดเดียวเรากล้าตั้งกำไรกว่าสองเท่า แต่เมื่อมาขายของแบบนี้ จะตั้งราคาแต่ละทีคิดแล้วคิดอีก จะตั้งสูงเผื่อต่อก็ไม่กล้ากลัวคนเดินหนี จะตั้งให้พอดีแต่ลดไม่ได้ก็ลำบากใจ สุดท้ายก็ขายไปตามมีตามเกิด ตามแต่ที่เราพอจะทำได้ 

   “อยากมีเงินมากกว่านี้” เธอบอกผม จะได้เอามาลงทุนเพิ่ม เราซื้อมาขายไปหมุนเวียนไปแบบนี้น่าจะพอมีเงินเก็บบ้าง ผมคิดต่างแต่ก็ไม่แปลก คงเพราะผมทำงานบริษัท ใช้ระบบ กำไรขาดทุน หากยังไม่เห็นกำไรก็ไม่ควรเพิ่มทุน แต่ทฤษฎีเดียวกันใช้ไม่ได้กับทุกเรื่อง ต้องเรียนรู้ ต้องชำนาญ เข้าใจและคลุกคลีถึงจะทำเป็น ทำได้ ผมเลยไม่ได้โต้แย้งอะไร เพราะยังไงเราก็ยังไม่มีทุนตรงนี้ ทำสิ่งที่มีให้คล่อง ให้ไปได้เสียก่อน 

  “ขายของลิขสิทธิ์ ระวังโดนนะ” พ่อค้าขายเสื้อเหมือนกันเดินมาทัก เราสองคนมองหน้ากัน แต่ไม่พูดอะไร ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ  “เรารับของถูกลิขสิทธิ์มาขายนะ” เราคิด แต่อย่างว่าถ้าวันนี้มีคนมาจับก็ต้องไปพิสูจน์กันอีกที เพื่อน ๆ ก็บอกว่าพ่อค้าแม่ค้าบางทีเขาก็อิจฉาว่าเราขายดี แต่บางทีก็มีมาจับปรับกันเห็น ๆ เรายังไม่รู้วิธีการที่ถูกต้อง สิ่งที่เราคิดว่าถูกมันอาจจะผิดก็ได้ ยิ่งภายใต้กฏหมายที่เปลี่ยนได้ทุกเวลาแล้วแต่มาตรา 44 นั้น จะทำอะไร เถียงอะไรกับรัฐก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งผู้ใช้กฏหมายก็คอยสอดส่องหาช่องโหว่ตรงนี้สร้างผลประโยชน์อยู่เสมอ คิดแล้วก็หน้าเห็นใจคนไร้เสียง ที่แม้แต่ตอนที่มีการเลือกตั้งยังถูกกีดกันชนชั้น ไม่ต้องพูดถึงช่วงเวลาที่อยู่ใต้ลายพลางที่ผู้นำเห็นปากท้องสำคัญน้อยกว่าเรือดำน้ำและพยายามผลักดันทางเดินรอบเจ้าพระยามากกว่าส่งเสริมห้องสมุดติดแอร์ให้คนเข้ามาหาความรู้ 

“ทุกคนต้องทำมาหากิน” ผมคิดอีกครั้ง

ของถูกเก็บไปหมดแล้ว ชีวิตในตลาดเริ่มวาย แสงไฟเริ่มหดหาย เศษถุงเศษขยะปลิวว่อนรอให้เจ้าหน้าที่มาปัดกวาด ทุกคนมีหน้าที่ ทุกคนมีอาชีพ คนกวาดถนนเขาจะมีความสุขกับสิ่งที่เขาทำไหม? ผมถามตัวเอง ก่อนจะสารัตถะได้ว่า  

การทำงานไม่ว่าอาชีพไหน ๆ ก็ต่างมีอุปสรรค ไม่มีงานที่ดีที่สุดในโลก มีแต่งานที่คุณอยากทำที่สุดในโลก แม้คนที่ชื่อว่าประสบความสำเร็จที่สุดในพิภพ ก็ต้องเคยลังเลว่าทางที่ตนเองเลือกถูกต้องหรือไม่ ต้องเหนื่อย ต้องท้อ ต้องถอย และต้องปล่อยวางให้ปัญหามันท่วมหัวบ้าง แต่คนที่จะไปต่อได้คือคนที่กลับมาขีดเขี่ยปมเหล่านั้นออกที่ละน้อย คิดค้นหาวิธีการจัดการกับมัน เลือกวิธีที่ดีที่สุดที่จะจัดการอุปสรรค การหนีปัญหาก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่มันทำให้หายใจต่อไปได้อีกหน่อยแค่นั้นเอง เพราะไม่ว่าคุณจะหนีไปทางไหน ก็ต้องเจอปัญหาใหม่ ๆ อีกอยู่ดี 

     ผมยังคงอยากลาออกมาขายของ แต่ก็มองเสียใหม่ว่าคงไม่ง่ายอย่างที่คิด ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการกับปัญหาเสียก่อน กลับไปเจอมันอีกสักตั้ง ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มความสามารถกันอีกสักครั้ง มีความสุขกับสิ่งที่ทำให้ได้ เพราะถ้าทำไม่ได้ หนีไปทำอะไรก็คงไร้ความสุขอยู่ดี… 

โลกเรายังคงเต็มไปด้วยการแข่งขัน ในที่ทำงานก็มีช่วงชิงผลงาน ในบ้านก็แก่งแย่งอำนาจ ในรัฐก็มีการรัฐประหาร ในทุกส่วนของประเทศนี้ ทุกพื้นที่ของมนุษย์คือการดิ้นรนทั้งนั้น

เพราะเราอยู่ในตลาด และทุกคนต้องทำมาหากิน การตัดสินถูกผิดเกือบจะเป็นไปไม่ได้ ทุกคนมีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือการทำหน้าที่ของตน เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า 

อะไรทำให้เรามีความสุข? 

 

 

imonkey

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *