นักแปล : ผู้สลายพรมแดนของงานเขียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ Bookster.blog ของเราได้รับโอกาสดีมากๆ ที่จะได้คุยกับนักแปลดาวรุ่งในขณะนี้ เธอได้สร้างผลงานมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแปลต้นฉบับจากภาษาจีนมาเป็นภาษาไทย ให้นักอ่านคนไทยได้มีโอกาสอ่านงานจากแผ่นดินใหญ่กันได้อย่างออกรสออกชาดอย่างไม่ต้องลำบากมากนัก และวันนี้ bookster จะล้วงลึกถึงความเป็นมาของอาชีพนักแปลของเธอ และมาคุยกันกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันสิ่งที่เรารักเหมือนๆ กัน นั่นก็คือ “หนังสือ” นั่นเองครับ มาคุยกับเธอกันเลยดีกว่า

bookster : สวัสดีครับ ขอให้ช่วยแนะนำตัวเล็กน้อยก่อน จะได้รู้จักกันครับ

: สวัสดีค่ะ ปานชีวา บุตราช เป็นนักแปลภาษาจีนและภาษาอังกฤษ นามปากกาใช้มีทั้งชื่อ “หย่งชุน” กับชื่อจริง เมื่อก่อนทำงานสอนหนังสือในสถาบันอุดมศึกษา ตอนนี้หยุดชั่วคราว เปลี่ยนมาเป็นนักเรียนแทน

bookster : ผลงานที่ผ่านมา เล่าให้ฟังคร่าวๆได้ไหมครับ เอาที่ล่าสุดก็ได้

หย่งชุน : งานล่าสุดที่ตีพิมพ์ออกกับสำนักพิมพ์มติชน เรื่อง “ประวัติศาสตร์ลับหลังวังซูสีไทเฮา” และที่ออกกับสำนักพิมพ์ Earnest ชื่อ “เรื่องเล่าของเหล่าปิศาจในเหลาสุรา” เล่ม 2

ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาเพียงบางส่วน

bookster : โอ ดูชื่อแต่ละเล่มแล้ว น่าสนใจมากๆครับ เลยอยากทราบว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามาในวงการหนังสือ หรืองานแปล เป็นมายังไงครับ

หย่งชุน : คือตั้งแต่เด็กชอบอ่านหนังสือหลายแนว โตมากับงานเขียนงานแปลคุณภาพดีๆ แทบทั้งนั้น เลยสนุกกับภาษาไทยและซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว

แต่ถ้านับว่าเริ่มแปลหนังสือจริงจังก็คงราวเมื่อปี 2548 ด้วยเหตุผลว่าเบื่องานแปลเอกสารที่ทำทุกวันในบริษัท ประกอบกับมีเพื่อนส่งแบบทดสอบงานแปลของสำนักพิมพ์มาให้พอดี ก็เลยลองแปลสมัครไป งานแรกแปลให้สำนักพิมพ์แจ่มใสกับแพรวสำนักพิมพ์

ทำไปสักสามสี่ปีก็โผล่ไปทำงานบรรณาธิการต้นฉบับบ้าง เป็น reader บ้าง (หมายถึงคนประเมินต้นฉบับ) พิสูจน์อักษรบ้าง จนถึงปี 2555 เริ่มทำงานประจำอีกครั้ง ไม่ค่อยว่างเลยจับคู่กับ”ซินโป” นักแปลอีกคน ทำงานแปลนิยายด้วยกัน ปัจจุบันนี้แปลตามแต่เวลาว่างจะเอื้ออำนวย หนักไปทางรับงานบรรณาธิการเล่มมากกว่า

bookster : ดูแล้ว หย่งชุน ผ่านงานมาเยอะเลย อยากจะทราบความคิดของหย่งชุนว่า งานแปลแตกต่างอย่างไรกับงานต้นฉบับ แล้วจุดที่ยากมากสำหรับนักแปลคืออะไรครับ

หย่งชุน : เรามองว่างานแปลเป็นการเดินทางข้ามพื้นที่ ข้ามกาลเวลา ข้ามวัฒนธรรม ข้ามประเพณีความเชื่อ ข้ามโลกทัศน์ของคนสองฝั่งคือฝั่งคนเขียนกับฝั่งคนอ่าน บางทีก็เหมือนการเป็นร่างทรง ถ่ายทอดเสียงของคนตายที่ไปแล้วตั้งร้อยปีมาให้คนเป็นยุคนี้รับรู้

งานแปลจึงอาจแตกต่างกับต้นฉบับตรงที่ว่า มันมีจุดที่ต้องอธิบายหรือขยายความ บางทีต่อให้คนแปลรู้อยู่แล้วก็ต้องคิดถึงคนอ่าน ต้องระวังเรื่องของความรู้กักตุน ประเภทอ่านเองรู้เองอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่ได้รู้ไปกับเราด้วย

ส่วนจุดที่ยากคือ จะแปลอย่างไรให้คนอ่านสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ต้นฉบับบอกเล่า และจะต้องแปลแบบไหนไม่ให้เราดันไปมีตัวตนหรือมีเสียงเด่นกว่าคนเล่า จุดนี้คิดว่าระดับของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ความอันตรายของนักแปลที่ไม่รู้ระดับคือเล่าไปๆ แล้วติดลม เผลอเติมกะปิน้ำปลาลงไปในเรื่อง ก็จบเห่

bookster : แล้วส่วนตัวหย่งชุนเอง คิดว่างานแปลพวกไหนที่คิดว่ายากเป็นพิเศษ เช่น สารคดี นิยายอิงประวัติศาสตร์ นวนิยาย ฯลฯ

หย่งชุน : สำหรับตัวเอง งานที่คิดว่ายากเป็นพิเศษคือแนววิทยาศาสตร์ค่ะ ส่วนงานที่ถนัดคือแนวอิงประวัติศาสตร์ เทวตำนาน ภูตผีปีศาจสัตว์ประหลาด ลึกลับ หรืองานสืบสวนสอบสวน มีเลือด มีศพ พวกนี้ส่วนตัวแล้วจะชอบมาก

bookster : ดูโหดดีนะครับ (ฮา) แล้วคิดอย่างไรกับธุรกิจหนังสือในปัจจุบันบ้างครับ ในฐานะที่หย่งชุนเองก็เป็นผู้สร้างผลงาน ซึ่งปัจจุบันสื่อออนไลน์ก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนจนเกือบแยกไม่ได้เสียแล้ว

หย่งชุน : ธุรกิจหนังสือเปลี่ยนไปตั้งแต่มี e-book และ PDF เถื่อน (หมายถึง พวกละเมิดลิขสิทธิ์ เอาหนังสือมาสแกนทำเป็น PDF แล้วแจกตามเว็บฝากไฟล์ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน/ผู้แปล/สำนักพิมพ์) คนอ่านรุ่นใหม่หลายคนเอาฟรีอีบุ๊คไปปนมั่วกับพีดีเอฟเถื่อน แถมไม่ตระหนักหรือไม่สนใจด้วยว่าพีดีเอฟเถื่อนคือการทำลายคนแปลคนเขียนแบบผ่อนส่ง

ในฐานะคนอ่านก็เข้าใจว่ามันสะดวก ไม่ต้องหอบหนังสือเป็นตั้งๆ เหมือนเมื่อก่อน แค่มีเน็ตก็อ่านได้แล้ว ยิ่งถ้าดาวน์โหลดลงแท็บเล็ตได้ยิ่งสะดวก แต่ในฐานะคนทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยงานนี้ ก็เศร้าใจนะ เหมือนเรารดน้ำพรวนดินกว่าจะปลูกแอปเปิ้ลสักต้นให้โต อยู่ๆ ก็มีคนมาเด็ดไปทั้งต้น แจกให้คนทั้งตำบลกินฟรีกันไป (ฮา)

แต่ในอีกแง่หนึ่ง สื่อออนไลน์ก็เป็นช่องทางให้คนอ่านเข้าถึงผู้จัดจำหน่ายหรือนักเขียนนักแปลได้ง่ายขึ้น พอมีการติดต่อสื่อสารกันมากๆ เข้า มันก็ดีในแง่ที่เราได้ยินเสียงตอบรับจากคนอ่านโดยตรง จะดอกไม้หรือก้อนอิฐ คนผลิตงานก็อยากฟังทั้งนั้นล่ะ

bookster : แล้วหย่งชุนคิดว่าทิศทางของวงการหนังสือในอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง

หย่งชุน : คิดว่านอกเหนือจากรูปแบบสิ่งพิมพ์ งานเขียนและงานแปลคงถูกผลิตในแพล็ตฟอร์มสำหรับอ่านออนไลน์เยอะขึ้นตามแบบนิตยสารที่หันมาทำตรงนี้ก่อนแล้ว

ในจีนเอง เว็บอ่านนิยายออนไลน์อย่างฉีเตี่ยนก็ทำระบบคลิกอ่านแล้วจ่ายค่าอ่านมาก่อนเราตั้งนานแล้ว ส่วนของไทยเอง อย่าง Storylog หรือ Fictionlog ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น พอทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์ นักเขียนนักแปลเองจากเดิมที่อยู่กับสำนักพิมพ์เงียบๆ จะทำอะไรก็รอฝ่ายการตลาดเค้าบอกเค้าสั่ง เราก็ต้องปรับตัว ช่วยกันทำมาหากินเหมือนกัน

มนุษยสัมพันธ์และช่องทางโซเชี่ยลมีผลมากๆ เลยนะสำหรับการสร้างฐานนักอ่าน มันปฏิสัมพันธ์กันง่ายขึ้นเยอะ แต่ก็เป็นดาบสองคม ถ้าแทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาผลงาน ก็ดันเที่ยวก่อดราม่าไปเรื่อย นั่นก็เท่ากับรนหาที่ตายกลางอากาศอย่างไม่เข้าท่าได้เลย

bookster : นั่นสิครับ ชาวโซเชี่ยลก็ชอบเสพดราม่ากันแทนข้าวซะด้วย (ฮา) แล้วหย่งชุนคิดว่างานแปลให้อะไรที่สำคัญกับนักแปลบ้าง เอาที่หย่งชุนคิดว่าตัวเองได้สัมผัสอย่างชัดเจนเลยก็ได้

หย่งชุน : ให้เงิน นี่ไม่ได้ล้อเล่นนะ เงินก็เป็นส่วนหนึ่งเพราะมันคืออาชีพไง แต่ที่ประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้ก็มีนะ เช่น ความสาสมใจเมื่อได้อ่าน ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง

   ในฐานะนักอ่าน เราจุกจิกกับหนังสือพอสมควร เวลาของเราบนโลกมีจำกัด แต่หนังสือที่น่าอ่านมีมากมายมหาศาล ชนิดที่ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังอ่านไม่หมด ดังนั้นการเสียเวลาเลือกหนังสือสักเล่มมาอ่าน แต่ดันเจอว่ามันไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกสาสมใจ ไม่สนุก ตรรกะวิบัติ หรือแย่กว่านั้นคืออ่านแล้วเจอแต่รอยรั่วแหว่งวิ่น เราจะเคืองมาก

หรือมองในฐานะนักแปล ถึงจะเห็นใจเพราะรู้ข้อจำกัดของงานหนังสือว่ากระบวนการผลิตมันมีโอกาสผิดพลาดได้ ทุกอย่างอาจไม่ใช่ความผิดของนักแปลเพียงผู้เดียว แต่ใจก็ยังคิดล่ะนะว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ชุ่ย ว่าแล้วก็ทดไว้ในใจ เก็บไว้ใช้เป็นแบบฝึกหัดสอนตัวเองไม่ให้ผลิตของแบบที่เราเบ้ปากใส่

อ้อ แล้วก็ใช้สอนนักศึกษา นี่เพื่อนรู้เพื่อนร้องว้าย ทำไมแกร้าย (ฮา)

bookster : คำว่า เวลาของเราบนโลกมีจำกัด นี่เล่นเอาสะอึกเลยทีเดียว เพราะมันเป็นจริงซะยิ่งกว่าจริง งั้นถ้า bookster จะรบกวนให้หย่งชุนแนะนำหนังสือให้ซักเล่มที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับคนอ่านในยุคปัจจุบัน จะแนะนำเล่มไหนดีครับ

หย่งชุน : ขอแนะนำเรื่อง “ลวง” ของสำนักพิมพ์ Mangmoom book แปลโดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี ค่ะ

“ลวง” เป็นนิยายจีนร่วมสมัยที่พูดถึงความซับซ้อนของชีวิตชาวจีนภายใต้สภาพสังคมไม่ต่างกับคนไทย ฉากและตัวละครหลายๆ  ตัวมีมิติ มนุษย์ในเรื่องนี้ไม่ดีสุดขั้วไม่ชั่วสุดขีด

พระเอกเป็นนักเขียนตกอับที่เจอกับแฟนหนังสือผู้น่าสะพรึงคอยตามในเงามืด ส่วนนางเอกแทนที่จะช่วยอะไรได้ก็ดันพาปัญหาชีวิตเข้ามาซ้ำเติมอีกดอก เพราะคู่ปรับของพระเอกก็แอบชอบหล่อนเหมือนกัน ความขัดแย้งต่างๆ ในเรื่องทำให้คนอ่านต้องตั้งคำถามกับทัศนคติและการกระทำของตัวละครตามไปด้วยตลอด รวมๆ แล้วลุ้นมากว่าจะจบอย่างไร

“ลวง” แค่หน้าปกก็สวยงามน่าค้นหาแล้ว

bookster :โอ คงต้องไปตามหาอ่านกันแล้วนะครับชาว bookster   และช่วงท้ายนี้ หย่งชุนจะฝากผลงานอะไรที่กำลังงวางแผงอยู่ ให้เพื่อนๆ นักอ่านของเราได้ติดตามกันบ้างครับ

หย่งชุน : ฝากเรื่องล่าสุดคือ “เรื่องเล่าของเหล่าปิศาจในเหลาสุรา” เป็นเรื่องแนว เทพเซียน ตัวประหลาดยุคจีนโบราณ ใครที่เคยอ่านเหลียวไจหรือดูโปเยโปโลเย นิยายจีนเรื่องนี้ก็แนวๆ นั้น วางตลาดได้สองเล่มแล้ว หลายคนห่วงว่าจะจบเมื่อไหร่เพราะงานชิ้นนี้ใช้เวลานานมากในการเขียน ดังนั้นกว่าจะได้แปลก็คือต้องรอกันยาวๆ

อันที่จริงเคยคุยคนเขียน เค้าก็บอกไว้ว่า “จบได้ทุกจุดในเรื่อง” เพราะเขียนแบบเรื่องสั้นจบในตอนอยู่แล้ว เว้นที่ว่างให้จินตนาการ ดังนั้นถ้าอ่านแล้วไม่ชอบ จะจบแค่เล่มหนึ่งถือเป็นเล่มเดียวจบก็ยังได้

และยังมีอีกหลายผลงานที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ค่ายใหญ่ ซึ่งน่าติดตามไม่แพ้กัน

bookter : มีน้องๆ ทีม bookster ฝากถามประเด็นงานแปลครับ
“ถ้าหากต้องแปลเนื้อหาที่รู้อยู่แล้วว่าแปลยาก หรือมีความซับซ้อน หรือแปลแล้วคนอ่านคงเข้าใจได้ยาก จะแก้ไขอย่างไรดี”

หย่งชุน : ก่อนอื่นก็ต้องอ่านต้นฉบับให้จบและตีความให้แตกก่อน การอ่านจะบอกเราเองว่าตัวเราไหวไหมกับงานชิ้นนี้ ถ้ามันยากมาก แถมอ่านแล้วไม่เกิดความรู้สึกชื่นชอบใดๆ ด้วย ก็คือไม่รับแปลดีกว่า ปล่อยงานมันไปหาคนที่ใช่และที่ที่ชอบเถิด ดันทุรังแปลไปก็ไม่รอดหรอก (ฮา)

เอาจริงๆ —ถ้ายาก แต่อ่านแล้วชอบ อยากไปให้ถึงที่สุดของปลายทาง มันก็จะมีฉันทะและมีความพยายามจะแปลให้ได้เอง ระหว่างนั้นก็ไปค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ถามผู้รู้ อ่านงานประเภทใกล้เคียงกันในฉบับแปลของคนอื่นๆ ด้วย งานที่ซับซ้อนเวลาผ่านการตีความจากหลายๆ มุมก็ช่วยได้เยอะ

จากที่เคยสอนในคลาสแปล พบว่านักอยากแปลรุ่นใหม่ๆ หลายคนมีทัศนคติว่า “ไม่ชอบอ่านงานแปลไทยของคนอื่น อ่านแต่ฉบับภาษาต้นทาง” ผลคือคลังคำศัพท์ที่มีก็จำกัด พอแปลงานออกมา กลายเป็นว่าทุกเรื่องภาษาแบนราบเท่ากันไปหมดก็มี ซึ่งน่าเสียดาย

การอ่านงานแปลคือการศึกษาลีลาภาษาอย่างหนึ่งเหมือนกันนอกเหนือจากอ่านงานเขียน ความเห็นส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้สำคัญนะ สำคัญพอๆ กับการรู้ว่าเวลาเจอคำยากๆ เราต้องค้นยังไงหรือต้องปรึกษาผู้รู้ที่ไหนนั่นแหละ นักแปลไม่ได้รู้ไปทุกอย่าง

bookster : อีกข้อคือ น้องๆ ฝากมาถามว่า มีหนังสือที่ส่วนตัวชื่นชอบเป็นพิเศษแนะนำไหม

หย่งชุน : ที่ชอบเป็นพิเศษตอนนี้ นอกจาก “ลวง” ที่บอกไปแล้ว ชอบหนังสือชุด “Odd Thomas” ของดีน คูนท์ซ แปลโดย พรรษพร ชโลธร ออกมาสามเล่มแล้ว ชอบการสร้างตัวละครพระเอกที่มองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติและอารมณ์ขันอันมืดมนของเรื่องชุดนี้มาก

bookster : เชื่อแล้วว่าหย่งชุนชื่นชอบความมืดมนขนาดไหน (ฮา) ครับ ก็คงคุยกับหย่งชุนกันไว้เท่านี้ก่อน สำหรับครั้งนี้ ซึ่งถ้ามีโอกาส เราคงได้มาคุยกันในประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจกันอีกในอนาคต วันนี้ต้องขอขอบคุณ หย่งชุน และลาแฟนๆ ของ bookster.blog  กันไปก่อนนะครับ อย่าลืมติดตามผลงานของหย่งชุนกันด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

ลากันด้วยภาพตัวจริงของ “หย่งชุน” กัน ซึ่งทาง bookster ก็ไม่แน่ใจว่าตกลงหย่งชุนจริงๆ แล้ว เป็นคนหรือเป็นแมว…กันแน่  ^_^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *