The Conversation (1974): บทสนทนาที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ยิน

แฮร์มันน์ เฮสเสอะ กวีและนักเขียนชาวเยอรมัน-สวิส เคยกล่าวว่า คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีชีวิตอยู่อย่างแข็งกระด้าง—และมันก็ยิ่งชัดเจนเมื่อเข้าสู่ในยุคสมัยของเรา—ที่คนอ่อนไหวละเมียดละไม กลับต้องทนรู้สึกเจ็บปวดต่อวิถีชีวิตอันแห้งแล้งจนต่างพากันปลีกตนเร้นหายไป ดังเช่นที่ แฮร์รี คอล ตัวละครศูนย์กลางในภาพยนตร์เรื่อง The Conversation โดย ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ก็เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างสันโดษในเมืองซานฟรานซิสโก…

คอล เป็นนักดักฟังมืออาชีพที่เก่งกาจ เขาทำงานนี้มาเป็นเวลากว่า 20 ปี และไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง หลังเลิกงาน เขาจะใช้เวลาว่างด้วยการเป่าแซกโซโฟนอยู่เพียงลำพังในอพาร์ตเมนต์ โดยหวังลึกๆ ว่าวันหนึ่ง เขาอาจจะเป็นนักแซกโซโฟนชื่อดัง และมีโอกาสได้แสดงต่อหน้าคนมากมายในงานดนตรีแจ๊สใหญ่ๆ สักครั้ง ทั้งนี้ หากมองอย่างผิวเผิน บางคนอาจคิดว่า ชีวิตของเขาดูจะน่าเบื่อใช่หรือไม่ กระนั้น หากเราลองยึดโยงความคิดความของเฮสเสอะที่ว่า

“ความเบิกบานอย่างพอเหมาะ ย่อมแช่มชื่นเป็นทวีคูณ”

คอลก็คงมีชีวิตเป็นไปแบบนั้น—หรืออย่างน้อย มันก็เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าที่เรื่องราวซับซ้อนยุ่งยากจะเข้ามางัดแงะแกะปมในจิตใจของเขา

คอปโปลาเล่าว่า ต้นธารความคิดในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ หนึ่ง คือ การได้ข้อคิดจากการอ่านนิยายเรื่อง Siddhartha ของ เฮสเสอะ กอปรกับการได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Blow-Up ของ มีเกลันเจโล อันโตนีโอนี ซึ่งเรื่องเล่าทั้งสอง ได้ชี้ให้เห็นว่า การทำอะไรซ้ำๆ ในท้ายที่สุด จะก่อให้เกิดการค้นพบความหมายใหม่ ซึ่งเป็นความหมายที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ โดยคนทั่วๆ ไป จะไม่สามารถหาคำตอบได้ หากปราศจากความละเมียดละไมในการพินิจพิจารณา…

และสอง มาจากบทสนทนาระหว่าง คอปโปลา และ ไอร์วิน เคอร์ชเนอร์ (ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสหรัฐฯ และเพื่อนเก่าแก่อีกคนของคอปโปลา) เกี่ยวกับการจารกรรมข้อมูล ซึ่งในช่วงหนึ่ง เคอร์ชเนอร์ได้พูดกับคอปโปลาว่า “…คนส่วนใหญ่มักคิดถึงวิธีที่ปลอดภัยที่สุดที่จะไม่ให้ถูกสอบแนมด้วยการเอาตัวเองการเข้าไปอยู่ในฝูงชน กระนั้นพวกเขากลับพลาดพลั้งคิดไม่ถึงว่า ยังมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยสามารถดักฟังเสียงใครก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางคนมากมายขนาดไหน”

The Conversation ใช้เวลาถ่ายทำทั้งสิ้น 56 วัน ใช้ทุนสร้างไปจำนวน 1.9 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ในครั้งแรกประมาณ 3 แสนเหรียญ ทว่า The Conversation ก็ยังถือเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เงินทุนสร้างไม่มากนัก—เมื่อเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของคอปโปลา—แถมเจ้าตัวก็ออกจะพอใจสุดๆ ที่มีโอกาสได้ทำงานชิ้นนี้โดยปราศจากแรงกดดัน “…เมื่อคุณทำงานโดยไม่รู้สึกกดดัน คุณก็จะไม่เซ็นเซอร์ตัวเอง” คอปโปลากล่าว

แน่นอน หลังจากที่ The Conversation ออกฉายอย่างเป็นทางการ มันก็ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์โดยส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างในรายของ โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ภาพยนตร์จากหนังสือพิมพ์ Chicago-Sun Times ที่ออกมายกย่องว่า The Conversation คือภาพยนตร์ที่ส่งให้จีน แฮกแมน สามารถแสดงศักยภาพในการแสดงของเขาออกมาได้อย่างเข้มข้นสุดขั้ว ไม่น้อยหน้าภาพยนตร์เรื่องก่อน The French Connection ซึ่งเขารับบทนำและสามารถคว้ารางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม มาครองได้ในปี 1971

นอกจากนี้ The Conversation ยังได้รับรางวัลใหญ่อีกหนึ่งรางวัล คือ รางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ในปี 1975 และก็เกือบจะคว้าได้อีกหนึ่งรางวัลจากเวทีออสการ์ แต่ทว่าสุดท้าย ก็เป็น The Godfather Part II—ซึ่งเป็นภาพยนตร์ของคอปโปลาอีกเรื่องที่ออกฉายในปีเดียวกัน—ที่สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครองได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม แม้ The Conversation จะเป็นภาพยนตร์ที่ล้มเหลวในด้านรายได้ แต่นั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือภาพยนตร์ที่เป็นต้นแบบแห่งยุค 70s ซึ่งสะท้อนภาพความหวาดระแวงในการถูกโจรกรรมข้อมูลในสังคมอเมริกันที่ยอดเยี่ยมที่สุด ส่วนผม หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นรอบที่สอง พร้อมกับข้อมูลจำนวนหนึ่งในหัว ก็ต้องบอกตรงๆ ครับว่า ตื่นเต้นกว่าการชมครั้งแรกมากๆ…

แถมในครั้งหลัง ผมก็ยังรับรู้ถึงความรู้สึกซึ่งครั้งแรกคิดไม่ถึง โดยเฉพาะการที่หนังพยายามงัดแงะแกะปมตัวละคร มากกว่าที่จะโบยตีผู้ชมแรงๆ ด้วยฉากชวนตื่นเต้น—สอดประสานไปกับความสนุกจากการจ้องมองมุมภาพและขนาดภาพที่แปลกตา ซึ่งก็น่าจะแฝงนัยยะอะไรเอาไว้—และการพยายามสอดแทรกดนตรีประกอบอันชวนพิศวง หวาดระแวง และหวีดกลัวสุดขีดในช่วงไคลแม็กซ์ของเรื่อง

ก็แหละ ในฐานะคนดูหนังจริงจังคนหนึ่ง ผมแนะนำว่า คุณลองหาข้อมูลของหนังเรื่องนี้มาอ่านก่อน แล้วค่อยกลับไปดูหนังอีกรอบ หรือไม่ก็ดูหนังก่อน แล้วค่อยไปหาข้อมูล จากนั้นก็กลับไปดูหนังอีกรอบ รับรอง คุณจะสนุกไปกับการดูหนังที่คนทั่วๆ ไป บอก “หนังอะไรโคตรน่าเบื่อ…มีแต่ฉากเดิมๆ วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา” ซึ่งแท้ที่จริง หนังกลับเชื้อเชิญให้เราสนุกไปกับการนั่งดูอะไรซ้ำๆ แบบนั้นนั่นแหละครับ
___

ข้อมูลประกอบการเขียนจาก :

[1] บทความ “เพียงความเบิกบานน้อยๆ” ในหนังสือ มาจากทางสายเปลี่ยว: ความเรียงว่าด้วยศิลปะและชีวิตด้านใน โดย แฮร์มันน์ เฮสเสอะ

[2] บทสัมภาษณ์ “The Making of The Conversation: An Interview with Francis Ford Coppola” โดย ไบรอัน เดอ พัลมา ในเว็บไซต์ https://cinephiliabeyond.org/francis-ford-coppola-brian-de-palma-conversation-two-great-filmmakers/

[3] บทวิจารณ์ภาพยนตร์ เรื่อง “The Conversation (1974)” โดย โรเจอร์ อีเบิร์ต ในเว็บไซต์ http://www.rogerebert.com/reviews/the-conversation-1974
___

BOOKster X ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *