The Diary

(ปกรอง)

   

                             สมุดบันทึกของ

                  

                   ницолус  вицтор  иванов

                   

                    ( นิโคลัส วิกเตอร์ อิวานอฟ )





1- (หน้าถัดไป)

  


  8 สิงหาคม 1941

 

     สมุดบันทึกเล่มนี้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่ 12 ของผม  พ่อซื้อให้ เพราะพ่อรู้ดีว่าผมชอบเขียนบันทึกมาก

ส่วนแม่อบขนมปังลูกเกดชิ้นโตให้กินวันนี้ เอวาให้ของขวัญเป็นช็อกโกแลตแท่งหลายอัน ผมแอบเอาที่เหลือใส่ไว้ในตุ๊กตาแม่ลูกดกที่วางบนตู้ชั้นหนังสือด้วย


     ผมมีความสุขมากๆ แม้ว่าเราจะกำลังอยู่ท่ามกลางเสียงระเบิดก็ตาม



2- (ถัดไปหลายแผ่น)

   


   29 สิงหาคม 1941

     


    มีเสียงปืนใหญ่และเสียงระเบิดดังเป็นระยะ มีตึกและบ้านห่างไปแค่สามสี่ช่วงตึกถูกระเบิดจนพังหมด มีไฟไหม้  ตึกบางหลังพังจนไม่เหลือซาก


   แม่สอนผมกับน้องให้หลบใต้เตียงถ้าได้ยินเสียงสัญญาณเตือน ผมกับเอวาทำทีหลบระเบิดกันสนุกสนาน จนแม่เอ็ดว่าอย่าทำเป็นเล่นไป



3- (ถัดไปหลายแผ่น)

    


    16 กันยายน 1941


    วันนี้ผมไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว แม่บอกว่าโรงเรียนโดนระเบิดเมื่อคืน แต่ความจริงผมกับน้องก็ไม่ได้ไปโรงเรียนมานานแล้ว เพราะข้างนอกอันตรายมาก มีเสียงระเบิดเสียงปืนใหญ่ดังอยู่เรื่อยๆ

 

     แม่เลยให้ผมกับน้องอยู่แต่ในบ้าน คอยสอนหนังสือน้องเวลาแม่ไปรับปันส่วนอาหาร น้องสาวผม เธอเป็นเด็กฉลาด ตอนนี้เขียนหนังสือได้หลายตัวแล้ว



4-  (ถัดไปอีกหลายแผ่น)



   2 ตุลาคม 1941

    

    แม่บอกให้ผมช่วยปิดหน้าต่าง และอุดช่องตามประตูเพื่อป้องกันอากาศที่หนาวเย็นด้านนอก ในบ้านเย็นมาก แม่บอกว่าตอนนี้ถ่านกับน้ำมันหายากมากต้องประหยัด 

   

    ปีนี้อากาศหนาวมากจริงๆ อาหารเริ่มขาดแคลน อาหารที่ได้ปันส่วนมาก็น้อยลงมาก เพราะศูนย์เก็บเสบียงถูกทิ้งระเบิดไปหลายวันก่อน


  แม่เริ่มเอาสมุดหนังสือบนชั้นมาเผาเพื่อให้ห้องของเราอุ่น ผมเอาช็อกโกแลตที่ซ่อนไว้มาแบ่งกับเอวาสองคน เธอดีใจมาก



5- (กระดาษหน้าก่อนๆ ถูกฉีกขาดไปหลายสิบแผ่น)



   27 ตุลาคม 1941

 


    แม่ฉีกเอาสมุดบันทึกของผมไปหลายหน้าเพื่อจุดไฟในเตาผิง ผมขอร้องแม่ว่า ผมขอแค่สมุดเล่มนี้ ผมรักมันมาก อย่าเอาไปเผา แม่ก็อนุญาต


   ผมไม่โกรธแม่ เพราะอากาศหนาวมาก น้ำในท่อปะปาแข็งเป็นน้ำแข็ง เราได้แต่เอาก้อนน้ำแข็งวางใกล้เตาให้ละลายเพื่อใช้ดื่มกิน


    บนถนนมีหลุมบ่อจากระเบิดมากมาย มีผู้ใหญ่บางคนขุดหลุมเพื่อเอาน้ำบนถนนที่ยังไม่แข็งมาดื่มกินก็มี

แต่ที่แย่ที่สุด คือวันนี้พ่อบอกพวกเราว่าจะไปร่วมรบด้วย ท่านจะไปคุ้มครองขบวนเสบียงที่จะส่งมาเพื่อบรรเทาการขาดแคลนอาหาร


ผม เอวากับแม่ นั่งกอดกันร้องไห้เมื่อเห็นพ่อแบกเป้เดินออกประตูไป

    


6- (สี่หน้าถัดไป)



   12 พฤศจิกายน 1941

 

    แม่บอกให้ผมหาผ้าที่เหลือในตู้ออกมา เอามาห่มให้เอวา น้องดูหนาวและตัวเย็นเฉียบ น้องคงไม่สบาย

 

    แม่ขอขนมปังชิ้นเล็กของผมเพื่อเอาไปทำซุปให้น้อง แม่เอาขนมปังของแม่ใส่ลงด้วย เราสองคนทานแค่ส่วนที่เหลือจากน้องกิน ผมหิวมากทีเดียว



7- (สามแผ่นถัดไป)

  

    25 พฤศจิกายน 1941

 

    แม่ให้ผมไปรับปันส่วนอาหารแทน เพราะเอวาไม่สบายมาก ตัวเธอซีดและผอมลงมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัวเท่าไหร่

   

     ตอนเดินไปรับปันส่วนอาหาร ผมเห็นคนลากศพไปสุสานหลายศพ จู่ๆ มีผู้ชายผอมแห้งวิ่งมาพยายามแย่งบัตรแลกอาหารจากมือ แต่เขาก็อ่อนแอเกินไป เขาจึงถูกผมเอาตัวดันล้มลงแน่นิ่งไป ผมรีบวิ่งหนีและเก็บบัตรไว้มิดชิด



8- (หลายหน้าถัดไป)

 


   16 ธันวาคม 1941


    วันนี้ขนมปังมีกระดาษหนังสือพิมพ์ปนอยู่ในเนื้อ เมื่อวานมีขี้เลื่อย แต่ผมว่าวันนี้ขนมปังอร่อยกว่ารสขี้เลื่อย


    มองลงไปที่นอกหน้าต่าง มีคนเอาไม้ทุบหมาที่ฝั่งถนนตรงข้าม แม่บอกว่าเขาคงจะเอาไปกิน ผมสงสารมันจัง

 


    17 พฤศจิกายน 1941



     วันนี้ขนมปังรสขี้เลื่อยอีกแล้ว แต่แม่เจอหนูตัวใหญ่ที่นอนตายหลังตู้เสื้อผ้า แม่เอาย่างกับกองไฟที่ตอนนี้แม่เอาเก้าอี้ในห้องมาเผาเพื่อจุดไฟ

     หนูก็พอกินได้ ดีกว่าหิวและมีแต่ขนมปังให้กิน

 

     แต่เอวากินอาหารไม่ได้เลย  แม่นั่งร้องไห้เงียบๆ มาสองสามวันแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะลุงทหารที่มาเมื่อวานหรือเปล่า แม่คุยกับเขาซักพักก็วิ่งเข้าไปในห้องอยู่หลายชั่วโมง



9- (ถัดไปอีกสองสามหน้า)

    

    24 พฤศจิกายน 1941

    

      ผมถูกปลุกแต่เช้า แม่บอกว่าให้รีบไปรับอาหารแล้วรีบกลับ แม่ดูผอมซูบลงมาก ผมเพิ่งสังเกตุ

 

      ระหว่างทาง ผมเดินผ่านบ้าน ลอไลน่า เพื่อนที่โรงเรียน แอบเห็นพ่อของเธอลากศพเข้าไปในบ้าน

 

       ผมเล่าให้แม่ฟัง แม่บอกว่า พ่อของลอไลน่าคงจะขโมยเอาบัตรอาหารจากศพนั่น

 

       พรุ่งนี้ผมจะลองค้นๆ ตามศพที่เดินเจอระหว่างทาง เราอาจได้ขนมปังเพิ่มอีกซักชิ้นสองชิ้น




10- (ถัดไปหลายหน้า)

    


     17 ธันวาคม 1941

 

      ผมตื่นมาไม่เห็นเอวาตรงเบาะหน้าเตาผิง ผมถามแม่

 แม่บอกว่า เอวา ไปอยู่บนสวรรค์แล้ว

 ผมอยากกอดลาเธอ แต่แม่บอกว่า เอวา เป็นเด็กดี เทวฑูตมารับเอาตัวเธอไปแล้ว ไม่ต้องห่วงน้อง แล้วแม่ก็ร้องไห้


      ผมก็เลยร้องบ้าง ผมถามแม่ว่าแล้วเราจะบอกพ่อว่ายังไง

      แม่กอดผมร้องไห้หนักกว่าเดิม บอกว่า      

   “พ่อไปรอเอวาบนสวรรค์แล้ว” ผมร้องไห้กอดปลอบแม่ บอกว่าเราอยู่กันสองคนก็ได้




11- (หน้าถัดไป)  

  



     18 ธันวาคม 1941


    เสียงระเบิดจากการระดมยิงด้วยปืนใหญ่ดังแต่เช้า

    

  แต่ที่แย่กว่าคือ ดินสอแท่งสุดท้ายของผมกลายเป็นเชื้อไฟแล้ว

 

   ผมเก็บเอาเศษถ่านไม้จากซากบ้านที่ไหม้ ระหว่างทางตอนไปรับอาหารมาเขียนแทน


    วันนี้เจอ คาลอฟ เพื่อนร่วมชั้นของผม เขาอยู่ในชุดผ้าห่มผืนเดียว มารอรับอาหาร


   ผมแปลกใจที่ปกติไม่เคยเจอเขา

 

    คาลอฟ บอกว่าแม่เขาไม่สบาย แม่นอนปลุกไม่ยอมตื่น เขาลากแม่ไปหน้าเตาผิงทั้งคืน แม่มองหน้าเขา แต่แม่ก็ยังไม่ตื่น แม่ตัวเย็นเหมือนน้ำแข็ง แล้วเขาก็นั่งนิ่งถือขนมปังในมือไม่พูดไม่จา

  


    ผมคิดว่าแม่ของคาลอฟ คงตายแล้ว แต่คงยังไม่ได้ไปสวรรค์แบบพ่อกับเอวา คงต้องรอนางฟ้ามารับ เพราะถ้าพวกเขาเป็นคนดี คนดีจะได้ไปสวรรค์

 


 19 ธันวาคม 1941

 

   วันนี้แม่ทำซุปเนื้อให้กิน แม่บอกว่าแม่เจอกระต่ายตัวใหญ่ในพงหญ้าหลังตึก

แต่แม่ไม่กินด้วย พอผมตักซุปเข้าปาก แม่ก็ลุกออกจากโต๊ะ เดินโซเซไปขังตัวเองในห้องนอน

 

   แม่คงอยากให้ผมทานเยอะๆ เพราะตอนนี้ผมก็ผอมและแทบไม่มีแรงเหมือนกัน


   ผมเหลือซุปไว้ เผื่อแม่จะลุกมาทานตอนดึก




12- (หลายหน้าถัดไป)

  


    27 ธันวาคม 1941

 

    วันนี้ระหว่างที่ไปรับอาหาร มีผู้ชายคนนึงเดินตามมา เขาบอกว่าที่บ้านเขามีขนมปังเยอะ จะแบ่งให้


     ผมไม่เชื่อเขา เพราะถ้าเขามีขนมปังเยอะ เขาจะผอมจะเห็นกระดูกขนาดนั้นได้ยังไง เขาต้องโกหกเพื่อจะขโมยขนมปังผมแน่ๆ



13-  (หน้าถัดไป)

    


     3 มกราคม 1942

 


     วันนี้ผมอ๊วกมาตลอดทางกลับบ้าน ผมเห็นชายผอมโซหลายคน กำลังกัดกินขาของศพผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนอยู่ข้างถนน


     ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง ผมรีบเดินโซเซกลับบ้าน เล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง

  

      น่าแปลกที่แม่ร้องไห้  แม่หยิบถ้วยซุปเนื้อมาให้ผม แล้วแม่ปาดน้ำตาตักซุปใส่ปาก แค่คำเดียว แม่ก็อ๊วกออกมากองที่พื้น ผมรีบเอาเศษผ้ามาเช็ด




14- (สองหน้าถัดไป)

 

   

    17 มกราคม 1942

  

     แม่เริ่มนอนทั้งวัน ไม่ทานอาหาร  ผมพยายามขอร้องแม่ให้ทานอะไรบ้าง แต่แม่ได้แค่ส่ายหน้า

 

      ตอนนี้แขนแม่เล็กพอๆ กับแขนของผมแล้ว

 

     ผมก็แทบจะหมดแรงเพราะหิว แต่ผมจะลองทำอะไรให้แม่ทานดู อาจเป็นขนมปังต้มกับกระดาษของสมุดบันทึกของผม



15- (กระดาษถูกดึงขาดไปหลายสิบแผ่น)

   


      1 กุมภาพันธ์ 1942

 

     ผมพยายามปลุกแม่ แม่ไม่ตื่น แม่ตัวเย็นเฉียบ

 แม่คงตายแล้ว ผมได้แต่นั่งร้องไห้ ว่าทำไมนางฟ้าจากสวรรค์ไม่มารับแม่ไปอยู่กับพ่อและเอวา


      ทุกคนไปกันหมดแล้ว ทิ้งผมไว้แค่คนเดียว

                

                (กระดาษยับย่นเหมือนเปียกน้ำ)



16- (หน้าถัดไป)

 

    4 กุมภาพันธ์ 1942

 

    วันนี้หนาวมาก

 

     ผมเอาผ้าห่มของแม่มาเผาแล้ว แทบไม่เหลืออะไรเป็นเชื้อไฟ หนาวจัง หิวด้วย

 


      5 กุมภาพันธ์ 1942

   

     ผมจะไปขอขนมปัง และหาน้ำที่ขังตามถนนดื่ม ผมหิวมาก ผมคงต้องทิ้งแม่ แล้วออกไปข้างนอกแล้ว

      ผมจะลองออกไปหาอะไรที่พอกินได้ข้างนอกนั่น



17- (บันทึกจบลงถึงหน้านี้เท่านั้น)

                     

                      

                     —————————————

  

    

    ในช่วงฤดูหนาวที่ผิดปกติในช่วงปี 1941-1942 เป็นช่วงที่รัสเซียถูกกองทัพของเยอรมัน (นาซี) เข้าปิดล้อมเมือง เลนินกราด  

 

    จากการถูกปิดล้อมที่ยาวนาน ผู้คนต่างพากันอดอยากอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตอื่นที่เคลื่อนไหวได้ถูกจับมากินประทังชีวิต ทั้งวัว กระต่าย หนู หรือแม้แต่ สุนัข กระทั่งศพที่เกลื่อนกราดตามท้องถนนก็มีร่องรอยการถูกกัดกิน


   จนมีบางรายงานของกองกำลังรัสเซียในตอนนั้น ที่มีการระบุถึงการทำร้ายและฆ่ากันเพื่อเอาศพไปเป็นอาหาร จนมีเพลงที่เด็กเอามาร้องดัดแปลงกันในตอนนั้น มีเนื้อประมาณว่า


 “ ร่างผอมโซเดินมา
ด้วยท่าทางไร้ชีวิต
ในตะกร้าเขามีก้นศพ

‘ฉันมีเนื้อคนเป็นมื้อกลางวัน
ชิ้นนี้หล่ะ!
ฮึ ความหิวที่แสนโศกา!
แน่นอนสำหรับมื้อเย็น
ฉันอยากได้ทารกน้อย
ฉันจะเอาจากเพื่อนบ้าน
    โดยขโมยเขาออกจากเปล’ ”


 __________________________



ขอไว้อาลัยแด่ทุกชีวิตที่สูญเสียไปจากสงครามทั้งมวล ไม่ว่าจะทางตรงและทางอ้อมโดยผลพวงของสงคราม




หมายเหตุ : บันทึกด้านบนเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นเท่านั้น







   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *