วิวัฒนาการในกำมือ

1.
ถ้าใครเคยดูสารคดีเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของโลกมาบ้าง คงเคยเห็นการเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ของมนุษย์เทียบกับโลกในรูปแบบของช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าโลกถือกำเนิดขึ้นในเวลา 0:00 นาฬิกา ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ มีอุกกาบาตรตกลงมาใส่พื้นผิวโลกเป็นพักๆ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจำพวกแบคทีเรียเริ่มขึ้นช่วงเวลา 04:00 หลังจากนั้นก็มีพวกสาหร่ายเซลล์เดียวเกิดขึ้นเวลาประมาณบ่ายสอง จากนั้นก็เป็นพวกแมงกะพรุน (20:48) พืชบนดิน (21:52) ไดโนเสาร์ (22:56) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (23:39) และในที่สุดก็ถึงจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ 23 นาฬิกา 58 นาที 43 วินาที

เทียบกับโลก มนุษย์มีอายุไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ

แต่ในช่วงเศษเสี้ยวของเวลา มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงปรับเปลี่ยนทั้งในด้านลักษณะทางกายวิภาค (การปรับตัวให้เดินสองเท้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางไกลหรือการพัฒนาผิวหนังให้มีขนน้อยลงเพื่อง่ายในการหาปรสิตตามร่างกาย) และลักษณะทางพันธุกรรม (ยีนที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เราสามารถย่อยนมได้ตลอดช่วงชีวิต เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากมนุษย์ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์) เราเรียกสิ่งนี้ว่า “วิวัฒนาการ” ซึ่งเกิดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ผู้ที่อ่อนแอจะถูกคัดกรองให้สูญพันธ์ุไป ส่วนผู้ที่อยู่รอดก็มีโอกาสสืบพันธ์ุและมีทายาทรุ่นต่อไปที่มีโอกาสอยู่รอดมากขึ้นในธรรมชาติ

ในช่วงต้นของหนังสือ “กำเนิดแห่งชีวิต (Origin of Species)” ชาร์ลส์ ดาร์วิน เคยพูดเอาไว้ว่า

“การคัดเลือกโดยธรรมชาติที่เราจะเห็นต่อจากนี้ เป็นพลังซึ่งพร้อมปฏิบัติการอยู่ทุกเมื่อ และเหนือชั้นกว่าความพยายามอันอ่อนด้อยของมนุษย์ชนิดเทียบกันไม่ติด เพราะการทำงานของธรรมชาติเปรียบได้กับงานศิลปะ”

ซึ่งในปี 1859 ที่หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ ประโยคข้างต้นคงเป็นความจริงที่เราไม่อาจถกเถียง ตอนนั้นสิ่งแวดล้อมยังคงความเป็นธรรมชาติที่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์อยู่มาก คล้ายกับว่าเราถูกธรรมชาติแกมบังคับให้ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่ในปัจจุบันลองคิดดูว่าร่างกายเราปรับตัวกันแย่แค่ไหน ความจำเป็นในการ “ต้อง” ปรับตัวแทบไม่หลงเหลืออีกต่อไป (ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างอย่างในปัจจุบัน ประมาณร้อยละหนึ่งของประชากรมียีนในร่างกายที่กลายพันธ์ุ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของโปรตีนภายในเซลล์จนเชื้อ HIV ไม่สามารถเกาะติดได้ กลายเป็นว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะติดเชื้อ ซึ่งถ้าอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงยาต้านไวรัสก็คงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าอยูในพื้นที่กันดาลอย่างแอฟริกา สิ่งนี้คือความเป็นความตายเลยทีเดียว) นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ขนมขบเคี้ยวที่เต็มไปด้วยโซเดียม สิ่งแวดล้อมที่ปราศจากเชื้อโรค อาหารที่ถูกปรุงแต่งมาอย่างสมบูรณ์ ความปลอดภัยของชีวิตในเมือง การแพทย์ที่ล้ำสมัย เราแทบไม่มีโอกาสป่วยไข้หรือเป็นแผลติดเชื้อแล้วเสียชีวิตอีกต่อไป ฟังไปแล้วดูเหมือนว่าทุกอย่างก็ดี เป็นในสิ่งที่มันควรจะเป็นแล้วนี้นา มนุษย์ยังต้องการอะไรอีกเหรอ?

นี้แหละครับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์”

ถ้าพูดให้ดูดีหน่อยคือเราไม่เคยหยุดที่จะพยายามพัฒนาตนเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ คอยคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆที่ตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหา(ที่ส่วนมากเกิดจากตนเอง)อยู่เสมอ แต่ถ้าให้พูดกันแบบไม่ภาษาดอกไม้ มนุษย์เราไม่เคยรู้จักคำว่าเพียงพอซะมากกว่า

2.
ช่วงประมาณปลายปีก่อนได้อ่านข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า “คริสเปอร์-แคสไนน์ (CRISPR-Cas9)” ที่ทำให้กระบวนการตัดดีเอนเอออกจากยีนแล้วเอาดีเอนเอใหม่ใส่เข้าไปด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง (จนน่ากลัว) ในการปรับแต่งจีโนมให้กับไข่และอสุจิของมนุษย์ได้โดยตรง (สีผม สีตา สีผิว ความสูง รวมไปถึงสติปัญญา) เรียกได้ว่าเป็นโรงงานผลิตเด็กทารกที่ customize ได้ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คนเดียวนะแต่ทั้งรุ่นแบบไม่สิ้นสุดอีกด้วย (ฟังดูแล้วน่าขยะแขยงพิลึก ถ้าเกิดว่ามีเด็กที่หน้าตาท่าทางเหมือนกันทุกอย่างออกมาเป็นล็อตๆเดินกันทั่วเมือง)

จนถึงตอนนี้คริสเปอร์ถูกใช้ในสัตว์ทดลองในห้องแลปเท่านั้น มันถูกนำมาปรับเปลี่ยนจีโนมของหนูเพื่อไม่ให้เป็นพาหะนำเชื้อแบคทีเรีย ใส่ยีนเข้าไปในยุงก้นปล่องเพื่อทำให้มันไม่เป็นพาหะนำเชื้อมาลาเรีย ปรับแต่งตัวอ่อนของหมูเพื่อให้อวัยวะของมันปลอดภัยในการปลูกถ่ายในมนุษย์ ยังถือว่าโชคดีที่ตอนนี้มีข้อตกลงระหว่างประเทศให้ยุติการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมนุษย์ทุกอย่างที่สามารถถ่ายทอดต่อทางพันธุกรรมได้ แต่ข้อจำกัดนี้จะถูกทำลายลงทันทีเมื่อเทคโนโลยีชนิดนั้นได้รับการพิสูจน์ว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง คริสเปอร์ก็เช่นเดียวกัน

เด็กหลอดแก้วเคยเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในช่วงหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน จากเริ่มต้นมันเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่นำมาช่วยคู่สามีภรรยาที่มีบุตรได้ยาก (หรือไม่สามารถมีได้) แต่หลังจากนั้นก็เริ่มถูกใช้เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงปลอดโรคทางพันธุกรรม จนตอนนี้กลายเป็นทางเลือกสำหรับพ่อแม่ที่ต้องการคัดเลือกเพศของลูก เช่นในเอเชียที่ลูกชายถูกให้ความสำคัญกว่าลูกสาว หรือในยุโรปและอเมริกาที่ให้เหตุผลเพียงแค่ว่าต้องการสร้างความสมุดลของครอบครัว (อยากได้ลูกชายหญิงอย่างละคน) ถึงตอนนี้การทำเด็กหลอดแก้วได้ก้าวมาไกล (และออกห่างจาก) จุดประสงค์แรกของเทคโนโลยีชนิดนี้อย่างกับหนังคนละเรื่องกันเลยทีเดียว

คริสเปอร์เป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลังกว่าเด็กหลอดแก้วหลายเท่าตัว เมื่อใดก็ตามที่มันถูกพิสูจน์ว่าปลอดภัยและมีประโยชน์ คำถามด้านจริยธรรมจะกลายเป็นประเด็นที่ไม่สำคัญไปทันทีเหมือนเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว มันมีโอกาสที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอย่างน่ากลัว ลองคิดดูสิว่าถ้าคริสเปอร์ตกไปในมือของคนอย่าง ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ จะเกิดอะไรขึ้น เผ่าพันธ์ที่สมบูรณ์แบบของเขาจะถูกสร้างขึ้นมาเดินเต็มท้องถนนและพร้อมจะทำลายล้างทุกอย่างที่ “ไม่สมบูรณ์” ในสายตาของพวกเขาอย่างนั้นนะเหรอ? นี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของเผ่าพันธ์มนุษย์ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง ในเมื่อวิวัฒนาการคัดเลือกโดยธรรมชาติได้ทำงานเชื่องช้าเกินไปแล้ว

“อะไรคือมาตรฐานใหม่ถ้าเราต้องการปรับปรุงมนุษย์ให้ดีขึ้น และมันหมายความว่ายังไงกันแน่?”

3.
ประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Elon Musk (CEO ของ Tesla และ SpaceX) ได้เปิดตัวบริษัทใหม่ของเขาชื่อ “Neuralink” ซึ่งเป้าหมายหลักของบริษัทคือการผสมผสานสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์ โดยเป็นชิ้นส่วนเล็กๆที่ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลระหว่างสมองของเรากับโลกอินเตอร์เน็ต เช่นสมมุติว่าถ้าเราอยากเซฟความทรงจำของเราเอาไว้บนฮาร์ดไดร์ฟหรือ cloud ก็สามารถทำได้ เผื่อว่าในอนาคตเกิดลืมอะไรขึ้นมาก็ทำการกู้ “ความทรงจำ” ที่เคยเซฟเอาไว้กลับคืนใส่สมอง ถ้าเกิดว่าเขาทำสำเร็จขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะก็ มนุษย์ที่ฝังคอมพิวเตอร์ชิ้นนี้ไว้ในสมองก็สามารถที่จะอัพโหลด/อัพเดตความรู้ในสมองของตัวเองให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆว่าเราจะรู้ทุกอย่างที่อยากรู้ตราบใดที่สิ่งนั้นอยู่ในรูปแบบดิจิตอลบนโลกของสายไฟเบอร์ความเร็วสูง

เหลุผลที่ Elon Musk พยายามพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้กลายเป็นไซบอร์ก (มนุษย์ที่ถูกดัดแปลงเสริมแต่งด้วยคอมพิวเตอร์ ให้คิดถึง Robocop ครับ) เพราะเขาเกรงว่าในโลกอนาคตที่เต็มไป AI (Artificial Intelligence) ที่ฉลาดและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไหร่ก็ตามมนุษย์ไม่สามารถควบคุมเหล่า AI ได้ การดำรงอยู่ของมนุษย์ (existential risk) จะถูกคุกคามในทันที ครั้งหนึ่งที่เขาเคยพูดเอาไว้ว่า

“I think we should be very careful about artificial intelligence. With artificial intelligence, we’re summoning the demon.”

“ผมคิดว่าเราควรต้องระมัดระวังเกี่ยวกับ AI เพราะสำหรับเรื่องนี้ เรากำลังปลุกปีศาจให้ตื่นขึ้นมา”

4.
ตั้งแต่เป็นเด็กผมชอบดูหนังแนว Sci-Fi ที่พูดถึงโลกอนาคต มนุษย์ออกเดินทางไปอาศัยอยู่ตามดาวเคราะห์ต่างๆทั่วจักรวาล (ตัวอย่างง่ายๆเช่น Star Wars) ในตอนนั้นมันเป็นเรื่องแต่งเพื่อความบันเทิง เป็นจินตนาการยิ่งกว่าความเพ้อฝัน แต่ในตอนนี้เราอาจจะต้องกลับมานั่งดูกันใหม่แล้วว่ามันอาจจะใกล้ถึงเวลานั้นแล้วจริงๆ (ยิ่งในช่วงที่ผ่านมามีการพูดระบบดาวเคราะห์ TRAPPIST-1) เพราะพูดกันตามตรงว่าโลกของเรานั้นกำลังป่วยหนัก ด้วยปัญหาโลกร้อนที่ดูแล้วยังเป็นมะเร็งเรื้อรังที่รุกรามและเลวร้ายลงเรื่อยๆในทุกๆปี อากาศที่วิปริตแปรปรวนเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวพายุน้ำท่วมแผ่นดินไหว ไม่ว่าหลายฝ่ายพยายามออกมารณรงค์ให้ดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีแค่ไหน บางทีเราอาจจะก้าวผ่านจุดที่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้วก็เป็นได้

และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ (ซึ่งผมก็หวังว่าเราจะยังแก้ไขอะไรได้) มนุษย์แบบไหนกันเล่าที่จะได้ชื่อว่า “มนุษย์ในโลกอนาคต” จะเป็นมนุษย์ที่ถูกตัดแต่งยีนเพื่อให้ร่างกายนั้นปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของดาวเคราะห์ต่างๆ (เช่นให้หายใจได้โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจนหรือว่าร่างกายผอมสูงแขนขาเรียวยาวเพราะแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างจากโลก) หรือจะเป็นหุ่นยนต์ AI ที่เราสร้างขึ้นมาที่มีด้านในเป็นคอมพิวเตอร์ทั้งหมด พวกเขามีโอกาสรอดชีวิตสูงเพราะมีทั้งสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีช่วงชีวิต (lifespan) ที่เรียกได้ว่าอนันต์และไม่จำกัดการพัฒนาตนเองด้วยความตายเหมือนมนุษย์ในปัจจุบัน หรือบางทีอาจจะเป็นไซบอร์ก ครึ่งคนครึ่งหุ่นยนต์ เป็นการรวมตัวกันของการวิวัฒนาการด้วยเทคโนโลยี (อย่างคริสเปอร์) กับคอมพิวเตอร์แล้วเกิดเป็นมนุษย์ยุคใหม่ที่ก้าวพ้นขีดจำกัดไปไกลกว่าที่จะคาดถึง

แต่ไม่ว่าประวัติศาสตร์หน้าต่อไปของมนุษย์จะเป็นยังไง สิ่งหนึ่งที่ผมแน่ใจได้เลยก็คือว่าต่อจากนี้ เมื่อวิวัฒนการอยู่ในกำมือของมนุษย์แล้ว คงเป็นเรื่องยากที่มนุษย์จะรอให้วิวัฒนาการตามธรรมชาติมากำหนดเส้นทางเดินอีกต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *