เพราะโลกมันแบน#3 : “คน ลัก ชาติ” ความทุ่มเทที่ ผลงาน เป็นเครื่องพิสูจน์

“เฮ้ย หนังสือเล่มใหม่จะออก ไม่เห็นบอกกันบ้าง อยู่ ๆ ก็โชว์ปกเลย”

ผมทักทาย “พรี่หนอม” เพื่อนกึ่งไลฟ์โค้ช (ประชด) หลังจากไม่ได้คุยกันมาสักพัก โดยมี “ป๊อก ปองวุฒิ” อีกคนอยู่ในวงสนทนา จะไม่ให้เรียกมาพูดคุยกันได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อทั้งคู่กำลังจะออกผลงานร่วมกันในชื่อ Tax Code คน ลัก ชาติ” พร้อมกับอีกเรื่องในซี่รี่ส์นี้คือ Money Code รหัสลับ เกมชนะหนี้”

 

18492958_10155421383568514_1436001623_n

“ยุ่งชิบหาย” ทั้งคู่บอกเป็นเสียงเดียวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ด้วยทั้งสองเป็นคนที่น่าจับตามองในแวดวงของตัวเอง ปองวุฒิ ก็ถือว่าเป็นมือเขียนนิยายและเรื่องสั้นดันตับต้น ๆ ของเมืองไทย ส่วนหนอมก็มีสไตล์ โหด ฮา ในเรื่องสายการเงินที่ได้รับคำชมว่า “มาแรง” ในยุคนี้เช่นกัน ซึ่งผมก็ไม่รอช้า รีบซักไซร้ด้วยความอยากรู้ทันที เพราะใช่ว่าทั้งคู่จะมีเวลามานั่งตอบคำถามคนว่างงานอย่างผมมากนัก

งานยุ่งกันขนาดนี้แล้วมารวมตัวกันเขียนนิยายได้ไง…  

หนอม : มันเป็นเรื่องที่เราวางแผนมาตั้งแต่ปี 2015 –หรือเปล่าวะ?—(เขาถามคู่หูเพื่อความแน่ใจ… ปองวุฒิยิ้มและส่ายหัว) ช่างมันเถอะ! ราว ๆ นั้นแหละ ตอนนั้นเรากับนัท (หมอนัทคลีนิคกองทุน) คุยกันว่าอยากเขียนนิยายเกี่ยวกับการเงิน แต่รู้สึกว่าพวกเราไม่มีสกิลด้านนิยาย เลยมาชวนป๊อกเพื่อจะให้เป็นคนเขียน ซึ่งเขาก็เห็นว่าน่าสนใจ เพราะหนังสือนิยายแนวการเงินมันไม่มีในตลาด เอาจริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่มีหรอก แต่ถือว่ามันเป็นการพลิกวงการเลยทีเดียว

อ้าว ถ้าอย่างนั้นจุดประสงค์ที่ทำคือเพราะมันใหม่ ขายได้แน่ ๆ แค่นั้นเหรอ

หนอม :  ไม่ได้เขียนเพราะต้องการขายความแปลกอย่างเดียว เราอยากนำเสนออะไรแปลกใหม่ให้กับวงการการเงินบ้าง เพราะทุกวันนี้สื่อก็มีแค่หนังสือ บทความ คลิปวิดีโอ หรือการจัดสัมมนา ซึ่งดูจริงจังเกินไป ต่อให้เราทำหนังสือที่อ่านง่ายแค่ไหน ทำคลิปหรือจัดสัมมนาเนื้อหาดีปานใด ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจ อาจเป็นเพราะเขาไม่เปิดใจ และคิดว่าเรื่องแบบนี้คนทั่วไปมักคิดว่าเป็นเรื่องยาก เป็นวิชาการ เราเลยพยายามหาอะไรให้เขาสนใจจึงมองมาที่นิยายซึ่งเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายกว่า เปรียบเทียบกับเมืองนอกที่ทำซีรีส์ต่าง ๆ ในเรื่องหนัก ๆ ให้คนเข้าใจได้ง่าย เลยคิดว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้จึงจับเอาสื่อประเภทนี้มาทำ

อีกอย่าง เราเองในฐานะคนที่ทำงานด้านการเงินและภาษีมานาน มีวัตถุดิบในการเขียนมากพอระดับหนึ่ง คิดว่ามีแง่มุมบางอย่างที่น่าสนใจที่ควรนำมาถ่ายทอดบ้าง เรากับนัทเลยร่างเรื่องราว และรวบรวมข้อมูลมาให้ป๊อก ให้เขาเป็นคนเขียนถ่ายทอดในรูปแบบที่เขาถนัด แต่ป๊อกก็บอกว่าถ้าเชิงเทคนิคให้ช่วยกันเขียนจะดีกว่า จะได้ไม่หลุดประเด็นและสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการบอกได้อย่างครบถ้วน

ปองวุฒิ : เอาจริงๆ ย้อนไปสักกลางปี 2014 ได้เลย (เหลือบมองหนอมด้วยหางตา) แต่กว่าจะเริ่มต้นเดินหน้าอย่างจริงจังคือต้นปี 2015 แล้วคิดกันว่าจะทำเป็น ซีรี่ส์ ตอนแรกที่ฟังหนอมกับนัทพูดถึงคอนเซ็ปต์ เราก็พยายามคิดว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน ก็ส่วนตัวชอบในความใหม่และอยากสานฝันให้เพื่อน (พ่อพระจริง ๆ) แต่ยากอยู่ ทีนี้หนอมโยนไอเดียมาว่าจะชวนพี่หนุ่ม (The Money Coach) มาร่วมซึ่งสตอรี่ชีวิตพี่เขามันเหมาะเป็นนิยายมาก มองภาพรวมแล้วคิดว่าลงตัวพอสมควร เลยเริ่มทำงานกัน

ส่วนเรื่องการเขียนก็อย่างที่หนอมตอนแรกจะให้เราเขียนคนเดียว แต่เราคิดว่าถ้าทำงานแล้วก็ทำไปด้วยกันดีกว่า อยากให้ทำกันให้เยอะที่สุด ซึ่งจริงๆแล้วไอ้การมาทำร่วมกันเนี่ยยากกว่ามาก ต้องให้ออกมาลงตัว แต่เราทำสำเร็จจนได้ สำหรับแนวเรื่อง อยากจะลองสร้างนิยายที่สมจริง ไม่เพ้อฝันมาก ซึ่งคิดว่านะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน

Slide2
สองหนุ่ม สองมุม สองบุคลิกที่จะมาพลิกวงการนิยายบ้านเรา

แสดงว่าไอเดียแรกคือการอยากมอบความรู้ในรูปแบบนิยาย แล้วพล็อตเรื่องละ เอามาจากไหน?

หนอม : เราคิดกันเยอะพอสมควร พล็อตตอนแรก คือเราก็วางเป็นเรื่องการเงินคร่าวๆ น่าจะมีหลายแนว แต่ละเล่มก็มีโทนของมัน เล่มของเรา Tax Code เนี่ย เราคิดไว้แล้วว่าจะเป็นออกแนวดาร์ก ๆ เชิงประชดประชัน ตีแผ่ความจริง เสียดสี ส่วนของนัทจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหุ้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการเขียน จะออกแนวแอคชั่น ฮีโร่หน่อย ๆ เราเลยมองว่าสิ่งที่ขาด คืองานที่สร้างแรงบันดาลใจ เป็นที่มาของการชวนพี่หนุ่ม ที่เป็นตัวแทนทางด้านวางแผนการเงิน โดยเฉพาะ ชีวิตที่ลงต่ำสุด ก่อนพลิกมาสู่อิสรภาพทางการเงินนั้น น่าจะสร้างแรงดึงดูดผู้อ่าน และเป็นการบอกเป็นนัยด้วยว่านิยายซีรีย์นี้ให้อะไรผู้อ่าน

ปองวุฒิ : เนื้อเรื่องหนอมเป็นคนคิด มาให้ก่อนแล้วก็ช่วงกันปรับแก้ (แทบตาย) ย่อ ๆ คือ ตัวเอกชื่อ อาชว์ ชายธรรมดาที่อยู่ในประเทศ… เอิ่ม… ซิมบับเว ละกัน ซึ่งเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่ประกาศตนว่าเป็นคนดี รักชาติ ศาสนากันอย่างชื่นมื่น แต่น่าแปลกที่ในสภาวะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยคนดี ประเทศกลับไม่พัฒนาเลย เป็นประเทศโลกที่ 3 ซึ่งเขาก็สงสัยมากว่าวาทกรรมคมคายที่มีอยู่ดาษดื่นไม่ได้ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นเลยเหรอ แม้แต่เขา ซึ่งเป็นข้าราชการรุ่นใหม่ที่ถูกปลูกฝังให้ยึดถือความซื่อสัตย์ แม้จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อรับใช้แผ่นดิน แต่ก็หาทางเจริญก้าวหน้าได้ยากเย็น

จนกระทั่งวันหนึ่ง อาชว์แอบรู้แผนโกงเงินภาษีประชาชนระดับหมื่นล้าน นำไปสู่การร่วมมือกับคณะกรรมการปราบ ทุจริตระดับประเทศให้สวมบทข้าราชการมือสกปรก เพื่อคลุกวงใน หาหลักฐานมาจัดการคนเหล่านั้น แต่ยิ่งใช้เวลากับเหล่าข้าราชการคดโกงมากเท่าไหร่ สายลับสองหน้าต้องเผชิญเรื่องพลิกผันเกินคาดเดา ทั้งความซับซ้อนของชีวิตมนุษย์ และเบื้องลึกเส้นสายทุจริตที่แท้จริง ความยอกย้อน คดโกงสลับไปมา จนเขาเองก็ไม่สามารถที่จะเชื่อใจใครได้ เกิดคำถามขึ้นมาว่า จะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนถึงจุดหนึ่ง เขาเองก็ต้องเลือกว่าจะเป็น คนลักชาติ เอง หรือจะยึดมั่นอุดมการณ์เดิมของตน โค่นล้มกระบวนการทุจริตนี้ให้ได้

ฟังแล้วหนอมมาก ๆ ในเรื่องขี้สงสัยในวาทกรรมกลวงเปล่าต่าง ๆ แต่การมีอุดมการณ์แก้ไขนี่ไม่แน่ใจว่าหนอมมีไหม เผลอ ๆ อาจเป็นคนลักชาติเองไปแล้ว

หนอม : ต้องไปอ่าน! (อมยิ้ม—งานขายต้องมา)

แล้วแก่นจริง ๆ ของเรื่องคืออะไร

หนอม  :  เราตั้งใจตั้งคำถามกับความดีน่ะ (ยังไง? -ผมซักเพิ่ม) มันเป็นงานที่ตั้งคำถามกับความดีที่เราศรัทธา โลกที่ย้อนแย้งทุกอย่าง ตัวละครหลักและการกระทำของทุกคน พลิกไปมาตลอด เป็นการตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเชื่อ ถ้าคนเราต่อต้านการทำความความชั่วแล้วทำไมมันถึงไม่เบาบางลง เช่นเดียวกันกับการศรัทธาในความดี แต่แทนที่จะสร้างคนดี กลับกลายเป็นเครื่องมือพิพากษาว่าคนอื่นเป็นคนเลว คนดีไม่ควรเหยียบย่ำใครไม่ใช่เหรอ ประมาณนี้ครับ

อืม แสดงว่าเนื้อหลัก ๆ ทั้งหมดจะมาจากหนอม แล้วป๊อกล่ะ ทำอะไรบ้าง ?   

ปองวุฒิ : ต้องบอกว่าเรามีหน้าที่ดูโครงเรื่องให้กับทั้งสามเล่ม ใน Tax Code เองเราประชุมกันค่อนข้างหนัก เพราะหนอมมีไอเดียเยอะมาก เหมือนเด็กที่พึ่งมาเจอทุ่งกว้าง วิ่งวนมั่วไปหมด เรามีหน้าที่ขีดเส้นทางลาง ๆ ให้เขาก่อน และเมื่อได้โครงร่างที่ควรจะเป็น ทั้งคู่เราก็เขียนในส่วนที่ตนถนัด หนอมเน้นในเรื่องเนื้อหาด้านการเงิน กลวิธีต่าง ๆ ที่เฉพาะเจาะจง เราเขียนในส่วนที่ต้องจับอารมณ์ และภาพรวมของเรื่องให้อยู่ในโทน ปรับแก้จุดสำคัญต่างๆ ที่มีผลกับเรื่อง รวมถึงบทสนทนา ในบางจุดต้องเขียนทั้งคู่เลย เป็นคนละเวอร์ชั่น จากนั้นเอามาเทียบกันแล้วฟิวชั่น (ยังกะดราก้อนบอล) กลายเป็นตอนที่สนุกมาก ๆ

เนื้อเรื่องที่หนอมคิดมาเราว่าโอเคเลย แต่ตอนท้าย ๆ ยังเอาไม่อยู่ ด้วยความยังใหม่ของหนอม เลยดึงเรื่องไปสุดโต่งหรือมีจุดอ่อนบางอย่างอยู่บ้าง ซึ่งเราจะต้องเขียนแก้เยอะมาก แต่คิดว่าหนอมก็คงได้ประสบการณ์เห็นภาพ ต่อไปคงยิ่งดีขึ้นอีก

หนอม  :  งานนี้เราได้พัฒนาฝีมืออย่างมากโดยการเคี่ยวเข็ญของป๊อก คือเราสนุกไง บ้าพลังเขียนวันละ 2-3 บทส่งให้เขาอ่าน คิดนั่นนี่ใส่ตลอดเวลา ป๊อกก็ยิงกลับพร้อมเหตุผล และคำถามว่าตรงนี้ใส่ทำไม ตรงนั้นขวางทางตัวเอง ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนว่านิยายก็มีโครงสร้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วซับซ้อนกว่าการเขียนบทความเสียอีก

ส่วนไหนในนิยายเรื่องนี้ที่คิดว่ายากที่สุด?

หนอม :  สำหรับเรา (แม่ง) ยากทุกเรื่อง เพราะไม่เคยเขียนนิยายจริง ๆ สักครั้ง ที่เคยเขียนให้เว็บแห่งหนึ่งอันนั้นก็เขียนแบบด้นสดไปไม่มีใครดูแล แต่อันนี้เป็นโครงมาเขียนแล้ว ต้องระวังหลุดโครง แล้วก็เรื่องพวกความสัมพันธ์ตัวละคร ที่เขียนมาตอนแรกมีความซับซ้อนกว่านี้ แต่ว่าปองวุติแก้ให้หมด มีหลายอย่างที่พยายามจะหักมุมมากเกินไป คือเราบอกไปว่าอยากได้แบบนั้น แบบนี้ แล้วก็ความสัมพันธ์ประมาณนี้ใส่ไป ปองวุฒิเอามาสรุปให้เป็นนิยายแล้ววางโครงให้เราเขียน

เมื่อเขียนเสร็จก็ส่งให้ดู แล้วก็นำกลับมาแก้ คล้าย ๆ ว่าตีโต้กันไปมา สิ่งที่เราเห็นและได้จากการทำงานกับนักเขียนจริงๆมันช่วยให้มีประสบการณ์ด้านการเขียนมากขึ้น ได้ความตรงและคำวิจารณ์สั้น ๆ มีตัวอย่างการแก้ให้ดู  ถือว่าโชคดีมากที่ได้เขามาช่วย เพราะถ้าเขียนตามคิดจริงๆ นิยายเรื่องนี้คงน่ากลัวมาก

ปองวุฒิ : ในการสร้างเรื่อง เราเก็บข้อมูลโดยให้ทุกคนเล่าเรื่องมาก่อน เช่นพี่หนุ่มก็ให้เล่าชีวิตตัวเองมา ส่วนหนอมก็ให้คิดโครงเรื่องที่อยากเล่า ว่าโทนไหน อย่างไร อยากสื่อเรื่องไหน ให้เป็นตัวเองมากที่สุด แล้วก็ค่อยเอาวัตถุดิบมาเรียงร้อยอีกที เป็นงานละเอียดต้องสร้างอะไรจากคนอีกคนและสื่อเป็นตัวเขา โดยที่เราเข้าใจด้วย สุดท้ายต้องให้ออกมาดี

แบบโคตรยาก พูดแล้วก็เหมือนโม้ (ก็โม้ซะเลย) มันเป็นอะไรที่ต้องทุ่มเทมาก ไม่ใช่งานลวก ๆ อย่างพี่หนุ่มนี่สัมภาษณ์แก ต้องจี้ในจุดเล็ก จุดน้อย ความรู้สึกในอดีต ความคิด ความรัก การตอบสนองของเพื่อนร่วมงาน เราต้องเข้าใจตัวเขา ทั้งในส่วนของพี่หนุ่มเอง หนอม หมอนัท และคาแรคเตอร์ทุก ๆ คนในเรื่องด้วย เราคิดว่าเมื่อทำงานด้วยกันแล้ว อยากให้ออกมาจากตัวตนแต่ละคนจริง ๆ

 

18470909_10155421383143514_2027785735_n
Money Code นิยายเปิดตัวในซีรีส์นี้ของพี่หนุ่ม The Money Coach

 

เวลาไปสอนเด็ก (ค่ายเพาะบ่มนักเขียนหน้าใหม่) เราก็คุมเด็กให้คิดเรื่องเหมือนกัน คือต้องให้เริ่มจากเอาอะไรที่คนนั้น (แม่ง) กระหายอยากเล่าที่สุด ไม่งั้นมันทำยาว ๆ แล้วไม่เวิร์ค เอาประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่เรามี มาปรับแบบให้เห็นภาพ หรือยกตัวอย่างชัดเจน มีแบบแผนให้คนทำไปด้วยกันได้เข้าใจง่ายๆ

หนอม  :  โชคดีอีกเรื่องที่มีเขาช่วยคือ บทเลิฟซีน (ห่ะ!) เราบอกว่า ป๊อกไปจัดให้หน่อย ป๊อกก็จัดซะเคลิ้มเชียว และที่สำคัญมันเป็นตัวตนของเราด้วย (ตัวตนเรานี่อะไร อาชว์ หรือ หนอม วะ –ผมสงสัย) คือสนุกมาก

เรามองว่าประสบการณ์ของปองวุฒิทำให้เขาเหนือกว่านักเขียนทั่วไปแล้ว งานเขียนเขาสามารถถอดคาแรกเตอร์คนได้ หมายถึง ถ้าเขาทำงานกับใคร เขาจะไม่เปลี่ยนแปลงคนๆนั้น แต่ทำให้ดีขึ้นเป็น All-Rounder  อ่ะ ไม่ใช่แบบพวกต้องทำงานตามอารมณ์  ไม่มีคำว่าเขียนไม่ออกทำไม่ได้อะไรแบบเนี่ย ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งมองภูเขาจิบชาหรือดริฟกาแฟ ซึ่งมันดีกับเราซึ่งเป็นคนหัดเขียนนิยาย ทำให้เห็นภาพชัดมากในการทำงาน

ประมาณนี้อวยมากไปเดี๋ยว (แม่ง) กลายเป็นนิยายคู่เกย์

ปองวุฒิ : (ฮา) อันที่จริงเราเห็นหนอมมีไฟ ที่จะทำ ซึ่งตรงนี้สำคัญ เป็นส่วนที่จะทำให้นิยายสนุก ความสนุกที่ได้ทำมันจะถ่ายทอดไปที่ผู้อ่าน นอกจากทำให้งานเป็นตัวของหนอมแล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเราจริง ๆ คือ การหนีคุก! (ก้าก… หนอมหัวเราะทันที) เพราะเรื่องที่หนอมเขียนเป็นเรื่องจากประสบการณ์จริง ที่นำมาดัดแปลง เสียดสีตั้งแต่คนดี ระบบราชการ วิธีการโกงภาษี เสี่ยงคุก เสี่ยงตารางกันไป แต่ที่กล้าเขียนกันเพราะมันเป็นเรื่องของประเทศซิมบับเว แต่แค่เอาตัวละครมาใส่ชื่อไทย ย้ำนะครับว่า ซิมบับเว

หนอม  :  เออว่ะ นี่หนังสืออกมาไม่รู้จะโดนเด้งหรือเปล่า อาจต้องย้ายประเทศหนีกันเลย ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ…

ซิมบับเว! (ป๊อก ตบมุก) แล้วก็ทุกคนก็หัวเราะพร้อมกันกับความเป็นคาเฟ่ของตัวเอง

18403189_10155421186973514_4497307328651716453_n
สนับสนุนโดย กระทะ “ปองรวยคิง” เหนือความจริง ความฮาต้องมาด้วย

พวกเราพักการสนทนากันหลังขำกับมุกตลก ผมมีเวลานั่งจินตนาการภาพการทำงานที่วุ่นวาย และความรู้สึกอิจฉาก็ปรากฏ พยายามคิดว่า เมื่อไหร่หนอเราจะมีโอกาสได้เข้าไปร่วมกับการทำงานแบบนี้บ้าง เมื่อไหร่หนอเราจะมีชื่อเป็นส่วนหนึ่งของนิยายที่มีเบื้องหลังสนุกสนานอย่างนี้บ้าง ได้เป็นแค่คนที่ได้นั่งประชุมด้วยก็ยังดี

“ผลงานจะเป็นตัวบอกทุกสิ่ง” คำที่หนอมเคยพูดไว้กับผม “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะเพื่อน” สิ่งที่ป๊อกพูดไว้พร้อมการตบบ่า คิดว่ามันจะมีอะไรที่ง่ายไปกว่านี้ไหม เป็นเราเองต่างหากที่ไม่ได้ลงมือทำ ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ สร้างกำแพงความยากลำบากขึ้นมาเอง

ดูพวกเขาสิ เขาสร้างตัวตนขึ้นมาด้วยความโดดเดี่ยว “งานเขียนเป็นงานโดดเดี่ยวที่ต้องเชื่อมต่อกับผู้คน” ใครไม่รู้กล่าวไว้ (หนอมได้ยินคงบอกเราว่ามันวาทกรรมกลวงเปล่า)

สิ่งที่ทั้งสองทำนั้นคือการทำงาน ผลงานเป็นเรื่องพิสูจน์ทุกอย่าง…

 

ก่อนที่ผมจะคิดด่าตัวเองมากไปกว่านี้ ป๊อกก็โผล่มาทักว่า คุยถึงไหนแล้ว ความอยากรู้กลับมาอีกครั้ง รีบสิครับ…เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่สำหรับคนที่ไม่มีเป้าหมาย เวลาอาจกลายเป็นเครื่องทรมาน

สิ่งที่ได้จากการเขียนนิยายเรื่องนี้คืออะไรเหรอ (ผมรีบถามต่อทันที)

ปองวุฒิ : ที่เราได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้คงเป็นเรื่องของสายการเงินนั่นแหละ พวกแนวคิดต่าง ๆ การใช้ชีวิต ที่ต้องมีการวางแผน จากคนที่คิดว่าการเงินเป็นเรื่องง่าย บวก ลบ เป็นก็จบ ความจริงแล้วไม่ใช่ มันคือการวางแผน เป็นการวิ่งมาราธอนที่ยาวไกล เป็นการมองภาพตัวเองเมื่ออายุ 40 50 60 หรือแม้กระทั่งวันที่เราจากไปเลย ซึ่งทำให้คิดว่าจะตั้งใจเก็บเงินเก็บทองมากขึ้น (จริ้งงงง) เริ่มมองการลงทุนและคิดว่าตัวเองมาถูกทางที่เลือกการทำงานสายงานเขียน เพราะเป็นงานลิขสิทธิ์ที่ใช้หากินได้ยาวนาน

อีกเรื่องที่มองเห็น คือการเปิดกว้างในเรื่องราวของศิลปะ การข้ามไปมาของสายงานต่าง ๆ ที่เราคิดว่าประเทศนี้ยังไม่เปิดกว้างมากนัก มักจะจำกัด และดูถูกผู้คนอีกสายงาน เช่น นักเขียนรางวัล มักดูถูกนักเขียนสายตลาด นักเขียนนิยายมักคิดว่าสายบทความไม่ยาก หรือกลุ่มนักเขียนจริง ๆ มักไม่ชอบคนอาชีพอื่นที่มาเขียนหนังสือเพราะคิดว่าใช้แค่ความดัง ไม่ได้ใช้คิลปะวาทศิลป์ของตัวอักษร

หนอม :  ใช่! เห็นด้วยว่าศิลปะมันควรขยายออกมา แตกแขนงออกมา ตอนที่เราเขียนเรื่องนี้จบ รู้เลยว่ารักการเขียนมากแค่ไหน (สาธุ-ป๊อกแทรกมา) ไม่ได้อยู่กับ Passion หรืออะไรนะ ไม่ได้มีความฝันว่าจะเป็นสุดยอดนักเขียนนิยายด้วย แต่รู้สึกว่าสนุก คิดว่ามันไปมาหาสู่กันได้ แถมยังต่อยอดงานเขียนเรื่องการเงินได้ด้วย สำหรับเราแล้ว การเขียนนิยายมันไม่ได้เป็นการสร้างรายได้แต่มันเป็นการกระจายสิ่งที่เราคิดไปให้ออกไกลกว่าที่เคย

อีกอย่างที่อยากให้นักเขียนทุกแนว หรือทุกคนตระหนัก เราไม่ควรดูถูกนักเขียนเลย  งานทุกชิ้นกว่าจะทำมาได้เนี่ยมันไม่ได้ง่าย งานสายรักวัยรุ่น งานอีโรติก งานวรรณกรรมงานอะไรพวกนี้ ต่างทุ่มเทเพื่อให้งานออกมาดังนั้น ถึงแม้จะมีคนที่ตั้งใจเขียนแล้วแต่งานก็ไม่ดี หรือตั้งใจยังไงก็ไม่ดัง ไปต่อไม่ได้ ก็ใช่ว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นงานที่ไม่เอาไหน แต่ในทุก ๆ งานมีคุณค่านะเว้ย! (เฮ้ย ๆ อย่าพึ่งขึ้น–ผมรีบทัก)

สำหรับคนที่เขาเขียนงาน อย่าไปดูถูก การดูถูกมันไม่ได้พัฒนางานอะไรเราเลย เป็นแค่การเหยียดหยามเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีแค่นั้น ลองเปิดใจ ยอมรับในความอุตสาหะ และหากมีเวลาก็อ่านงานแนวอื่นบ้าง โลกจะได้กว้าง ความคิดจะได้ไม่แคบ

(มันด่าใครวะ— ปองวุฒิถามแทรก)

1494743316248
วันสบาย ๆ ของพรี่หนอมกับน้อง สกาย ผู้อวบอ้วน

 ปองวุฒิ : พูดได้สวยครับ สรุปว่าสำหรับคนตั้งใจทำงานจริง มันต้องมีความโอเคบางอย่าง อย่างน้อยมีฟีลลิ่งแอบในชิ้นงานแหละ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องลงมือทำ just do it ทำเพื่อให้รู้ว่างานเรา ดีหรือไม่ดียังไง อย่าเอาแต่มโน ว่าน่าจะเขียนดีแล้วก็ไม่เขียน ทำตัวเองให้มืดบอด ไม่ได้รู้อะไรเลย แล้วก็ยกหางตัวเองว่า กูก็เก่ง กูก็เทพ อะไรแบบนี้ มันไม่ดี…  เหมือนนักรบต้องลงสนามต่อสู้ ฆ่าฟัด เอาเป็นเอาตาย ไม่ใช่ร่ายรำ แล้วบอกว่าเป็นลูกศิษย์คนนั้นคนนี้ มันมีอุปสรรคเยอะ อยู่ที่ว่าจะเอาตัวรอดหรือเปล่าในสถานการณ์จริง

หนอม :  ผลงานแม่งคือคำตอบ แค่นั้นเอง ถึงมันไม่ใช่คำตอบชีวิต แต่มันก็เป็นคำตอบของการพยายาม ต้องลงไปฟาดฟันกับมัน —ถ้าเป็นนักเขียน จงขายผลงาน แต่ถ้าอยากเป็นนักวิจารณ์ อย่าเรียกตัวเองว่านักเขียน– หล่อซะงั้น จบเลยละกัน -ฮา-

ปองวุฒิ : อย่าพึ่งจบดิ …ยังไม่บอกเลยว่าขายวันไหน

หนอม  :  เออ จริงด้วย Tax Code และ Money Code ขายวันแรกที่งาน Money on Stage ของพี่หนุ่ม วันที่ 21 พฤษภาคมโรงละครเอ็มเธียเตอร์ อยากได้ก่อนไปสอยเลย ส่วนวางขายทั่วไปเดี๋ยวแจ้งอีกทีครับ

               “อ้าวไม่มีมาให้เราสักเล่มเหรอ?” ผมถาม

“มีสิ เดี๋ยวออกจากโรงพิมพ์เอามาให้เลย เซ็นให้ด้วย ดีไหม สำหรับแชมป์ 500 เพื่อนกัน” หนอมตอบพร้อมลูบปาก โดยมีปองหัวเราะอยู่ข้าง ๆ

1494743144046
“ของลับ” ที่ปองวุฒิงัดมาโชว์เพื่อแสดงว่าโปรเจ็กต์นี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 2014 (คนกลาง หมอนัทคลีนิคกองทุน)

“เชี่ย! ผมคิด แต่ไม่ได้ด่าหนอมนะครับที่พยายามปล้นผม แต่เป็นการด่าตัวเองที่หลงคิดว่าทั้งสองคนทำนิยายออกมาคงเป็นเรื่องง่ายใช้เวลาแปปเดียว จากมุมมองของเรา คนที่เห็นปองวุฒิออกหนังสือปีละ 3-5 เล่ม หนอมเขียนบทความวันละ 3-4 บทความ คิดว่าทุกอย่างที่พวกเขาทำคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่เลย! เป็นเรื่องที่ใช้ความอดทน มุ่งมั่น และศิลปะที่ลึกซึ้ง เพราะสิ่งที่สวยงามมาจากความอุตสาหะเสมอ โลกเราไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ แม้แต่อากาศหายใจก็มาจากการกลั่นตัวที่อธิบายไม่ได้

การพูดคุยกับทั้งสองสร้างแง่คิดให้เสมอ แต่ผมเองก็เผลอมีข้ออ้างมาใช้ประจำ คนเราส่วนใหญ่มีฝันและอยากทำสำเร็จ แต่คนที่ทำเสร็จเป็นคนที่ไม่มัวแต่ฝัน “การลงมือคือพ่อของทุกทฤษฎี” แต่การประกอบสร้างสิ่งดี ๆ ต้องมีแผน และความมุ่งมั่น

จุดแต่ละจุดที่เกิดขึ้นมาในชีวิต มันก็เหมือนลิขิตที่พาเราไปในจุดหมายบั้นปลาย แต่จงอย่าลืมว่าเราเป็นคนเลือกจุด ๆ นั้นขึ้นมาเอง จะดีจะร้าย ได้ใช้หรือไม่เราก็เป็นคนกำหนด ปองวุฒิกับหนอม หรือแม้แต่ โสภณ (บอส) ก็ทำให้ดูแล้วว่า ทุกอย่างสร้างได้ อย่าย้อท้อ แต่ก็ต้องมีแผน เรียนรู้ที่จะเป็นตัวเอง สร้างเส้นทางแล้วเดินไป

ผมไล่เปิดไฟล์งานที่ค้างไว้แรมปี ปัดฝุ่น แล้วเริ่มลงมือ แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องทำเป็นอันดับแรก แต่ก็ใช่ว่าจะทำมันควบคู่กันไม่ได้ สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ

“ผลงานเป็นสิ่งที่บอก ว่าเราเป็นคนยังไง”

 

อัปเดตเพิ่มเติมจากพรี่หนอมและปองวุฒิ ว่าตอนนี้หนังสือออกแล้วพร้อมโปรโมชั่นพิเศษจากทางสำนักพิมพ์ ซื้อ 2 เล่มเหลือเพียง 410 แล้วยังส่งฟรีด้วย ใครอยากอ่านนิยายการเงินซีรี่ส์แรกของประเทษศไทย ก็อย่าช้า ทาง Bookster ได้มาแล้ว เดี๋ยวมีจัดรีวิวอีกแน่นอน

สั่งซื้อได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า http://www.liverich.co.th/

18762391_10154648698023450_414371700_n.jpg

.

.

iMonkey

14.5.17

  1. ในที่สุดก็ถึงเวลาเอามาปัดฝุ่นจริงๆแล้วสินะ

    • เขียนไปได้ สองสามตอนแล้วครับ แต่ก็ไม่พอใจกับมันสะที แต่ก็อย่างที่ปองบอกว่า ทำให้เสร็จ จะได้รู้ว่าดีไม่ดีอย่างไร

      • เห็นด้วย

        • อะนะ หกตอนแรก เรื่องเดินช้ามาก ตอน 7-8 เริ่มวิ่งฉิวเลย 555 เหมือนละอารมณ์ ตอนนั้นอ่าน มูราคามิ ตอนนี้เขียนบทความ อ่านแล้วต่างกันจริง ๆ เอาให้เสร็จแล้วค่อยไปแก้ 1-6

          • สู้ๆ วางไว้กี่บท?

          • อันเดิมมัน 30 แต่ตัดตัวรุ่มต่ามออก น่าจะราว ๆ ไม่เกิน 20 บท แต่ก็ต้องไปตัด หกบทแรกให้เหลือ สัก 3-4 บท ตัดตัวละครบางตัวออก

          • เขียนให้จบ แล้วเอามาอ่านทวนน่าจะเห็นภาพว่าตรงไหนตัดได้ ตรงไหนสำคัญ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *