จุติ-นวนิยายที่ดีที่สุดในภาคภาษาไทยที่เคยได้อ่าน

นับจากชาติ กอบจิตติ และกนกพงศ์ สงสัมพันธ์ ก็เป็นที่ยอมรับกันในแวดวงวรรณกรรมร่วมสมัยแล้วว่า “อุทิศ เหมะมูล”เป็นนักเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์หนักลึกที่ดีที่สุดคนหนึ่งในภาคภาษาไทยที่เคยมีมา และในปีนี้เขาจะปล่อย “ร่างของปรารถนา” นวนิยายเรื่องใหม่สู่สายตาผู้อ่าน

ในปี พ.ศ. 2552 เมื่อครั้งนวนิยาย “ลับแล, แก่งคอย” ตีพิมพ์ออกมา ก็สร้างความเกรียวกราวทางวรรณกรรมว่ามันเป็นนวนิยายที่ทรงพลังที่ได้อ่านในรอบหลายปี และปีนั้น “ลับแล, แก่งคอย” ก็คว้ารางวัลสำคัญอย่างซีไรต์มาครอง แม้เมื่อ “ลักษณ์อาลัย” พิมพ์ออกมาจะมีเสียงชื่นชมแต่ก็เงียบกว่าเล่มก่อน และอีกสามปีถัดมาเมื่อนวนิยาย “จุติ” ถือกำเนิด เสียงของผู้อ่านและนักวิจารณ์ก็ตอบรับเกรียวกราวอีกหน ว่า “จุติ” เป็นนิยายไทยที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ดีเท่าที่ภาษาไทยจะเอื้ออำนวยให้ดีได้–คุณสฤณี อาชวานันทกุล

“จุติ” นวนิยายไตรภาคเมืองแก่งคอยเล่มท้ายสุด (หลังจาก “ลับแล, แกงคอย” และ “ลักษณ์อาลัย” แต่ละเล่มอ่านแยกขาดกันได้) เป็นนวนิยายขนาดเกือบห้าร้อยหน้าที่แบ่งเป็นห้าภาคห้าสิบเจ็ดตอนที่แต่ละภาคต่างมีน้ำเสียงและทฤษฎีทางวรรณกรรมที่ต่างกันไป (เล่มนี้เล่มเดียวใช้เรียนวิชาวรรณกรรมได้ทั้งเทอมเลยครับ) โดยแต่ละตอนจะมีสิ่งที่เรียกว่าทฤษฎีและชั้นเชิงทางวรรณกรรมน่าตื่นตะลึงให้ติดตามและหยิบจับ ใครที่สนใจงานทำนองตำนานมีกลิ่นอายสัจจะนิยมมหัศจรรย์ก็สามารถหยิบจับได้จากภาคแรก(แม่เฒ่าอภินิหาร) หรือใครที่ชอบน้ำเสียงแบบล้อเลียนละครหลังข่าวที่ถมทับบนเรื่องการสร้างความเป็นผู้หญิงในสังคมชายเป็นใหญ่ก็หาอ่านได้จากบทที่สาม(ชะตาลิขิตดาว) ซึ่งเหมาะมากสำหรับผู้สนใจแนวคิดสตรีนิยม รวมทั้งหมดพูดได้ยาก ว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือแยกขาดจากกันสิ้นเชิง มีโมงยามที่งานเกาะเกี่ยวกันอย่างมีเอกภาพเมื่อได้อ่าน แต่เมื่ออ่านแยกทีละบทก็อ่านได้เช่นกัน (แต่ไม่มัน อ่านเรียงกันไปเพลินกว่า) มันเป็นอย่างที่ผู้เขียนโปรยนำไว้ทำนองว่า “เป็นเรื่องเล่าผจญภัย เล่นล้อ ท้าทายความทรงจำและการสร้างความทรงจำ เสมือนเป็นการจุติซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเรื่องเล่าที่เป็นไปตามยุคสมัยและชั้นเชิงลีลาสกุลทางวรรณกรรม” แค่เปิดเรื่องด้วยการเดินทางของดวงจิตเล็กๆที่แฝงฝังใต้พิภพ ในแก่นไม้ต้นทะลอก โยกย้ายไปยังสิงสาราสัตว์และเกิดกลายมาเป็นคน ด้วยลีลาแบบตำนานพงศาวดารอย่างช่ำชอง แค่นี้นักอ่านอย่างผมก็ร้องหลาย “โอ้โฮ” แล้วครับ

“เห็นเนื้อหนังเหี่ยวย่นที่แขนยายนี้ไหม เอ้า เข้ามาดูใกล้ๆ จับได้ถ้าอยากจับ ยายดูยายจับทุกวันแหละ ดูแล้วจับแล้วก็ระลึกถึงสมัยเก่าก่อน ตั้งแต่สมัยยายยังไม่เกิดโน่นแหละ ตั้งแต่สมัยยายยังเป็นแค่ดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณที่มีความระลึกได้ ย้อนกลับไปเมื่อโลกครั้งบรรพกาล ผืนแผนดินส่วนใหญ่เป็นเนื้อเดียวกัน มียื่นมียุบมีหลุมมีเนิน บางที่อยู่ไกลบางที่อยู่ใกล้ วิญญาณระลึกรู้ของยายอยู่ใต้ดิน อยู่ในครรภ์โลก ยายนอนหลับอยู่ตรงนั้นเป็นพันล้านปี มีเสียงก้องกัมปนาทครั้งใหญ่ ไกลเหมือนใกล้ มีเสียงกรีดร้องระงม อยากจะรู้จนตัวสั่นว่าเกิดสิ่งไรขึ้นแต่รู้ไม่ได้เพราะอยู่ใต้ดิน สักพักทุกสิ่งก็เงียบสงัด ยายหลับไปอีกเป็นล้านปี”

แล้วพอถึงฉากกำเนิดโลก อุทิศก็เปรียบเปรยการกำเนิดราวกับบทรักอัศจรรย์แบบวรรณคดีโบราณอย่างถึงแก่นว่า

“…รอบๆตัวยายมีการเคลื่อนไหว เดี๋ยวเคลื่อนเข้าเคลื่อนออก เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง บดเบียดเสียดสีกันอย่างเร่าร้อน วู่หวิววาบหวามด้วยสายลม ยะเยือกสะท้านระริกไหว อัคนีเหลวถะถั่งจากปล่องไฟ ไหลอาบลานราบลุ่มเนืองนอง…”

ความดีงามที่ “จุติ” บันดาลแก่ผู้อ่านมีสองระดับ ระดับแรก มันเป็นนวนิยายภาคภาษาไทยที่เห็นผลชัดเจนที่สุดเล่มหนึ่งว่า ทฤษฎีทางวรรณกรรมที่ใช้สร้างมีผลต่อเรื่องเล่าอย่างเต็มเปี่ยมอย่างไรบ้าง (ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะว่ามีหนังสือบางเล่มที่ใช้ทฤษฎีทางวรรณกรรมแนวต่างๆในการสร้างเรื่อง แล้วผู้อ่านอาจรู้สึกว่ามันไม่ส่งผลต่อเรื่องที่เล่าเลย) อ่านจุติแล้วจะเห็นเองแหละครับ เพราะมันโดดเด่นเตะตาทีเดียว โดยเฉพาะภาคที่หนึ่งกับภาคสาม

ความดีงามถัดมาคือ อุทิศยังคงเป็นผู้ช่ำชองทางภาษาที่ล้วงได้ลึกลงไปในเรื่องที่เขาเล่าอย่างละเอียดและระทึกใจ อ่านไปก็ใจเร่าร้อนไหวๆตามการเกิดดับของตัวละครและวิมานก่อนการกำเนิดโลกและความเป็นไปของสังคมรอบตัวละครที่เขาสร้าง

ผู้เขียนไม่รู้สึกติดขัดกับภาคสุดท้าย (การเกิดมีและดำรงอยู่ของมายา) ที่บางท่านเห็นว่าคลี่คลายง่ายไป หรือไม่เชื่อความคิดและน้ำเสียงตัวละครที่เล่าเรื่อง ความอึดอัดติดขัดที่มีอยู่บ้างสำหรับผู้เขียนคือ ภาคที่สอง (การผจญภัยในโลกสมคบคิดของ ดร.สยาม) อาจเป็นวุฒิภาวการณ์อ่านและตัวเรื่องก็เป็นได้ที่ทำให้ตามเรื่องได้อย่างไม่ปะติดปะต่อจากกลวิธีการเขียนที่ซับซ้อนแปลกใหม่ เพราะคล้ายมีเชิงอรรถเล่าย้อนและซ้อนในเรื่องเล่าอีกชั้นหนึ่ง รวมทั้งตัวเรื่องก็เหน็บหยอกระบบราชการ สังคมและการเมืองอยู่ในที “กาลเวลาในระบบราชการไหลเวียนเหมือนกระแสไฟเอื่อยๆ” โดยใช้น้ำเสียงลวงๆผ่านภาษาแบบวัยรุ่นยุคคอมพิวเตอร์ “ชีวิตเรานี้แปลก (บ๊ะ แค่พูดถึงก็รู้สึกสดชื่น)” ทว่าด้วยภาษาและน้ำเสียงเหน็บหยอกล้อเลียน ทำให้บทนี้สนุก ตลก รวมทั้งท้าทายให้อ่านให้ได้อยู่ดี และเมื่อเติบใหญ่ก็จะสนุกกับสิ่งที่ผู้เขียนเหน็บหยอกล้อเลียนมากขึ้นเป็นแน่

ใครที่ชอบ “ลับแล,แก่งคอย” ก็น่าจะจุใจกับ “จุติ” เป็นแน่ ระหว่างรอเล่มใหม่ที่จะมาถึง ก็ชวนซื่อๆ ว่าอยากให้ได้อ่านกัน

  1. อยากกลับไปอ่านที่ซื้อเก็บไว้เลย นี่กำลังเคลียร์ลักษณ์อาลัยอยู่พอดีเลยครับ

    • อ่านจบแล้วเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ จะรอๆ

  2. มะกอกอ่อน

    อยากไปอ่านเลยครับ เคยลิสต์เรื่องนี้ไว้ในใจ แต่ยังไม่ได้อ่านสักที ตอนนี้คงถึงเวลาแล้ว

    • อ่านแล้วกลับมาแรกเปลี่ยนคุยกันได้นะครับ ยินดีเสมอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *