Connectivity Rebalanced

เรื่องราวของเจ้าสิ่งที่เรียกว่า “The Light Phone” เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงกลางปี 2015 บนเว็บไซต์ crownfunding ชื่อดังอย่าง Kickstarter ตอนนั้นมันเป็นโปรเจกต์ที่ถือว่าแหกกฎทุกอย่างของเทคโนโลยีมือถือที่กำลังเฟื่องฟูแบบสุดขีด iphone samsung vivo huawei แต่ละเจ้าออกมาแข่งกันอัดฟีเจอร์ต่างๆนานา กล้องหลังกี่ล้านพิกเซล กล้องหน้าเซลฟี่แบบมุมกว้าง หน้าจอ FULL HD OLED เมมโมรี่ 128 GB แรมสี่กิ๊ก อะไรก็ว่าไป…สิ่งเหล่านี้ถูกใส่เอาไว้เพื่อดึงดูด user ที่หลงใหลในเทคโนโลยีสมัยใหม่ โลกกำลังก้าวกระโดดและเชื่อมต่อกันด้วยสิ่งที่เรียกว่า internet และเครื่องมือสื่อสารหรือ smart phone กำลัง smart ขึ้นเรื่อยๆจาก big data บนโลกอินเตอร์เน็ทที่อัพเดตเรื่อยๆแบบไม่มีหยุดยั้ง ยิ่งมีคนใช้มากยิ่งฉลาดมากตามไปด้วย

แล้วอยู่ๆก็มีโปรเจกต์โทรศัพท์เครื่องหนึ่งโดย Joe Hollier กับ Kaiwei Tang โผล่ขึ้นมาบน Kickstarter โดยมีเป้าหมายเพียงคือ

“Designed to be used as little as possible”

(ออกแบบมาให้ให้ใช้งานน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้)

เป็นโทรศัพท์ที่ disconnect จากทุกอย่างเพื่อให้เราได้มีเวลากลับไป reconnect กับสิ่งอื่นๆรอบตัวได้อย่างเต็มที่ เป็นโทรศัพท์ที่มีฟังก์ชั่นแค่การโทรเข้าออก (ใส่ซิมได้และใช้รับสายที่ forward มาจากโทรศัพท์เครื่องอื่น) ไม่มีกล้อง ไม่มีเมมโมรี่ ไม่มีหน้าจอให้ใช้นิ้วเลื่อนรับสาย ไม่มีเกม ไม่มีแอพแต่งรูป ไม่มีอะไรเลย…แค่เป็นโทรศัพท์ แค่นั้นจริงๆ แต่เชื่อไหมครับ? มีคนสนับสนุนกว่า 3,187 คนจนโปรเจกต์นี้ได้รับเงินสนับสนุนไปมากกว่า 415,127 US Dollars (เกือบ 15 ล้านบาท) และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

[vimeo 129693491 w=640 h=360]

Light from The Light Phone on Vimeo.

a272687f795b936de879455ac604cab7_original

b33aa805e25b9b3490958f02629e852b_original

77c086cb4b6cfe16fbf64d5e4f66af43_original

7b20ed93fb590ac5c3e8f4d60300d1a7_original

เส้นทางการผลิตโทรศัพท์เครื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร เจ้าของโปรเจกต์ใช้เวลาเกือบสองปีกว่าโทรศัพท์เครื่องแรกจะถูกส่งให้กับผู้สนับสนุนคนแรก บางคนอาจจะคิดว่ามันก็แค่โทรศัพท์ธรรมดาๆ ทำไมถึงยุ่งยากขนาดนี้ ถ้าใครได้ดูวีดีโอข้างบนคงเห็นว่าถึงแม้เจ้า The Light Phone เนี้ยมันไม่มีฟังก์ชั่นอะไรเลย แต่ด้วยขนาดและดีไซน์ที่บางเฉียบเหมือนเครดิตการ์ด ทำให้เรื่องของการสร้างชิ้นส่วนต่างๆต้องใช้ความละเอียดสูงมาก จนระหว่างทางต้องมีการปรับเปลี่ยนหลายต่อหลายครั้ง จนทีแรกผมนึกว่าโปรเจกต์จะล่มซะแล้วเพราะมีปัญหาเยอะเหลือเกิน แถมยังเลย estimated delivery date (วันที่คาดการณ์ว่าสินค้าจะเสร็จสมบูรณ์คือ May 2016) มาเกือบปี แต่เจ้าของโปรเจกต์ก็ยังคงส่งอีเมลมาอัพเดตเรื่อยๆว่า “เรากำลังพยายามทำอย่างสุดความสามารถ” จนเมื่อต้นเดือนมีนาคม ผมได้รับอีเมลจากทางบริษัทว่า “The Light Phone is Shipped” (ดีใจมากกกก) และไม่กี่วันต่อมาผมก็ได้รับโทรศัพท์จาก UPS ให้ไปรับพัสดุกล่องนี้ที่บริษัท

พอเปิดมาด้าน “อ้าว….เฮ้ยทำไมเป็นหนังสือ โทรศัพท์มีไหนวะ?” รีบแกะดู สรุปสุดท้ายหนังสือก็คือกล่องใส่ไทรศัพท์ที่เก๋สุดๆ ชอบตั้งแต่ packaging แล้ว มันทำให้รู้สึกว่านี้คือโทรศัพท์ที่ต้องการให้เราละเลียดกับสิ่งรอบๆตัวจริงๆไม่ใช่เป็นแค่เทคโนโลยีใหม่ๆที่ฉูดฉาด

เปิดมาด้านในเป็นภาพสวยๆที่ได้อารมณ์ฟิล์มเก่าๆ ภาพธรรมชาติ ขาว-ดำ สวนสาธารณะต่างๆ “เฮ้ยสวยหว่ะ!” มันได้อารมณ์โครต analog และทำให้รู้สึกว่าชีวิตข้างนอกจอที่เอามือจับผิวสัมผัสได้ช่างสวยงามกว่าในจอโทรศัพท์เป็นไหนๆ

ส่วนดีไซน์ของตัวโทรศัพท์เองก็ออกมาเหมือนกับที่โฆษณาเอาไว้ในโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น บางเฉียบและไซส์เท่ากับเครดิตการ์ดเป๊ะเลย ผิวสัมผัสสีขาวด้านๆ น้ำหนักเบาจนเหมือนไม่ได้ถืออะไรไว้ในมือเลยทีเดียว (น้ำหนักพอๆกับกล่องไม่ขีดไฟหนึ่งกล่อง) ปุ่ม “wake/sleep” อยู่ด้านบนมุมขวา กดปุ๊บตัวเลขบนหน้าปัดสีขวาก็สว่างขึ้นมา ด้านซ้ายเป็นปุ่ม “lock/unlock” (เอาไว้สำหรับล็อคแป้นกด) ด้านล่างเป็นช่องเสียบ micro usb สำหรับชาร์จแบตเตอรี่และอัพเดตข้อมูลกับแอพพลิเคชั่นบนคอมพิวเตอร์

ลองดูภาพครับ…เชื่อเถอะว่ามันสวยจริงๆ

เมื่อวันก่อนผมมีโอกาสได้คุยกับ Joe Hollier (หนึ่งในผู้ก่อตั้ง The Light Phone) เกี่ยวกับเบื้องหลังที่มาที่ไปของโทรศัพท์ที่แรกว่าแหกกฎทุกข้อของยุคสมัยนี้ เขาบอกกับผมว่า

“เราเชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นได้ แต่รู้สึกว่าโลกนี้ไม่ต้องการแค่ “แอพ” อีกสักอัน [ที่ทำให้เราติดการใช้โทรศัพท์มือถือมากยิ่งขึ้น] เวลาและความใส่ใจ [กับสิ่งรอบตัว] ของพวกเรานั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดที่เรามี และเราหลงลืมมันไปวันละเป็นร้อยๆครั้งเมื่อเราล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าควานหาโทรศัพท์มือถือ”

ประโยคดังกว่าทำเอาผมหยุดแล้วคิดถึงสมาร์ทโฟนที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของตัวเองขึ้นมาทันที กี่ครั้งต่อวันที่หยิบมันขึ้นมาดูด้วยอาการ FOMO (Fear of Missing Out) กระวนกระวายใจกลัวว่าตัวเองกำลังพลาดข่าวสารสำคัญๆที่เกิดขึ้นในชั่วขณะเวลานั้นแล้วลืมให้ความสนใจกับสิ่งรอบๆตัว

เขาพูดต่อว่า

“[…] เราคิดว่าถ้ามีทางที่เราจะช่วยส่งเสริมให้ให้ผู้ใช้ ‘สมัครใจ’ ที่จะถอดปลั๊ก [จากโลกของอินเตอร์เน็ท] แล้วทิ้งโทรศัพท์สุดแสนฉลาดไว้ที่บ้าน แล้วมีความสุขกับปัจจุบันขณะที่อยู่ตรงหน้าในบางครั้งบางคราว ก็คงดีไม่น้อยเลยทีเดียว และนี้เป็นความจุดเริ่มต้นของความคิดในการสร้างโทรศัพท์ The Light Phone ขึ้นมา”

หลังจากนั้นเขา (Joe) และ Kaiwei ก็เริ่มโปรเจกต์นี้โดยการทดลองสมมุติฐานด้านบนโดยการให้อาสาสมัคร (ตัวพวกเขาเองด้วย) พกแต่โทรศัพท์แบบมีฝาปิด-เปิด (คิดถึงช่วงต้นๆของปี 2000 นะครับ) โทรเข้าโทรออกได้อย่างเดียวและทิ้งสมาร์ทโฟนไว้ที่บ้านโดยตั้ง call forwarding (การโอนสายอัตโนมัติ) เอาไว้เผื่อว่ามีอะไรที่ฉุกเฉิน (ซึ่งในสมัยนี้การโทรหากันนั้นต้องเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมากเท่านั้น) เขาเรียกการทดลองครั้งนี้ว่า “Go Light”

เสียงตอบรับของการทดลองครั้งนี้กลับมาในรูปแบบที่คล้ายๆกัน ในตอนแรกๆทุกคนจะมีอาการกระวนกระวายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ go liight แบบฉายเดี่ยว ไม่มีเพื่อนให้คุยฆ่าเวลาหรือกิจกรรมอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ทำ พวกเขาเหล่านี้ชอบเอานิ้วเคาะๆกระเป๋ากางเกง รู้สึกเบื่อหน่าย หรือแม้กระทั่งตะขิดตะขวงใจว่ามีบางอย่างที่ขาดหายไปไม่รู้ต้องทำตัวยังไงเวลาเดินบนถนน “[FOMO] มีพลังมากจริง” เขาปิดท้าย

แต่…หลังจากผ่านช่วงเวลาหนึ่งไป (แต่ละคนก็แตกต่างกัน) ทุกคนจะค่อยๆลืมอาการกระวนกระวายทำตัวไม่ถูกนี้ไป ไม่ได้คิดแล้ว่าตอนนี้จะมีใครโพสต์อะไรบนเฟสบุ๊กส์หรือดาราคนไหนกำลัง live บน instagram ลืมคิดถึงสมาร์ทโฟนที่ตั้งอยู่ที่บ้านและแอพทั้งหลายบนมือถือ เริ่มมองเห็นและมีความสุขกับสิ่งรอบๆตัวชัดเจนมากขึ้น และทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันในตอนสุดท้ายว่า “ผ่อนคลายและปลอดโปร่งมาก” และนั้นเองทำให้พวกเขาเชื่อว่าได้เจอบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาเรียนรู้คือ ถึงแม้ว่าทุกคนจะเขียนเบอร์โทรใส่เศษกระดาษเอาไว้ (เผื่อว่าต้องโทรหาคนสนิทๆ) แต่โดยมากแล้วก็ไม่ได้ใช้เท่าไหร่ยกเว้นจำเป็นจริงๆ เพราะฉะนั้นคุณค่าของประสบการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่โทรศัพท์ [แบบไม่มีฟังก์ชั่นอะไรเลย] นั้นทำได้ แต่มันอยู่ที่ความรู้สึกที่ตัวเองนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและทิ้งโลกของอินเตอร์เนทไว้ข้างหลัง นั้นเป็นพื้นฐานของแนวคิดในงานดีไซน์ของพวกเขาที่ว่า

“Designed to be used as little as possible”

(ออกแบบมาให้ให้ใช้งานน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้)

หลังจากนั้นพวกเขาก็ส้รางโปรเจกต์บน Kickstarter และได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากทั่วทุกมุมโลก แม้ต้องเจอปัญหาต่างๆนานาทั้งการสร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือ (จนต้องล้มเลิกไปและสร้างแอพสำหรับคอมพิวเตอร์แทน) ฮาร์ดแวร์ที่ต้องมีการสร้างกันใหม่ตั้งแต่ต้น ไปจนถึงข้อจำกัดของกฎหมายโทรศัพท์มือถือจากทั่วโลก  พวกเขาต้องก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆมาเรื่อยๆแต่ก็ไม่ย่อท้อเพราะเชื่อในส่ิงที่ตัวเองทำอย่างสุดหัวใจ จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นโทรศัพท์เครื่องเล็กๆที่อยู่ในมือของผมตอนนี้

หลังจากวันแรกที่ผมเริ่มใช้ The Light Phone บอกตามตรงครับว่าคงต้องอีกสักพักหนึ่งกว่าจะผ่านพ้นช่วง FOMO ของตัวเองไปได้ ในวันที่ผมทิ้งสมาร์ทโฟนไว้ที่บ้านและ “go light” เพียงอย่างเดียว ยังมีความรู้สึกที่อยากหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูบ้างเป็นบางครั้ง มีบางจังหวะที่ผมเอามือตบกระเป๋ากางเกงแล้วพบว่ามันว่างเปล่า ในใจมันโหวงๆโล่งๆแปลกๆชอบกล แต่รู้ไหมครับว่าในขณะเดียวกันนั้นผมก็รู้สึกว่า “เอ่อ…ช่างมัน” และก็กลับไปทำธุระของตัวเองต่อ โดยไม่ถูกสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นๆของโลกมารบกวนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในส่วนของโลกที่ผมอยู่นี้ ผมได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกสาวตัวเองมากขึ้น ได้เห็นใบไม้ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ รู้สึกถึงลมไออุ่นของฤดูร้อนที่พัดมากระทบผิวหน้า มองพระอาทิตย์ตกดินตอนเดินกลับบ้าน ได้ยินเสียงนกที่กำลังบินกลับรังเจี๊ยวจ้าว และก็จริงอย่างที่ Joe บอกเอาไว้ว่ามันปลอดโปร่งและผ่อนคลายมากจริงๆ

คำถามสุดท้ายที่ผมถาม Joe คือ “แล้วคุณยังใช้สมาร์ทโฟนอยู่ไหม?

ผมชอบคำตอบของเขามากและอยากใช้มันปิดบทความนี้

“สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่เข้าใจคือเราไม่ได้รังเกียจสมาร์ทโฟน แอพพลิเคชั่น หรือ โซเชียลมีเดียหรอกนะ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนวัตกรรมที่น่าทึ่งและเต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย แต่ก็เหมือนทุกอย่างนั้นแหละ เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้แบบถูกวิธี เท่าที่จำเป็นตามสมควรไม่มากเกินไม่น้อยไป แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีเป้าหมายเช่นนั้น [พวกมันถูกออกแบบมาเพื่อให้เราใช้เวลากับมัน] ตรงนี้แหละที่ The Light Phone ถูกสร้างขึ้นมา เป้าหมายคือเพื่อสร้างสมดุลระหว่างเรากับอินเตอร์เนท ช่วงเวลาที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้าไปเรื่อยๆอย่างไม่มีวันหยุดและช่วงเวลาส่วนตัวอันมีค่ากับสิ่งรอบตัวโดยไม่ถูกรบกวน”

ปล.ใครสนใจอยากรู้เรื่องราคาและอัพเดตข้อมูลต่างๆ เข้าไปที่เว็บไซต์ของ The Light Phone หรือหน้า Facebook ได้เลยนะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *