คนบันดาลใจ ดูยังไงตัวจริงตัวปลอม – 3 วิธีตรวจสอบกูรูสร้างแรงบันดาลใจ

bb2.png

“คนเราต้องการแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตมากขนาดนั้นเลยเหรอ?” ผมตั้งคำถามกับตัวเองมาสักพักเกี่ยวกับสังคมแห่งการแบ่งปันแรงบันดาลใจที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา…

 

“เฮ้ย นายกำลังคิดลบอยู่ใช่ไหม ไอ้หนอม” เสียงโต้แย้งในจิตใจของตัวเองดังขึ้นมาทันทีทันใด จริงสินะ ต่อให้มีคนสร้างแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าหากพวกเขาทำให้สังคมมันดีขึ้นมันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ?

 

“แล้ว มึงจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า คนพวกนั้นคือตัวจริง หรือ ตัวปลอม” เจ้าความคิดลบอันชั่วร้ายตอกกลับมาจนหน้าหงาย

นั่นสินะ เราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า คนบันดาลใจเหล่านั้น เขาเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม
 

n0m.png

เมื่อเกิดคำถาม สิ่งที่เราต้องทำคือการพิสูจน์ ผมเริ่มผันตัวเองมาศึกษาเรื่องแรงบันดาลใจมากขึ้น หนังสืออะไรที่กูรูเขาว่าดี หนอมก็ว่าดี ศึกษา วิเคราะห์ แยกแยะ ให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้ใช้คัดกรองความจริงของคนบันดาลใจทั้งหลาย จนสุดท้ายผมสามารถสรุปออกมาเป็น 3 ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการตรวจสอบคนบันดาลใจเหล่านั้นได้

และวันนี้ผมจะนำมาแชร์ให้กับพวกคุณอ่านกันครับกับ 3 วิธีตรวจสอบคนบันดาลใจ ดูยังไงว่าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม

 

  1. ความสำเร็จแบบเป็นรูปธรรม สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้ตรวจสอบเป็นลำดับแรก คือ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของคนบันดาลใจ ว่าวิธีที่เขาเลือกใช้นั้นได้ผลจริง เช่น ถ้าเขาสอนเรื่องการใช้พลังแห่งจักรวาลในการวางแผนชีวิต เราคงต้องดูว่าสิงที่เขาสำเร็จที่ผ่านมานั้น มันเป็นแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า

 

  1. ความสำเร็จของคนรอบข้างเขา ไม่เป็นไรครับ ต่อให้ไม่มีความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมก็ตาม แต่สิ่งที่ผมอยากให้คุณมองต่อไป คือ ความสำเร็จของคนรอบข้าง ลูกศิษย์ คนที่เขาสอน หรือคนที่เขาให้ความรู้ คนเหล่านั้นสำเร็จและวัดผลจากการเรียนของเขาได้จริงหรือไม่

 

ปฎิเสธไม่ได้นะครับว่า คนที่สอนเก่งอาจจะไม่ใช่คนสำเร็จ แต่สามารถทำให้คนอื่นสำเร็จได้เช่นกัน ดังนั้นถือว่าการเคารพครูและอาจารย์เหล่านั้น มันไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าหากสิ่งที่เขาสอนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ เพียงเท่านั้นมันก็คุ้มค่าแล้วเหมือนกัน

 

  1. ความสำเร็จของตัวคุณเอง ผมลองคิดสูตรการคำนวณอัตราความสำเร็จง่ายๆ นั่นคือ คุณต้องคิดว่า เงินที่คุณจ่ายไปให้กับการเรียนการสอนของเขา เช่น ค่าคอร์ส ค่าความรู้ ค่าดู Facebook Live หรือ ต้นทุนเวลาต่างๆที่คุณเสียไปให้กับเขานั้น เปรียบเทียบกับสิ่งที่คุณได้มาอย่างเป็นรูปธรรม เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น ชีวิตที่ดีขึ้น (แบบวัดผลได้) สุขภาพ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างนั้น มันดีขึ้นจริงหรือไม่

 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจ่ายค่าคอร์สไป 19,999 บาท แล้วคุณสามารถนำความรู้ที่ได้จากเขามาใช้ในการทำงานจนรายได้เพิ่มขึ้น 100,000 บาท แบบนี้ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ ดังนั้นถือว่าคนบันดาลใจคนนั้นให้ผลสัมฤทธิ์กับคุณครับ แต่ถ้าคุณจ่ายค่าคอร์สเป็นแสนแล้วไม่ได้อะไรกลับมา นอกจากความรู้สึกที่ดี อันนี้ผมว่าต้องพิจารณาให้ดี และใช้ข้อ 1 และ 2 มาร่วมกันประกอบครับ

จากการค้นคว้ามานานของผม ทำให้ผมได้รับคำตอบมาและรวบยอดออกเป็น 3 ข้อนี้ หวังว่ามันจะมีประโยชน์ต่อคุณไม่มากก็น้อยนะครับ ในการพิจารณาเลือกคนบันดาลใจที่คุณจะติดตามเขาไปทั้งชีวิต

ลองนำไปตรวจสอบกันครับ ผมหวังว่าจะได้รับคำตอบที่ดีนะครับ 🙂

bb3

 

ข้อเท็จจริงที่ผมอยากบอก

  • ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือแรงบันดาลใจต่างๆ ครับ อ่านเพื่อให้แนวคิดและเอาเฉพาะสิ่งที่ตัวเองทำได้แบบ “ถูกจริต” มาปรับใช้
  • ผมไม่ได้รังเกียจคนที่ประกอบอาชีพการสร้างแรงบันดาลใจแต่อย่างใด เพียงแต่เคยแอบสงสัยแค่ว่าเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จจากอะไรกันแน่ ?
  • ผมคิดว่าคนที่สร้างแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดให้กับคุณ คือ ตัวของคุณเอง ครับ
  • ผมเคยไปเรียนคอร์สจากนักสร้างแรงบันดาลใจชื่อดังท่านหนึ่ง แลัวพบว่าอ่านหนังสือเองดีกว่าครับ
  • บทความทั้งหมดที่ผมเขียนเป็นเรื่องแต่งขึ้นครับ ถ้าคุณอ่านแล้วเชื่อทันที คุณอาจจะต้องระวังที่จะหลงเชื่อนักสร้างแรงบันดาลใจทั้งหลายไว้บ้างนะครับ

 

BOOKster X Bugnoms

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *