‘เนื้อสัตว์ Stem Cell’ อาหารทางเลือกในอนาคต

เป็นไปได้ไหมที่เราสามารถกินเนื้อสัตว์ได้โดยไม่ต้องฆ่าสัตว์?

ประโยคข้างบนคงจะถูกใจบรรดาคนรักสัตว์ (แต่ก็รักเนื้อสัตว์เช่นกัน) มากแน่นอน ถ้าย้อนไปสักหลายสิบปีที่แล้วความคิดนี้คงถูกมองว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าเราอยากกินเนื้อก็ต้องล่า ต้องฆ่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา Dr. Mark Post จาก Maastricht University ทำให้สิ่งนี้เป็นจริงโดยใช้ประโยชน์จากสเต็มเซลล์ หลายๆคนคงคุ้นเคยกับคำว่า สเต็มเซลล์ เป็นอย่างดี ความเข้าใจโดยทั่วไปคือสามารถใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคได้ แต่คงมีไม่กี่คนทราบว่าสเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้เช่นกัน

สเต็มเซลล์คืออะไร?

สเต็มเซลล์ หรือ เซลล์ต้นกำเนิด คือเซลล์ที่ยังไม่ได้ถูกกำหนดว่าจะเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์อะไร แบ่งออกใหญ่ๆได้ 2 ประเภท คือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (Embryonic Stem Cell) และ สเต็มเซลล์จากเซลล์ที่เจริญเต็มวัย (Adult Stem Cell)

 

 

 

esc_poster_comp2_rev2cells_bfa
ภาพการแบ่งเซลล์หลังจากปฏิสนธิ >>Photo from : stemcellgurus.wordpress

สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (Embryonic Stem Cell)จะเกิดเมื่ออสุจิและไข่ปฏิสนธิกัน หลังจากนั้นเซลล์ไข่จะเกิดการแบ่งตัว ในระยะแรกเราเรียกเซลล์ไข่ทั้งใบว่า ‘ไซโกต (Zygote)’ ในแง่ของสเต็มเซลล์ ถือว่ามีศักยภาพในการเจริญเติบโตแบบ ‘Totipotent Stem Cell’ (Toti หมายความว่า ทั้งหมด) ดังนั้น Totipotent Stem Cell จึงหมายถึง สเต็มเซลล์ที่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์อะไรก็ได้ทุกส่วนของร่างกาย หลังจากนั้นไซโกตจะแบ่งตัวเพิ่มขึ้นและพัฒนามากขึ้น จนเข้าวันที่ 4-5 ไซโกตจะเริ่มฝังตัวเข้ากับผนังมดลูกแต่ก็ยังคงแบ่งเซลล์ต่อจนใหญ่ขึ้นเรียกว่า ‘บลาสโตซิส (Blastocyst)’ บลาสโตซิสถือเป็นต้นกำเนิดของสเต็มเซลล์ที่สำคัญ จากรูปข้างบนจะเห็นว่าเซลล์วันที่ 5-7 นั้นใหญ่ขึ้นและมีเซลล์ที่แบ่งตัวรวมกันอยู่ข้างใน เราเรียกเซลล์เหล่านั้นว่า ‘Inner Cell Mass’

Inner Cell Mass ก็คือสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน หรือ Embryonic Stem Cell นั่นเอง ดังนั้นถึงมีข้อถกเถียงด้านจริยธรรมในการใช้สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน เพราะการจะเอา Inner Cell Mass ออกมาอาจเป็นการทำลายเอ็มบริโอหรือตัวอ่อนซึ่งเปรียบเหมือนการฆ่าคนหนึ่งคน

Inner Cell Mass มีศักยภาพในการเจริญเติบโตแบบ ‘Pluripotent Stem Cell’ (Pluri หมายความว่า มากมาย) ดังนั้น Pluripotent Stem Cell จึงหมายถึงสเต็มเซลล์ที่สามารถเจริญเติบโตเป็นอวัยวะได้เกือบทุกส่วนของร่างกายยกเว้นรกและสายสะดือ Dr. Shinya Yamanaka นักวิทยาศาสตร์จากญี่ปุ่นค้นพบวิธีที่สามารถเปลี่ยนให้เซลล์ที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วกลับมามีความสามารถเป็นสเต็มเซลล์ในระยะ Pluripotent นี้ได้อีกครั้ง เรียกว่า ‘Induced Pluripotent Stem Cell หรือ iPS’ ซึ่งการค้นพบนี้เขย่าวงการแพทย์และเป็นที่ฮือฮาอย่างมาก ถือเป็นใบเบิกทางในการรักษาโรคโดยการใช้สเต็มเซลล์แบบไม่ผิดจริยธรรมและทำให้เขาได้รางวัลโนเบลในปี 2012

สเต็มเซลล์จากเซลล์ที่เจริญเต็มวัย (Adult Stem Cell) ก็คือสเต็มเซลล์ที่ได้จากร่างกายหลังคลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว เซลล์เหล่านี้ถือว่ามีศักยภาพในการเจริญเติบโตแบบ ‘Multipotent Stem Cell’ (Multi หมายความว่า หลายสิ่ง) ดังนั้น Multipotent Stem Cell จึงหมายถึงสเต็มเซลล์ที่สามารถเติบโตไปเป็นเซลล์หลายประเภทแต่ว่าต้องคล้ายกันเท่านั้น เช่น สเต็มเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cell) จะสามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดประเภทต่างๆได้ เช่น เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เกร็ดเลือด หรือ สเต็มเซลล์ต้นกำเนิดระบบประสาท (Neural Stem Cell) ก็สามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์ประสาทและเซลล์ค้ำจุนระบบประสาทได้ โดยที่สเต็มเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจะไม่กลายไปเป็นเซลล์ระบบประสาทและสเต็มเซลล์ต้นกำเนิดระบบประสาทก็จะไม่กลายเป็นเซลล์เม็ดเลือด

สเต็มเซลล์แบบ Multipotency อย่างเช่นสเต็มเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ปัจจุบันถูกนำมาใช้รักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบเลือดและโรคทางพันธุกรรม เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคไขกระดูกฝ่อ และโรคธาลัสซีเมีย ด้วยวิธีปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดนี้ สามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคเหล่านี้ได้แต่ก็ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังปลูกถ่ายที่อาจอันตรายถึงชีวิต

หลังจากที่อธิบายมาหลายบรรทัด ก็มาถึงพระเอกของวันนี้ซะที นั่นก็คือ สเต็มเซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์ (Mesenchymal Stem Cell) ที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตแบบ Multipotent Stem Cell กล่าวคือจะสามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์ไขมัน เซลล์กระดูก เซลล์กระดูกอ่อน และเซลล์กล้ามเนื้อได้ ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์นี้สามารถพบได้ทั้งในไขกระดูกสันหลัง สายสะดือจากรก ฟันน้ำนม ฟันคุด และเซลล์ไขมันในชั้นผิวหนัง

lab-grown-burger-mark-post
Photo from : REUTERS/David Parry

สิ่งที่ Dr. Mark Post ทำในปี 2013 ก็คือ คัดเลือกสเต็มเซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์จากเซลล์กล้ามเนื้อของวัว เพื่อนำออกมาเลี้ยงด้วยอาหารที่ประกอบไปด้วยสารต่างๆที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและเหนี่ยวนำให้สเต็มเซลล์มีเซนไคม์พัฒนาไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน เซลล์กระดูกอ่อน แน่นอนว่าสิ่งที่ได้จากการทดลองก็จะเป็นชั้นเนื้อที่มีเซลล์เหล่านี้ปนๆกันอยู่ เมื่อเลี้ยงเซลล์ได้ในปริมาณที่เหมาะสมจึงนำชั้นเนื้อเหล่านั้นมาบดและคลุกด้วยเครื่องปรุงต่างๆแล้วย่างเพื่อทำเนื้อเบอร์เกอร์

02labverstratepost
Dr. Mark Post (ขวา) และ เพื่อนร่วมงานในแล็บที่ Maastricht University >>Photo from : New Harvest
cultureflasks
รูปจากห้องเล็บของ Dr. Mark Post — ต้องใช้ชั้นเนื้อถึงสิบชั้นจากจานทดลองในการทำเนื้อแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งแผ่น ดังนั้นถ้าต้องการเนื้อทั้งหมดในแฮมเบอร์เกอร์ ยังต้องใช้จานทดลองมากกว่าที่โชว์ในรูปนี้ >>Photo from: Daan Luining

หลังจากนั้นในปีเดียวกัน Dr. Mark จัดงานแถลงข่าวเรื่องเนื้อสัตว์สเต็มเซลล์ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายในงาน เขาได้นำเนื้อสเต็มเซลล์มาย่างให้ผู้ร่วมโต๊ะแถลงกับเขา Hanni Rutzler นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารและ Josh Schonwald นักข่าว  ชิมกันบนโต๊ะระหว่างพูดคุยอีกด้วย

“เนื้อสัมผัสที่รับรู้ในปากก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเนื้อนะ แต่เหมือนว่าขาดไขมันไปหน่อย เวลากัดแล้วเหมือนกินเบอร์เกอร์สมัยก่อน” – Josh Schonwald

“มันมีรสชาติเข้มข้นมาก ใกล้เคียงเนื้อ แต่ฉันคิดว่ามันจะนุ่มกว่านี้” – Hanni Rutzler

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ลองชิมเนื้อสเต็มเซลล์นี้ เพราะแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้นที่ทำจากเนื้อสเต็มเซลล์มีมูลค่าสูงถึง 11,550,000 บาท เลยทีเดียว ที่แพงขนาดนี้เป็นเพราะ Dr. Mark ทำงานวิจัยครั้งนี้ในแล็บ (Laboratory Scale) นักวิจัยต้องผลิตชิ้นเนื้อซ้ำๆหลายพันครั้งเพื่อให้ได้เนื้อแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งก้อน มูลค่าของแฮมเบอร์เกอร์จึงรวมเงินค่าจ้างความรู้และทักษะของนักวิจัย ค่าเสียเวลา และค่าอุปกรณ์แล็บที่มีราคาสูงเอาไว้

ปัจจุบันในประเทศสหรัฐอเมริกา มีบริษัทที่ขายเนื้อสเต็มเซลล์โดยเฉพาะชื่อว่า Memphis Meat ปิดตัวด้วยเนื้อวัวเสต็มเซลล์ แต่ว่าตอนนี้มีทั้งเนื้อไก่สเต็มเซลล์และมีทบอลสเต็มเซลล์เป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดออกวางขาย

ในวิดีโอกล่าวถึงการผลิตเนื้อสเต็มเซลล์ของบริษัท Memphis Meat ซึ่งแสดงให้เห็นว่าได้ขยายปริมาณการผลิตจากแค่ในระดับแล็บสู่ระดับโรงงานอุตสาหกรรมเพราะใช้ถังขนาดใหญ่ในการผลิตคล้ายๆกับโรงงานผลิตเบียร์ เจ้าของบริษัท คุณหมอ Uma Valeti กล่าวถึงเป้าหมายของบริษัทว่ามีแนวคิดง่ายๆเพียงแค่เขาและทีมงานต้องการจะเปลี่ยน ‘วิธีที่ทำให้ได้เนื้อสัตว์มากินบนจาน’ เท่านั้น ด้วยหลักการของเนื้อสเต็มเซลล์ทำให้ไม่ต้องฆ่าและทรมานสัตว์มากมาย เพราะวิธีการนำเซลล์กล้ามเนื้อของสัตว์ออกมาง่ายและไม่ทำให้สัตว์บาดเจ็บ รวมถึงยังลดปริมาณการปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่เกิดจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ลงถึง 90% และช่วยลดปัญหามลพิษทางดินและน้ำที่เกิดจากฟาร์มปศุสัตว์ได้อย่างดี

ไม่แน่ว่าในอนาคตอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ถ้าความนิยมในการบริโภคเนื้อสเต็มเซลล์เพิ่มมากขึ้นจนทำให้ราคาเนื้อถูกลงและมีบริษัทผลิตเพิ่มมากขึ้น เนื้อสเต็มเซลล์อาจจะกลายเป็นขวัญใจของคนรักสัตว์และเป็นทางเลือกใหม่ของวงการอาหารโลกก็เป็นได้

อ้างอิง

http://www.new-harvest.org/mark_post_cultured_beef

http://www.memphismeats.com/

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *