AllWrite – First Flight

พวกเราแอดมินของ BOOKster.blog ทั้งแปดคนเป็นขาเมาท์ค่ะ ชอบเมาท์กันถึงประเด็นต่างๆตั้งแต่เรื่องเล็กๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆหรือตั้งแต่เรื่องไร้สาระสุดๆสู่เรื่องที่มีสาระสุดๆได้ “AllWrite” จึงถือกำเนิดขึ้น เป็นบทความที่พวกเราทั้งแปดจะเขียนถึงประเด็นต่างๆในมุมมองของแต่ละคนร่วมกัน หัวข้อในวันนี้คือ “First Flight” หรือการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของพวกเรานั่นเอง จะเป็นอย่างไรบ้าง เชิญอ่านกันได้เลยค่ะ 🙂

 


 

ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งได้นั่งเครื่องบินครั้งแรกตอนอายุ 26 เองค่ะ เนื่องจากที่บ้านชอบขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดแบบ Road Trip ก็เลยไม่ต้องนั่งเครื่องบินไปไหน ตอนนั้นนั่งจากดอนเมืองไปสนามบินเชียงรายกับเพื่อนอีก 4 คนก็เลยไม่กังวลอะไรมาก มีเรื่องลุ้นระทึกอย่างเดียวคือสแกนกระเป๋าไม่ผ่านเพราะกระเป๋าอุปกรณ์อาบน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วยขวดสบู่ แชมพู โฟมล้างหน้าเป็นของเหลวเกิน 100 ml ทั้งสิ้น!

ถ้าใครเคยขึ้นเครื่องบินจะทราบว่าห้ามพกของเหลวเกิน 100 ml ติดตัวขึ้นเครื่องเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารคนอื่นๆเนื่องจากอาจจะเป็นกรด สารพิษ หรือสารเคมี แต่ว่านั่นเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของเรา (โดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลใดๆทั้งสิ้น) เกือบต้องทิ้งทุกอย่างลงถังขยะ เดชะบุญเจ้าหน้าที่อนุญาตให้วิ่งออกไปเพื่อย้ายใส่กระเป๋าที่จะโหลดใต้ท้องเครื่องได้

หลังจากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา มีเหตุให้ต้องนั่งเครื่องบินติดๆกันอีกสองครั้ง ซึ่งไม่มีครั้งไหนที่สแกนกระเป๋าผ่านตั้งแต่รอบแรกเลย ครั้งที่เสียค่าโง่จริงๆคือตอนนั่งเครื่องบินกลับจากญี่ปุ่น ตรวจตราอย่างดีว่าเอาอุปกรณ์อาบน้ำทุกชิ้นใส่กระเป๋าโหลดใต้เครื่องเรียบร้อย ตอนที่สแกนกระเป๋าไม่ผ่านก็ใจแป้วเพราะคิดว่าเช็คมาอย่างดีแล้ว ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่หยิบถุงของฝากออกมาถุงใหญ่ เราหน้าเสียทันทีเลยค่ะ เพราะในถุงนั้นประกอบไปด้วยครีมสารพัดยี่ห้อ ทั้งที่เป็นของเหลวและเป็นกระปุก รวมกันน่าจะเกือบ 10 ชิ้นได้ ที่สำคัญเป็นของที่บรรดาเพื่อนๆฝากซื้อทั้งนั้น ไม่มีของตัวเองสักกระปุก หลังจากเอาไปตรวจเช็ค เจ้าหน้าที่ให้เอาครีมขึ้นเครื่องได้ 2 กระปุกเล็กๆ (เป็นเซรั่มเข้มข้นและเป็นสองชิ้นที่แพงที่สุด) นอกนั้นต้องทิ้งทั้งหมด

น้ำตาจะไหลเพราะว่าของทุกชิ้นไม่มีใครฝากเงินมา เราออกเงินไปเองทั้งหมด และเมื่อกลับมามือเปล่าจะไปเก็บเงินเพื่อนก็ไม่กล้า แต่ก็มีอยู่สองสามคนเห็นใจช่วยออกเงินให้ซาบซึ้งมาก หลังจากนั้น (จนถึงตอนนี้) ก็ยังเข็ดขยาดเครื่องสแกนอยู่ (หลังจากทริปญี่ปุ่น ทริปต่อมาก็ยังคงสแกนกระเป๋าไม่ผ่าน สรุปนั่งเครื่องบินสี่ครั้งแรกสแกนกระเป๋าไม่ผ่านเลยสักครั้ง … แต่หลังจากครั้งนั้นจนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยไม่ผ่านอีกเลย)

-booksterA-

 


 

ฉันได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกตอน ป.3 ค่ะ ตอนนั้นบินจากกัวลาลัมเปอร์มาหาดใหญ่ ^-^

คือตั้งแต่เด็ก ทุกๆปิดเทอม ฉันจะต้องเดินทางไปหาคุณแม่ที่สิงคโปร์-มาเลเซียอยู่เป็นประจำ ซึ่งโดยปกติ ก็มักจะเดินทางด้วยรถทัวร์เป็นหลัก แต่รอบนั้น คุณพ่อดันหาซื้อตั๋วรถทัวร์ที่จะกลับหาดใหญ่ให้ทันวันเปิดเทอมไม่ได้เลย ทำให้ต้องตัดสินใจพาฉันกลับเมืองไทยทางเครื่องบินแทน จำได้ว่าคุณแม่ดูเหมือนจะตื่นเต้นมากที่ฉันจะได้นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรก ในขณะที่ฉัน ซึ่งยังเด็ก ไม่รู้หรอกว่าเครื่องบินคืออะไร เอาแต่ดีใจที่คุณแม่จะตามมาส่งฉันขึ้นเครื่องบินถึงกัวลาลัมเปอร์เลยเชียวนะ เพราะมันหมายความว่าฉันจะมีเวลาอยู่กับคุณแม่นานขึ้นอีก 555555+

พวกเรา 3 คนนั่งรถทัวร์จากรัฐยะโฮร์บารูขึ้นมายังกัวลาลัมเปอร์ และพักโรงแรมที่นั่นหนึ่งคืนก่อนจะพาฉันไปขึ้นเครื่องบินในช่วงบ่ายของวันถัดไป จำได้ว่าตอนคุณพ่อจูงมือพาเข้า Gate ต้องบอกลากับคุณแม่แล้ว ตอนนั้นอยากจะร้องไห้ออกมามาก แต่เพราะคุณแม่บอกว่า อย่าร้องไห้นะ บนเครื่องบินมีคนเยอะ เดี๋ยวคนอื่นจะหนวกหูเอา ก็เลยไม่กล้าร้องออกมา ได้แต่เดินตามคุณพ่อไปเรื่อยๆ (ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการเช็คอิน โหลดกระเป๋า ผ่าน ต.ม. หรืออะไรใดๆทั้งสิ้น รู้แค่ว่าเดินไกลมากกกก)

บนเครื่องบิน . .
มีคนเยอะเหมือนที่คุณแม่บอกจริงๆ ที่นั่งของฉันอยู่ตรงกลาง มีคุณลุงคนนึงนั่งข้างๆฝั่งริมหน้าต่าง ส่วนคุณพ่อนั่งฝั่งทางเดิน ทุกอย่างดูแปลกตาและสว่างจ้าไปหมด ทำเอาลืมคุณแม่ไปเลย 555555+ ฉันจำดีเทลอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากเรื่องที่นั่งบนเครื่องบินเยอะกว่าบนรถทัวร์ เบาะก็เอนได้น้อยกว่ามาก (เข็ดหลังกับปวดคอเลย) หน้าต่างก็เล็กนิดเดียว แต่ห้องน้ำดูดีกว่าบนรถทัวร์เยอะ แถมเวลาที่เครื่องขึ้นหรือแตะพื้นก็รู้สึกสนุก ไม่ได้รู้สึกกลัว ไม่ได้ลุ้น ไม่ได้ภาวนาในใจเหมือนที่ชอบเป็นตอนโตเลย ^-^

ความทรงจำเกี่ยวกับการขึ้นเครื่องบินครั้งแรก (ครั้งนี้) ที่ชัดเจนที่สุดและฉันจำมันได้ดีชนิดที่ใครถามก็สามารถตอบออกมาอย่างฉะฉานในทันที ก็คือ ตอนที่ชะเง้อมองไปที่หน้าต่าง คุณลุงข้างๆหันมายิ้ม พร้อมกับยื่นคิทแคทในมือมาให้ ฉันพูดขอบคุณคุณลุงแล้วก็หยิบมันมาแกะใส่ปากกิน

สำหรับฉัน . .

“ฉันได้กินคิทแคทครั้งแรกตอนขึ้นเครื่องบินครั้งแรก และมันอร่อยมากกกกกก ไม่มีคิทแคทไหนอร่อยเท่าตอนนั้นอีกแล้วล่ะ”

– lalajinx

 


 

หากจะพูดถึงการบินแหวกว่ายไปบนทิวเมฆกว้างไกล ลอยได้เหมือนนกท่องไปในท้องฟ้ากว้างครั้งแรกในชีวิต คงต้องย้อนไปไกลกว่ายี่สิบปี

หากพูดถึงการขึ้นเครื่องบิน (ถ้าไม่นับการขึ้นไปบนเครื่องบินที่พังแล้ว เอามาดัดแปลงทำร้านอาหาร) นับเป็นความน่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับเด็กชายวัยรุ่นในขณะนั้น โดยเฉพาะการเข้าห้องน้ำบนเครื่อง


“ระวัง โดนโถส้วมดูดก้นนะ มันเป็นระบบสูญญากาศ”


“กดปุ่มผิดระวัง แอร์ฯ มาเปิดประตูห้องน้ำ ตอนอึกำลังคาก้น”


และอีกมากมายคำบอกเล่าที่น่าสยดสยองเกี่ยวกับการเข้าห้องน้ำบนเครื่อง ซึ่งน่ากลัวกว่าเครื่องตกหลุมอากาศเสียด้วยซ้ำไป  นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทุกวันนี้ผมไม่เคยเข้าห้องน้ำบนเครื่องเลย แม้ว่าจะบินไกลอย่าง flight ตรงไปยุโรปก็ตาม ผมก็ไม่เข้าเด็ดขาด!


แต่เรื่องที่ทำให้ผมจำมาจนทุกวันนี้ในการบินครั้งแรก กลับไม่ใช่เรื่องส้วม แต่กลับเป็นเรื่อง “ภาษา”


การบินครั้งนั้นจุดหมายปลายทางคือแดนจิ้งโจ้โคอะล่ามาร์ช แม้ว่าจะเป็นการไปแบบทัวร์ท่องเที่ยว แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเจอฝรั่งตัวเป็นๆ เราจะสื่อสารได้ยังไง กับเด็กจากดินแดนหุบเขาจากตอนเหนือของประเทศอย่างเรา


“เจอฝรั่งต้องหัดพูดภาษาอังกฤษไว้ จะได้เก่งๆ”


นั่นเป็นสิ่งที่ฝั่งหัวมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น ซึ่งในตอนนั้นภาษาอังกฤษของผมจัดว่าอ่อนแอมากทีเดียว

และแล้วก็ถึงตอนสำคัญ ในขณะที่แอร์ฯ และสจ๊วต กำลังให้บริการผู้โดยสารในแถวหน้า และกำลังเคลื่อนเข้าใกล้แถวที่ผมนั่งมาเรื่อยๆ ตอนนั้นใจใจผมเต้นรัว นึกประโยคภาษาฮอลันดาที่ร่ำเรียนมา เอ้ย ภาษาอังกฤษ! (เห็นไหมว่ามันตื่นเต้นขนาดไหน) จนในที่สุด คุณสจ๊วตหนุ่มผู้โชคร้ายก็เดินมาถึงจุดที่ผมนั่ง ผมสีทองอร่ามนั่นยืนยันชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ชาวเอเชียแน่ๆ แล้วบทสนทนาก็เริ่มขึ้น


สจ๊วต : รับเครื่องดื่มอะไรดีครับ?


ผม : Can i have coke? (คือยังไม่ตระหนักอีก ว่าเขาพูดภาษาไทยด้วย จะพูดภาษาอังกฤษเพื่อ?)


สจ๊วต : Oh, good!  sure


เขาส่งยิ้มกว้างให้ผม หยิบโค้กกับแก้วพลาสติกพร้อมน้ำแข็งให้ แล้วตามด้วยชุดคำถามอีกเป็นกระบุง เช่น มาเที่ยวเหรอ จะไปเที่ยวที่ไหน แล้วมากกับแมาล่เหรอที่นั่งข้าง ซึ่งผมตอบไปว่าเป็นคุณป้าของผม และชวนคุยอีกนิดหน่อย แล้วจบด้วยประโยคที่ว่า


                 “Your english is very good”


ผมยิ้มดีใจ นั่นเป็นคำพูดที่ผมเองไม่ทราบหรอกว่าเป็นเพียงมารยาทหรือไม่ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าเขาคงหมายความอย่างนั้นจริงๆ เพราะหากมีชาวต่างชาติพยายามจะสื่อสารกับผมด้วยภาษาไทย ที่แม้ว่ามันจะเพี้ยนขนาดไหน แต่ยังพอจะสื่อสารให้เข้าใจได้ ผมก็คงบอกเขาเช่นกันว่า


                 “ภาษาไทยของคุณดีมากเลยนะ”


เพราะมันเป็นความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ และบนเที่ยวบินนั้นผมก็ได้ขนมอีกหลายถุงจากคุณสจ๊วตอีกด้วย แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ คุณสจ๊วตได้มอบความมั่นใจขึ้นอีกเป็นกระบุง ในการใช้ภาษาอังกฤษของผมในเวลาต่อมา


                   “ขอบคุณมากนะครับ คุณสจ๊วต”

 

– The Second –

 


อืมมม ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผมหรอครับ?
เอาจริงๆ แบบไม่โกหกนะ คือมันเพิ่งผ่านไป
เมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งต้องขอบอกก่อนเลยว่า
กว่าที่ผมจะได้สัมผัสกับประสบการณ์นี้เนี่ย
ก็ต้องรอจนอายุปาเข้าไปตั้ง 28 ขวบ!! แหน่ะ
แถมมันยังเป็นการบินที่

โ ค ต ะ ร ะ อ ภิ ม ห  า ไ ก ล ชิ บ ฉ า ย ! !

อีกด้วย !!

ก่อนหน้านั้นผมฝันมาตลอดว่า
การขึ้นเครื่องบินครั้งแรก
มันจะต้องพิเศษ มันจะต้องดี จะต้องว้าว
จะต้องได้เจอแอร์สาวๆ สวยๆ แบบที่
พวกเพื่อนๆ มันบรัฟมันโม้ผมไว้แน่ๆ
แต่ในที่สุดสิ่งที่ผมได้เจอกับตัวเอง
สำหรับการขึ้นเครื่องครั้งแรกนั่นก็คือ
ที่นั่งโคตรแคบ เอนหลังไม่ได้ ยืดขาไม่ได้
หรือเอาจริงๆ คือ ผมสัมผัสไม่ได้ถึง
สุนทรียแห่งการนั่งเครื่องแบบที่ใครเค้า
คุยกันไว้เลยแม้แต่นิดเดียว

แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดหวังและเจ็บช้ำที่สุด
ก็คือ ไฟลท์ที่ผมโดยสารไปนั้น
มันเป็นไฟลท์ที่ไร้นางฟ้า
เป็นไฟลท์ที่มีแต่แอร์ชายชาตรี
อกไม่ถึง 3 ศอก ออกมาทำท่า Robot
สอนใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต
และเสนอขายข้าวกล่อง!!

บ่นมาซะยืดยาวแต่ก็ไม่ใช่ว่า
ไฟลท์แรกขอผมจะไม่มีอะไรดีเลยนะ
ซึ่งสิ่งดีๆ ที่ผมได้จากการขึ้นเครื่องบิน
ครั้งแรกนั้น ผมคิดว่ามันมีอยู่ด้วยกัน 2 ข้อครับ

หนึ่งคือมันสอนให้ผมรู้ว่า
ครั้งแรกไม่ได้สวยงามเสมอไป
เราควรเผื่อใจเอาไว้ แล้วตามหา
ครั้งใหม่ไฟลต์ใหม่ ที่ทำให้ใจเรา
พองโตกว่าเดิม

และสองคือ สำหรับการเดินทาง
ไม่ว่าจะครั้งไหน การมีใครสักคน
เป็นเพื่อนเดินทางไปด้วย
มันก็ช่วยทำให้อะไรแย่ๆ
บรรเทาลงไปได้เยอะจริงๆ

สุดท้ายที่อยากจะบอกถึงประสบการณ์
ขึ้นเครื่องครั้งแรกของตัวเองก็คือ
ต้องขอขอบคุณแอดมิน

ทั้ง 2 คนของ BOOKster
ที่ช่วยผลักดันจนผม
ได้เปิดประสบการณ์ครั้งแรก
บนเครื่องบินได้สำเร็จ
แม้จะเป็นเพียงแค่การบินจากร้อยเอ็ด
กลับกรุงเทพฯ ก็ตาม!!

ขอบคุณมากๆ เลยครับ ^^

-บิว บันดาลใจ-

 


 

ท่าอากาศยานอุบลฯ ในคืนฟ้าโปร่ง 19.00 น. เที่ยวบิน อุบล – ดอนเมือง เสื้อเชิ้ต กางเกงจีนส์พับขา ตามสมัยนิยม วันนั้น ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกของ ฝุ่นผง เป็นครั้งแรก

เป็นเรื่องไม่แปลกเท่าไหร่ของใครหลาย ๆ คนยุคเจนวายตอนต้นที่มีความฝันอยากนั่งเครื่องบินสักครั้ง มันเป็นความรู้สึกของผู้อยู่เบื้องล่าง สิ่งมหัศจรรย์ขนาดยักษ์ลอยข้ามผ่านหลังคาบ้าน เรานั่งมองมันอย่างมีความสุข  ผมกับน้องวาดฝัน ผ่านการพูดคุยว่า วันหนึ่งเราจะไปอยู่บนนั้นให้ได้ ความรู้สึกในตัวนกยักษ์ครั้งแรกนั้น คงเป็นความยิ่งใหญ่อันสวยงาม ความยิ่งใหญ่ที่บอกให้เรารู้ว่า เราอยู่เหนือผู้อื่น…

ในวัย 29 ย่าง 30 ผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่มีสัญลักษณ์ที่ดีทีเดียว เหมือนการก้าวผ่านไม่สู่ครึ่งชีวิตหลัง ด้วยการทำตามความฝันที่ต้องการมาตั้งแต่เด็ก ผมเดินเข้าไปด้วยท่าทางบังคับตัวเองให้มั่นใจ ไร้ประหม่า สายตากล้าหาญ เดินผ่านการตรวจกระเป๋า ตรวจอาวุธ แล้วเข้าไปนั่งรอตรวจตั๋วขึ้นเครื่องด้วยหัวใจที่สั่นระรัว

ล้อบนรันเวย์ของเครื่องบินเริ่มหมุน เสียงหายใจถี่ขึ้น ด้วยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้กลัวว่าจะเป็นเหตุร้าย แต่คล้ายว่าตื่นเต้น อาคารสถานที่บนพื้นเบื้องล่างเล็กลงเรื่อย จนกลายเป็นจุดไฟเล็ก ๆ การสื่อสารถูกตัดขาด เราลอยละล่องบนฟ้าที่ถูกยกย่องให้สวยงาม ความโดดเดี่ยวเข้าโอบกอด

…คล้ายพลัดหลงกับกับความอบอุ่น ด้วยความหนาวเข้ายึดเกาะ สิ่งที่เคยวาดฝันสวนทางกับความจริง ความคิดในตอนนั้นกลับรู้สึกว่า ตัวเราช่างกระจ้อยนัก ราวฝุ่นผงในอากาศที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก แม้จะต่างกันที่เรามีหมุดหมายรออยู่ แต่เท่าที่ดูก็ไม่ได้มั่งคง มันสั่นคลอน ปลิวไหว และอ่อนแอไม่ต่างกัน
คิดในใจลึก ๆ ว่า การอยู่บนเครื่องบินคือความโดดเดี่ยว คือการคำนึงว่าเราคือเสี้ยวแห่งความไม่แน่นอน

เราเกิดมาด้วยตัวคนเดียว จากไปด้วยภาวะเดียวกัน
การบินแต่ละครั้งสร้างความเหงาให้เสมอ จนต้องเผลอคิดว่า

“หรือมนุษย์นั้นเกิดมาเพียงเพื่อเปล่าเปลี่ยว และดำรงอยู่โดยโดดเดี่ยว แค่นั้นเอง”

-iMonkey

 


 

“เตี่ย…..ปวดหู!” เด็กน้อยตะโกนเสียงดัง

“กลืนน้ำลายลูก” พ่อของเขาดึงมากอด

“….(อึ๊ก)…..ไม่หาย” เขายังโวยวายต่อไป

“งั้น ดื่มน้ำนี้​” ถูกน้ำถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าหน้าที่นั่ง

“….ฮือออออออ…….ปวดหูๆๆๆๆ ฮือออออออออ……..” เขาร้องไห้โฮพร้อมดื่มน้ำอึกใหญ่

เสียงดังอื้ออึงยังคงดำเนินต่อไป พ่อของเขาพยายามเบี่ยงเบนความสนใจให้อ่านหนังสือ ดูปีกเครื่องบินบ้าง แต่ไม่เป็นผล เขาร้องไห้จนหลับฟุบไปบนตักของพ่อที่นั่งกอดเขาแน่น

นั้นคือความทรงจำของการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผม จำได้เลยว่าตอนนั้นน่าจะไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ ผมเดินทางไปกรุงเทพฯพร้อมกับเตี่ยเพื่อไปงานแต่งงานของเพื่อนเตี่ย ระหว่างรอขึ้นเครื่องผมยืนเกาะกระจกด้วยความตื่นตาตื่นใจที่เห็นนกปีกเหล็กตัวโตที่โผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าลำแล้วลำเล่า นิ้วมือชี้ถามตลอดว่ามันบินได้ยังไง มันหนักขนาดนี้ทำไมถึงลอยบนอากาศได้ ขนาดแผ่นกระดาษเบาๆยังลอยตกลงพื้นในที่สุด แล้วถ้าเราอยู่บนนั้นเราจะไม่ร่วงปุลงมาแบนเป็นแพนเค้กบนพื้นเหรอ? เตี่ยผมได้แต่ยิ้มหัวเราะ เพราะนี้คืออาการปกติของเด็กชายคนนี้ ถามไปเรื่อย ถามไม่หยุด จนสุดท้ายเตี่ยก็บอกว่า

“งั้นเดี๋ยวขึ้นเครื่องแล้วไปถามพี่คนสวยๆบนเครื่องนะ” ผมหันมาพยักหน้า “ครับ”

และ…มันก็ไม่ได้เป็นไปตามแผนหรอก เหมือนที่เล่าไปข้างต้น มันไม่น่าจดจำเอาเสียเลย เหตุผลเดียวที่ผมยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดีคงเป็นเพราะรู้สึก “เกลียด” การขึ้นเครื่องบินเป็นที่สุด เวลามีเพื่อนถามว่าขึ้นเครื่องบินครั้งแรกเป็นไงบ้าง ผมก็ได้แต่เล่าว่ามันทรมานขนาดไหน แล้วก็เล่าให้คนอื่นฟังว่า “ห้ามขึ้นเครื่องบินนะ มันอันตรายมาก หัวอาจจะระเบิดได้เลยทีเดียว” เพื่อนๆทุกคนก็จะทำหน้างงๆ

คิดไปแล้วก็น่าตลกดีเหมือนกัน เพราะหลังจากนั้นมา ผมก็ต้องไปกรุงเทพฯกับเตี่ยอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งอาการปวดหัวก็ดีขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกชินและปรับตัวกับแรงดันที่ปรับเปลี่ยนได้ดีขึ้น และสนุกกับมันซะด้วยซ้ำ จนมาตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าการขึ้นเครื่องบินเป็นความสุขอย่างหนึ่งของการเดินทาง มันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของความตื่นเต้นที่รอคอยอยู่ปลายทาง

First Flight ไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่หรอก แต่สิ่งที่ผมเฝ้ารอตอนนี้คือ Next Flight ซะมากกว่า 🙂

-Sopon Supamangmee

 


 

“โอ้ยยย จำไม่ได้หรอก…” ผมบอก admin ท่านหนึ่งไป เพราะการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผมมันเป็นตอนเด็ก 5555+ แต่ถ้าจะให้พูดถึงความอัปเปหิ ที่สุดของการขึ้นเครื่องเนี่ย ผมมั่นใจว่าเรื่องของผมไม่แพ้ใครแน่นอน

timeline_20170510_100851

ผมขึ้นเครื่องบินๆไปทำงานเหมือนกับทุกครั้ง โดยที่ครั้งนี้ผมบินไปภูเก็ตด้วยสายการบินสีฟ้าชื่อคล้ายเมืองหลวงของประเทศไทย ก็อย่างที่รู้ๆกันว่าภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นจุดมุ่งหมายของการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งหัวทอง แขกหัวหยิก และแม้กระทั่งคนจีนหัวดำ ที่มักจะแบกลูกหอบหลานมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับการคลังของประเทศ

ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นจนกระทั่งแอร์สาวเรียก boarding ด้วยความขี้เกียจเดิน ผมก็เข้าเป็นกลุ่มท้ายๆเพราะไม่ต้องรีบขึ้นไปแยกที่วางกระเป๋ากับใคร ก็เลยรอๆ จนกระทั่งคนซาแล้วเดินขึ้น

ในระหว่างที่อยู่บนเครื่อง ด้านหน้าเป็นแม่สาวชาวแขก ผู้ที่มากับสามีและครอบครัว ก็หยุดเดินตรงหน้าผม เหมือนจะถึงที่นั่งของเค้าแล้ว แต่กว่าคุณแม่ท่านนี้จะนั่งลงได้ แกสลับที่กับครับครัวไปๆมาๆ ประมาณ 5 คนและพูดเสียงดัง เข้าใจโดยอวัจนภาษาว่า แม่จะนั่งตรงนี้ นั่งข้างย่า พ่อย้ายมา ลูกไปนั่งกับพ่อด้านหลัง ส่วนตาก็มานั่งข้างหน้าต่าง กว่าจะจัดที่นั่งลงตัว ผมมั่นใจว่าแถวยาวไปถึงหน้าประตูละ

ผมยืนรอแกอยู่นานซักพักใหญ่ๆ มองบนก็แล้ว มองล่างก็แล้ว มองซ้ายมองขวา จนเหมือนฝรั่งที่นั่งอยู่อีกข้างบริเวณที่นั่ง 33C จะเริ่มเข้าใจ และส่งสัญญาณยิ้มอ่อนมาให้ และความอดทนของผมก็หมดลง

“Excuse Me!” และเดินเบียดไปเลย 5555+

พอมาถึงที่นั่งของผมตรง 39H ผมเห็นผู้หญิงชาวเอเชียคล้ายแม่ลูกกันสูงสองคนนั่งอยู่ด้านข้างในริมหน้าต่าง เพื่อนร่วมงานผมนั่งอยู่ 39C และข้างเพื่อนร่วมงานผมมีคุณพ่อ และลูกนั่งอยู่ หึหึหึ ซวยแล้วหละมึง

ในก่อนที่จะชมวิธีการสาธิตจากพนักงานต้อนรับบนเครื่อง คุณลูกร้องขึ้นมา คุณพ่อเลยหันมาหาคุณแม่เพื่อขอลูกอม … คุณแม่เลยส่งมาให้ ผ่านหน้าผม และเพื่อนร่วมงาน คุณพ่อเอาลูกอมให้ลูก และดูเหมือนเด็กก็สงบลง และต่อจากนั้นก็มีการส่ง ขนม นม เนย จากแม่สู่พ่ออีกเป็นระยะ จนกระทั่ง วิธีการสาธิตจบลง

ในระหว่างที่เทคออฟ โดยปกติแล้ว ทุกคนจะไม่อนุญาตให้ลุกเดิน และต้องคาดเข็มขัดตลอดจนกว่าสัญญาณเตือนบนจอหน้าที่นั่งของท่านจะดับลง แต่แล้วคุณลูกก็แหกปากขึ้นมาอีก และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ คุณแม่ผู้เป็นห่วงลูก และห่วงพ่อที่ดูแลลูกไม่ไหว ก็ลุกขึ้นยืน!!!!

ผมและเพื่อนหันไปมอง ผมอุทานในใจว่าเห้ย!!! ลุกมาทำไม และเสียงแอร์สาวก็ดังขึ้น “Sit down, please…” แต่เจ้ก็พยายามจะเบียดผม เพื่อสลับที่นั่งกับคุณพ่อ

“Sit down, please” แอร์สาวยังคงเตือนต่อไป แล้วคุณแม่ก็พยายามเบียดผมออกมาอีก จนกระทั่ง “฿;&;!฿+€}€}*|!][*#{“ (ผมเดาว่าน่าจะเป็นภาษาจีน) คุณแม่ท่านนี้ถึงสงบ และลงไปนั่งที่เดิมแต่โดยดี

ติ๊งงง เสียงสัญญาณรัดเข็มขัดหน้าที่นั่งดับลง แกร๊ปๆๆๆ เสียงถอดสายรัดเข็มขัด ดังขึ้นมาเกือบจะพร้อมเพรียงกัน คุณแม่รีบปลดสายเข็มขัด สลับที่กับคุณพ่อเพื่อมาดูลูก ในขณะเดียวกันนั้นเองกลิ่นอับชื้นไม่พึงประสงค์ ที่ลอยมาจากด้านไหนก็ไม่รู้ ที่เรียกกันสั้นๆง่ายๆเรียกว่ากลิ่นตรีน ก็ลอยเข้ามาปะทะกับจมูกผม มึงมาจากไหน!! ผมหันซ้ายหันขวา ไปสืบ ประหนึ่งว่าคล้ายกับหมาดมยาพันธุ์ลาบาดอ แล้วพบกว่า เป็นชายผมทองตัวหนานั่งแถว 38B !!! โอ้ยย คุณพระ กลิ่นนี่ขมคอเลยพ่อ พ่อ connection flight มาจากดูไบเหรอ ทำไม กลิ่นเหมือนไม่ได้เปลี่ยนถุงเท้ามาสามวัน!! ก็พอเข้าใจได้ว่าเมื่อยนะแต่อย่ารบกวนคนอื่นด้วยกลิ่นได้ไหมถือว่ากูขอออ!! แต่ทว่าผมที่คิดว่าซวยแล้วแต่ผมหันไปมองหน้าเพื่อนก็รับรู้ได้ถึงความขมคอกว่าของมัน เลยคิดว่าเอาว่ะ อย่างน้อยกูก็น่าจะเหม็นน้อยกว่ามัน

ติ๊งง!! ขณะนี้เครื่องกำลังลดระดับลงเพื่อถึงท่าอากาศยานนานาชาติจังหวัดภูเก็ต ขอให้ผู้โดยสารเข้านั่งประจำที่ คาดเข็มคัดรัดสายให้กระชับ ปรับระดับที่นั่ง พร้อมทั้งเปิดหน้าต่างด้วยค่ะ… เสียงจากหัวหน้าพนักงานบนสายการบินกล่าว

เด็กน้อยร้องอีกแล้วจ้า……คราวนี้น่าจะเรื่องใหญ่ คุณแม่ปลอบอยู่นานเด็กก็ไม่หยุดร้อง คุณแม่หันมาคุยกับเป็นระยะ แต่ผมก็ยังดูท่าทางไม่ออกว่าต้องการอะไร จนกระทั่งคุณแม่ยกตัวเด็กขึ้นมาพร้อมจะถอดกางเกง ไอ้เหรี้ยยย มึงมาปวดเยี่ยวอะไรตอนนี้!!!!! คุณพ่อก็ลุกขึ้น เช่นเดิม แอร์พูดว่า Sit Down Please …. แต่ก็ไม่เป็นผล แต่ในไม่ช้า แอร์ก็พูดว่า [*>~*$]$#+[<!~*]% คุณพ่อถึงยอมนั่งลงไป

ทีนี้ ความซวยมาถึงเพื่อนผมละที่ต้อง deal กับภาพตรงหน้า… แม่พยายามจะงัดออกมาพร้อมกับถุงอ้วกที่ถืออยู่ในมือ พร้อมกับลูกที่แหกปากร้องไห้อยู่ แต่พ่อก็ส่งท่าทางมาเหมือนจะบอกว่าอย่าๆๆ แต่คุณแม่ก็ไม่ลดละที่จะงัด จนคุณพ่อส่งเสียงดังๆอะไรสักอย่างออกมา แม่ถึงหยุด

ติ๊งง เสียงสัญญาณสายรัดเข็มหน้าที่นั่งดับลง ซึ่งเป็นขั้นตอน ครั้งสุดท้ายตอน landing เสร็จ คุณแม่รีบลุกขึ้นเหมือนจะรีบออกไปจากตรงนี้เพื่อพาลูกไปเข้าห้องน้ำ แต่ทว่า มึงก็ต้องต่อแถวรอออกจ้าา เอาไงหละทีนี้ ผมนี่ลุ้นแทนเพื่อน ว่าจะเจอของดีไหม แต่ทว่า น่าจะเป็นบุญของเพื่อนและทุกคนบนเครื่อง ที่เด็กมีความสามารถอั้นฉี่ได้ จนกระทั่งรอทุกคนเดินออกเครื่อง และไปเข้าห้องน้ำตรงที่รับกระเป๋าได้สำเร็จ

และนี่แหละครับ ก็เป็นประสบการณ์การขึ้นเครื่องของผมที่จะไม่มีวันลืม

-PonKyNaJa (บันทึกเมื่อ 10/5/17 เวลา 10.09 ระหว่างที่กำลังนั่งเรือขึ้นฝั่ง)

 


 

เด็กบ้านนอกอย่างฉัน ที่เกิดและเติบโตอยู่ท่ามกลางป่าเขา โอกาสที่จะได้จับเครื่องบินเหาะเหินไปยังสถานที่ต่างๆ นั้น ดูเหมือนจะห่างไกลกับความเป็นจริงอยู่มากโข แต่อย่างน้อยความจำเป็น เหตุผลนานับประการที่ทำให้ครอบครัวของฉันต้องเดินทางด้วยเครื่องบินก็มาถึง

ฉันจำได้อย่างแม่นยำในวันนั้น แม่พาฉันซ้อนมอเตอร์ไซต์ไปยังร้านในเมืองที่รับจองตั๋วเครื่องบินโดยสารให้ แม่เข้าไปและบอกความต้องการแก่เจ้าของร้าน เจ้าของร้านจองตั๋วเครื่องบิน พร้อมกำชับหมายเลขจองเพื่อนำไปเช็คอิน เมื่อฉันกับแม่เดินทางไปสนามบินแล้ว

ความตื่นเต้นปนแปลกใจย่อมเกิดขึ้นกับเด็กบ้านนอกอย่างฉันอยู่แล้ว และแล้ววันที่ต้องเดินทางก็มาถึง จากบ้านมาตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทางเกือบสี่ชั่วโมงเพราะต้องลัดเลาะข้ามภูเขาไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูก นับไม่ถ้วน สมัยนั้นสายการบินของไทยก็มีแต่สายการบินไทย ที่ราคาแพงหูฉี่ ประมาณว่าเดินทางไปกลับ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ด้วยรถโดยสาร ได้เป็นสิบๆ รอบ

แม่กับฉันเดินเข้าไปเช็คอินด้วยท่าทางเขอะเขินๆ ของคนบ้านนอกขนานแท้ พี่สาวการบินไทยยิ้ม ทักทายอย่างเป็นกันเอง และคงสังเกตได้ด้วยท่าทางเงอะๆ ของพวกเรา เธอจึงยิ้ม “เพิ่งขึ้นเครื่องบินครั้งแรกใช่ไหมคะ อยากได้ที่นั่งติดกับหน้าต่างไหม” ฉันรีบตอบแบบไม่รีรอเลยว่า “ค่ะ” พร้อมทั้งยืดตัวชะเง้อคอยมองหน้าจอของพี่สาวคนสวยนั้นอย่างไม่ละสายตา

พูดถึงการเดินทางมายังสนามบินว่ายากลำบากแล้ว การที่จะเดินเข้าไปยังเกท และเข้าไปยังด่านตรวจของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนั้น ฉันยิ่งพบว่ามันลำบากมากกว่านั่งรถโดยสารประจำทางสี่ชั่วโมงมายังสนามบินเสียอีก เพราะกว่าจะพาตัวเองมายังเกทได้นั้น เล่นเอาฉันกับแม่แตกเหงื่อท่วมตัว

ฉันจำได้ว่าขณะที่เครื่องกำลังเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า และเด็กหญิงตัวน้อยคอยชะเง้อภาพข้างนอกหน้าต่างนั้น มันเหมือนฉันเข้าไปนั่งในเครื่องเล่นยานอวกาศ ที่ครอบครัวพาไปเมื่อปิดเทอมฤดูร้อนปีที่แล้ว ฉันไม่คิดด้วยซ้ำว่ามันเป็นการเดินทาง คิดเสมอขณะนั่งอยู่บนเครื่องบินว่ากำลังเล่นเครื่องเล่นจนเครื่องบินร่อนลงแตะพื้นกรุงเทพมหานคร ภาพท้องฟ้า ปุยเมฆขาว ๆ ที่ลอยละล่องเคียงข้างนั้น ฉันคิดว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาหลอกเหมือนกำลังบนเครื่องเล่นด้วยซ้ำ

แต่ฉันเพลิดเพลินกับการแสดงของเหล่าพีสาวคนสวยบนเครื่องมากกว่า ทั้งวิธีการสอนรัดเข็มขัด ปลดเข็มขัด ท่าทางการเดิน การพูด ที่คอยถามผู้โดยสารแต่ละท่านว่า “coffee?” “orange juice?” ซึ่งฉันคอยพูดตามจนเป็นประโยคยอดฮิตติดปากยันกลับบ้าน และสิ่งที่ทำให้ฉันฉงนยิ่งกว่าสิงใดๆ คือ รถเข็นที่มีสรรพสิ่งพร้อมสรรพอยู่ในตู้คันเล็กที่มีทุกอย่างเก็บซ้อนไว้อย่างเป็นระเบียบ ท่าทางการเสริ์ฟหรือจัดหาของคบเคี้ยว หรือเครื่องดื่มสารพัดอย่างที่ผู้โดยสารต้องการ ที่เสิร์ฟพร้อมกับรอยยิ้มที่สวยงามของพี่สาวที่คอยบริการเราตลอดเมื่อโดยสารอยู่บนเครื่องบินนั้น เป็นภาพที่ประทับใจของเด็กหญิงชาวดอยขณะนั้นไม่เคยลืม

ไม่ต้องเดาเลยว่า หลังจากนั้น ฉันจะตอบใครๆ ว่าอาชีพที่ใฝ่ฝันคืออาชีพอะไร 🙂

ด้วยระยะทาง ระยะเวลาที่อยู่บนเครื่องนั้นเป็นเวลาไม่มาก ฉันจึงไม่ยอมลุกไปไหน แม้แต่จะเดินสำรวจนู้นนี่ หรือลองเข้าไปใช้ห้องน้ำบนเครื่องบินเหมือนแม่ แม่กลับมาหลังจากไปเข้าห้องน้ำว่า ลองไปสิ แปลกดีนะ ฉันไม่ยอมขยับตัวเลย จำได้ว่านั่งนิ่งเป็นรูปปั้นตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ไม่ยอมขยับไปไหนจนกว่าเครื่องจะลง

และนั้นก็คือเหตุการณ์โดยสารเครื่องบินครั้งแรกของเด็กหญิงชาวดอย

หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ใช้บริการการคมนาคมทางอากาศบ่อยครั้งขึ้น แต่ละประสบการณ์ตอนขึ้นเครื่องไม่ว่าจะใกล้ หรือไกลก็มีเหตุให้ชวนขายขี้หน้า หรือชวนให้ขบขันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะหาที่เสียบสายฟังตอนนั่งเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังแดนกิมจิ (นับเป็นครั้งที่สองนะ) จนโอปป้าชาวเกาหลีที่นั่งหลับข้างๆ ทนไม่ไหว แกจึงหยิบสายหูฟังมาเสียบให้ตรงใต้พนักที่วางแขน (อ้าว…อยู่ตรงนี้เองเหรอ โวยวายหากับแม่อยู่ตั้งนาน 555) หรือไม่แม้แต่จะฟังสำเนียงของแอร์ชาวเกาหลีที่คอยขยันมาถามว่าจะรับเมนูอะไรดี นอกจากฟังออกได้คำเดียวว่า “Omelet” และฉันกับแม่ก็ได้เมนูไข่เจียวมากินเหมือนกัน หรือพี่สาวพนักงานต้อนรับชาวจีนเดินมาถามว่ากรอกใบสำหรับให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหรือยัง ขณะที่ฉันกับแม่นั่งก้มๆ เงยๆ ถกเถียงกันจนพี่สาวเก้าอี้ด้านหน้า ส่งใบของตัวเองมาให้กรอกเป็นตัวอย่าง เพราะทนเสียงโวยวายของฉันกับแม่ไม่ไหว

หลากหลายความเปิ่น ความฮาที่ฉันกับแม่ได้ไปสร้างวีรกรรมไว้ แทบจะเกือบครบทุกสายการบินในแถบภาคพื้นเอเชียตะวันออก แต่ฉันว่าคงไม่ใช่แค่ฉันหรอก สำหรับคนที่เดินทางบ่อยๆ เป็นประจำคงจะได้พบเจอความแปลกใหม่ในการเดินทางระยะทางยาวไกล กับคนแปลกหน้าต่างชาติ ต่างภาษา ให้ต้องพบเจอ ทำสงครามย่อยๆ กันบ่อยๆ ไม่ว่าจะกับพี่ไทยช่างเม้าท์ พี่จีนจอมโวยวาย พี่ฝรั่งตัวเหม็น พี่แขกแถวหน้า ฉันว่านอกจากเราจะได้พบเจอกับคนต่างชาติ ต่างภาษา และการที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในเครื่องบินลำแคบๆ ตลอดการเดินทางหลายชั่วโมง มันทำให้เราปรับตัว เข้าใจความแตกต่างของทุกคน และอยู่ร่วมกับพวกเขาให้อย่างสงบสุขที่สุดในการเดินทาง ถึงแม้ฝรั่งที่นั่งข้างหลังจะถอดรองเท้าแล้วเอาเท้ามาแหย่ๆ เก้าอี้ข้างหลัง พร้อมกับส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่ว ชวนคลื่นเหียนอาเจียนยิ่งกว่าตกหลุมอากาศแล้วนั้น นอกจากการที่ฉันหันไปมองว่าแกนอนหลับอย่างสบายแล้ว ฉันถึงกับต้องหันกลับมาด้วยความมีมารยาทและเอาผ้าคลุมหัวตลอด 5 ชั่วโมง ทนกับกลิ่นเหม็นเน่าตลอดการเดินทางกลับบ้านก็ตาม

“Welcome to Thailand” ค่ะคุณฝรั่งทั้งหลาย เมืองไทยอากาศร้อนอบอ้าวมาก กรุณาอาบน้ำวันละสองครั้ง และซักถุงเท้าทุกวันด้วย จะขอบคุณมาก

 

-Sunamanee-

 

 

 

 


 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *