Dazaifu – A Walk to Remember

“เป็นครั้งที่สองแล้วนะที่เราเจอกัน คิดถึงจัง”

นั้นเป็นคำทักทายสั้นๆที่กล่าวในใจเมื่อรถไฟจอดเทียบสถานีดาไซฟุ  (Dazaifu) อากาศเย็นสบายของต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเข้ามากระทบผิวหน้า กระเป๋าเป้ถูกแบกขึ้นบนบ่าด้านหลัง เป้อุ้มลูกคาดไว้ที่เอวด้านหน้า ลูกสาววัยหนึ่งขวบที่กำลังนอนหลับปุ๋ยถูกวางไว้และรัดแน่นแนบหน้าอก เธอสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิตในช่วงระหว่างการมาเยือนดาไซฟุทั้งสองครั้ง

การเดินทางมาที่นี้ทำได้สองทาง ทางแรกคือผ่านสถานีใหญ่เทนจิน ทางที่สองต้องผ่านสถานีเล็กๆชื่อ “futsukaishi” ผมเลือกอย่างหลังเพราะมันคุ้นเคยและการเดินทางครั้งนี้ (การมาญี่ปุ่นทั้งทริป) ผมไม่มีเวลามากมายที่สามารถเอาไปใช้เวิ่นเว้อออกนอกเส้นทางที่กำหนดได้

เมืองเล็กๆแห่งนี้ถือเป็นเมืองทางผ่านที่ไม่ค่อยมีผู้คนแวะเวียนมามากนัก คงเป็นเพราะว่ามันไม่ค่อยสะดวกสบายเท่ากับการไปสถานีใหญ่อย่างเทนจิน แถมไม่พอมันไม่ค่อยมีอะไรด้วยแหละ แต่ผมกลับชอบความรู้สึกแบบนี้ที่ได้เดินสบายๆในเมืองเงียบๆ พอลงรถไฟที่สถานีเสร็จแล้ว ต้องเดินผ่านตัวเมืองเพื่อไปยังอีกสถานีหนึ่งชื่อ “nishitetsu-futsukaishi” ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ใช้เวลาเดินโดยรวมประมาณสิบห้านาทีบนถนนเส้นแคบผ่านบ้านเรือนร้านค้าขนาดกระจุ๋มกระจิ๋มของคนท้องถิ่น เราแวะร้านขายผักผลไม้เล็กๆที่ใส่พวกผลผลิตท้องถิ่นในลังกระดาษวางขายกันบนพื้น ราคาถูกแถมยังสดมากอีกด้วย เราคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะพ่อค้าแม่ค้าก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมก็ได้ญี่ปุ่นนิดๆหน่อยๆ ถึงอย่างงั้นก็เถอะเรายิ้มให้กัน หัวเราะกับความเข้าใจผิดๆถูกๆ และในที่สุดก็ได้สตอเบอรี่ลูกโตถาดละ 500 เยนมาเป็นของว่าง 🙂

จาก nishitetsu-futsukaishi มาอีกประมาณสิบนาทีโดยรถไฟเราก็ถึงดาไซฟุที่เป็นเป้าหมายของการเดินทางวันนั้น เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟุกุโอกะมีชื่อเสียงเรื่องความขลังของศาลเจ้าที่นักเรียนทั่วทุกสารทิศต้องเดินทางมาเพื่อขอพรในเรื่องของความสำเร็จในการศึกษา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามักเห็นคือกลุ่มเด็กๆที่สวมชุดยูนิฟอร์มเหมือนๆกันเต็มท้องถนนไปหมด แต่ถึงแม้การมาขอพรให้สอบผ่านติดมหา’ลัยจะเป็นเป้าหมายหลัก แต่ที่นี่ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยร้านขายของมากมาย ทั้งของกินขึ้นชื่ออย่างไข่ปลาคอต (mentaiko) ร้านขายโมจิปิ้งสดไส้ถั่วแดง (ที่ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว) สตอเบอรี่สีแดงหวานฉ่ำเนื้อละมุนลิ้นลูกเท่ากำปั้นกินคู่กับโมจินุ่มๆพร้อมมัชฉะร้อน มันคือการเฉลิมฉลองรสชาติที่กลมกล่อมในปากเราดีๆนี้เอง

แต่ถ้าถามนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วล่ะก็ สิ่งที่มีชื่อเสียงที่นี่คงต้องยกให้กับสตาร์บัคส์สาขาที่มีดีไซน์แปลกตาและถือว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเลยก็ว่าได้ ใช้ไม้ซีดาร์ยาวเป็นเส้นกว่าสองพันชิ้นสานกันเป็นลักษณะคล้ายตะกร้าหวาย ให้ความรู้สึกดึงดูดเหมือนว่าเรากำลังถูกห่อหุ้มเมื่อเดินเข้าไปด้านใน เป็นอีกที่หนึ่งที่คนที่มาที่นี่ต้องแวะเช็คอินถ่ายรูปเก็บไปเป็นที่ระลึก

0375-squashed0376-squashed0589-squashed

วันนั้นที่เราไปถือว่าโชคดีที่คนไม่เยอะมาก อากาศค่อนข้างดีแม้จะครึ้มๆเหมือนฝนจะตกแต่ก็ยังไม่ลงเม็ด คนบนถนนเลยค่อนข้างบางตาทำให้เรามีโอกาสได้เดินเล่นกันอย่างเต็มที่ เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น (ในช่วงนี้) เห็นจะเป็นกระแสการแต่งตัวด้วยชุดกิโมโน/ยูกาตะ เวลาที่หนุ่มสาวออกไปเดทกันหรือกลุ่มเพื่อนสาวที่มาเที่ยวด้วยกัน ซึ่งว่าไปแล้วมันน่ารักดี ยิ่งในเมืองที่ถูกอนุรักษ์เอาไว้แบบนี้ยิ่งดูเข้ากันดีซะเหลือเกิน

เดินไปได้ไม่นานลูกสาวผมก็ตื่น มันคงเป็นความโชคดีด้วยมั้งที่ตอนนั้นเรายืนอยู่หน้าร้านขายของที่เต็มไปด้วยคิตตี้ ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนโปรดของเธอเลยก็ว่าได้ ตื่นปุ๊บชี้นิ้ว “อะ!” ทันที ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงจะข้ามร้านนี้ไปเพราะไม่ได้สนใจอะไร แต่ตอนนี้ไม่เข้าคงมีลูกระเบิดน้ำตาแตกกลางถนนแน่นอน มันเป็นโลกใบใหม่ที่ผมไม่เคยรู้จักนะ เข้าไปด้านในทุกอย่างคิตตี้หมด ถวยชามตะเกียบรองเท้ากระเป๋า ของใช้ทุกอย่าง ตุ๊กตา ของเล่น ร่ม นางกวักคิตตี้ก็มีนะ ไล่ไปจนถึงข้าวสารคิตตี้กันเลยทีเดียว โอ้วแม่เจ้า! กินแล้วคงมีความมุ้งมิ้งมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว แต่ราคาก็สูงมากตามค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งถ้าจะซื้อกลับมาหุงที่บ้านคงโดนเมียตบหัวตั้งแต่ยังไม่ออกจากร้านแน่นอน แค่รู้สึกว่าเฮ้ยมันก็แปลกดีหว่ะ แบบนี้ซะมากกว่า

สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหามากที่สุดกับการเดินทางกับลูกสาววัยหนึ่งขวบนั้นน่าจะเป็นการหาร้านอาหารที่เขาสามารถนั่งกินกับเราได้ ถึงแม้ว่าเขาจะกินง่ายกินได้แทบทุกอย่าง (ที่นุ่มๆและพอใช้เหงือกบดได้เพราะฟันยังขึ้นไม่ครบ) แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกร้านจะ family-oriented หรือ kid-friendly ไปซะหมด ความท้าทายจึงบังเกิดขึ้นทุกครั้งตอนหาร้านอาหารนั่งกินเนี้ยแหละ และการตัดสินใจที่ผิดพลาดก็เกิดขึ้นเมื่อเราดันไปเลือกร้านราเม็งข้อสอบ (ที่มันแบ่งเป็นช่องๆ) เพราะนอกจากจะคับแคบขยับตัวยากแล้ว โต๊ะอื่นๆเขากินกันอย่างเงียบๆ (มีแค่เสียงซู๊ดดดดดเส้นเข้าปาก) แต่กลุ่มเราโหวกเหวกโวยวายกันมากมายจนร้านเขาแทบแตก (ถ้าใครมีลูกจะเข้าดีในจุดนี้) แต่ก็ผ่านมาได้ครับ โดยลูกกินข้าวกับหมูชาชูและน้ำซุปราเม็ง 🙂

ช่วงเวลาปลายมีนาคมที่เราไป ถึงแม้ว่าลมอุ่นของฤดูใบไม้ผลินั้นมาเยือนช้ากว่าปกติ แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่ต้นซากุระบางต้นเริ่มบานกันบ้างแล้วถึงจะยังไม่ทั้งหมดทุกต้นก็เถอะ เมืองเล็กๆแห่งนี้คงคราคร่ำไปด้วยผู้คนถ้าเวลานั้นมาถึงจริงๆ และคงรู้สึกอึดอัดน่าดูที่ต้องเบียดเสียดกันบนถนนเส้นหลักเล็กๆของเมือง

0418-squashed0419-squashed

เราใช้เวลาอยู่ที่ดาไซฟุทั้งวันตั้งแต่เช้า ร้านค้าต่างๆยังคงเหมือนเดิมจากเมื่อประมาณสองปีก่อน ผู้คนก็ยังน่ารักเช่นเดิม ยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตรกับแขกที่มาเยือน ของกินเล่น ขนม ก็ยังคงอร่อยเหมือนกับคราวแรกไม่มีผิด สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เมืองแต่เป็นมุมมองของเราเองที่มีต่อเมืองนี้ซะมากกว่า

จากเมื่อก่อนผมเคยคิดแค่ว่าแต่ละเมืองผมอยากไปเพราะอะไร แต่หลังจากวันนั้นที่ไปดาไซฟุ ผมกลับรู้สึกว่าตั้งแต่มีลูกเล็กที่ติดสอยห้อยตามเป็นสมาชิกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องคิดถึงความสุขของเขาด้วยเป็นตัวแปรที่สำคัญ โชคดีนะที่เมืองนี้ยังคงน่ารัก มีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งได้เดินโดยที่คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป ขนม ผลไม้ อาหารก็อร่อยดี แม้ว่าจะไม่มีร้านอาหารที่นั่งกินกันเป็นครอบครัวได้สะดวกก็ตาม

เย็นวันนั้นระหว่างที่เดินกลับไปยังสถานีรถไฟ ผมกับภรรยาจูงมือลูกที่กำลังเริ่มเดินเตาะแตะคนละข้าง เขามองไปข้างหน้าแล้วพร้อมที่จะออกวิ่งทั้งๆที่ยังเดินไม่แข็งเท่าไหร่ ผมได้แต่นึกในใจว่ากลับมาครั้งหน้าผมคงต้องวิ่งไล่ตามจับเขาแล้วสินะ

การได้กลับมาที่เดิมอีกครั้งทำให้รู้สึกได้เลยว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นไม่ใช่สถานที่หรอก แต่เป็นเราต่างหากที่ไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งต่อไป มุมมองของเราก็เปลี่ยนไป ความคิด จังหวะชีวิตและสิ่งที่ตามหาก็ต่างออกไปเช่นกัน

ครั้งหน้าลูกสาวผมอาจจะไม่ได้วิ่งเข้าร้านคิตตี้แล้วก็ได้ แต่อาจจะเป็นร้านขนมโมจิแทน ซึ่งจะว่าไปก็ดีแหละ เพราะพ่อเห็นราคาคิตตี้แล้ว….ปาดเหงื่อเลยทีเดียว

0598-squashed

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *